ผู้นำจีนระบุความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วน

บรรยากาศการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง เป็นไปในเชิงบวก  ผู้นำจีนใช้โอกาสนี้ลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยระบุว่าจีนกับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วน (partner) ระหว่างกัน และไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน (rival)  ท่าทีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการเจรจาหารือระหว่างกันใน 14-15 พฤษภาคม 2569 ที่อาจมีประเด็นสำคัญทั้งความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาระดับโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนดีขึ้น ทั้งนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีผู้นำทั้ง 2 ประเทศจับมือทักทายกันท่ามกลางบรรยากาศที่ดี ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พาคณะนักธุรกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะการเยือนดังกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย ทำให้คาดว่าสหรัฐฯ ต้องการให้จีนอนุมัติการลงทุนขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ แม้ว่าบรรยากาศในช่วงเริ่มต้นการพบหารือครั้งนี้จะเป็นเชิงบวก แต่จีนกับสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขึ้นภาษีตอบโต้ การกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยี สถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนกับสหรัฐฯ มีท่าทีและจุดยืนที่แตกต่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี ที่ผูกพันกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศอย่างแน่นแฟ้น การพบหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ในระยะยาว ความสัมพันธ์ของทั้ง 2…

ญี่ปุ่นยืนยันมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ

 ถ้อยแถลงของนายโคบายาชิ เค็น ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japan Chamber of Commerce and Industry) เมื่อ 13 พ.ค.69  ยืนยันว่าญี่ปุ่นมีพลังงานเพียงพอ เนื่องจากรัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น นำน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันออกมาใช้ และแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในห้วงที่ภาคธุรกิจและภาคประชาชนห่วงกังวลมากขึ้นว่าญี่ปุ่นจะมีแนฟทา (Naphtha) ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลางยืดเยื้อ

กห.สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการจัดหายุทโธปกรณ์กับบริษัทค้าอาวุธ

เว็บไซต์ กห.สหรัฐฯ รายงานเมื่อ 13 พ.ค.69 ว่า ได้บรรลุข้อตกลงการจัดหายุทโธปกรณ์กับบริษัท Anduril บริษัท CoAspire บริษัท Leidos และบริษัท Zone 5  ที่จะเริ่มพัฒนาและผลิตขีปนาวุธราคาต่ำบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ (Low-Cost Containerized Missles – LCCM) ในจำนวนมากกว่า 10,000 ชุดภายในปี 2572  รวมทั้งข้อตกลงกับบริษัท Castelion ที่จะจัดส่งระบบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “Blackbeard” จำนวน 500 ลูกให้กับกองทัพในระยะเวลา 2 ปี หากสามารถทำการทดสอบระบบอาวุธดังกล่าวได้สำเร็จ และพยายามขออนุมัติเพิ่มการจัดซื้อระบบอาวุธดังกล่าวเป็น 12,000 ลูก ในอีก 5 ปีข้างหน้า

รัสเซียผ่านร่างกฎหมายให้กองทัพปฏิบัติการนอกประเทศเพื่อปกป้องพลเรือน

สนข. Tass รายงานเมื่อ 13 พ.ค.69 ว่า สภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย (สภาดูมา) มีมติเอกฉันท์อนุมัติร่างกฎหมายให้ประธานาธิบดีรัสเซียมีอำนาจสั่งการกองทัพรัสเซียในการปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศเพื่อปกป้องพลเรือนรัสเซียในต่างประเทศ อาทิ กรณีถูกจับกุมหรือควบคุมตัว และถูกดำเนินคดีทางอาญาหรือภายใต้กฎหมายอื่นในศาลต่างประเทศ รวมถึงให้อำนาจสั่งการหน่วยงานของรัฐตามดุลยพินิจในการดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องพลเรือนในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 10 วันหลังประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ลงนาม

คิวบาขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิง

เว็บไซต์ นสพ. The Guardian และ El País รายงานเมื่อ 14 พ.ค.69 อ้างนายบีเซนเต เด ลา โอ เลบี รมว.กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่คิวบา ยอมรับว่า คิวบาขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเชิง หลังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้าจากต่างประเทศล็อตสุดท้ายหมดแล้ว ส่วนระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากขาดพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงกรุงฮาวานา ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลานาน 20- 22 ชม. ต่อวัน และสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คิวบาจะยังพยายามเจรจากับประเทศที่สามารถส่งออกเชื้อเพลิงให้คิวบาได้ แม้สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการปิดล้อมและคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อคิวบา

ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดต่อไปในห้วง พฤษภาคม 2569  

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดสูง โดยมีรายงานเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 ว่า อิหร่านแจ้งปากีสถานว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ รอบที่ 2 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับเงื่อนไขเพื่อรับประกันความมั่นคงของอิหร่าน ทั้งนี้ อิหร่านยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม 5 ประการ เพื่อสร้างบรรยากาศและความเชื่อมั่นก่อนการเจรจา ได้แก่ 1) ให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติสงครามในทุกสมรภูมิ เฉพาะอย่างยิ่งในเลบานอน 2) ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ 3) ยกเลิกมาตรการยึดทรัพย์รัฐบาลอิหร่านในต่างประเทศ 4) ให้สหรัฐฯ ชดเชยค่าเสียหายและความสูญเสียที่อิหร่านได้รับจากสงครามครั้งนี้ และ 5) ให้สหรัฐฯ รับรองว่าช่องแคบฮอร์มุซ อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของอิหร่าน กรณีอิหร่านยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม เพื่อต่อรองกับสหรัฐฯ ที่เสนอเงื่อนไข 14 ข้อที่จะนำไปสู่สันติภาพ สะท้อนว่ารัฐบาลอิหร่านยังไม่พร้อมตอบรับข้อตกลงของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ยังมีรายงานการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ปัจจุบันเสี่ยงถูกอิหร่านโจมตีมากขึ้น จนทำให้อิสราเอลตัดสินใจส่งระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูง หรือ Iron Dome ไปช่วยเหลือ UAE  ประกอบกับผู้นำสหรัฐฯ ไม่ตอบรับเงื่อนไขดังกล่าว เป็นสัญญาณว่าความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะไม่ลดลง ปากีสถานจะยังเผชิญอุปสรรคในการเป็นตัวกลางประสานงานเพื่อสร้างสันติภาพ และความขัดแย้งในภูมิภาคจะยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป…

ผู้นำสหราชอาณาจักรเผชิญความท้าทายทางการเมือง

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักร เผชิญความเสี่ยงทางการเมือง หลังจากสมาชิกพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักรมากกว่า 80 คน จากทั้งหมด 403 คน กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบที่ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนนิยมในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2569 และรับผิดชอบกรณีล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นในประเทศ ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อพลังงาน นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ปฏิเสธข้อเรียกร้อง และเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ พบหารือกับนายเวส สตรีทติ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโอกาสจะเป็นผู้ชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้สื่อทั่วโลกสนใจและติดตามพัฒนาการทางการเมืองภายในของสหราชอาณาจักรครั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 จะกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญ หรือ The King’s Speech ที่รัฐสภาสหราชอาณาจักรใน 13 พฤษภาคม 2569 สำหรับสมาชิกพรรคแรงงานที่มีโอกาสเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่ ได้แก่ 1) นาย สตรีทติ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2) นายแอนดี เบอร์นแฮม นายกเทศมนตรีเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ และ 3) นางแองเจลา เรย์เนอร์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลในการเมืองสหราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจะเกิดขึ้นได้จาก…

5 ประเด็นสำคัญในการพบหารือระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนจะต้อนรับและพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระหว่าง 13-15 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง แวดวงการเมืองเวทีระหว่างประเทศให้ความสนใจกรณีดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการหารือครั้งแรกระหว่าง 2 ผู้นำประเทศมหาอำนาจในช่วงที่สถานการณ์ระหว่างประเทศเผชิญความขัดแย้งและความตึงเครียดทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้นำทั้ง 2 ประเทศต้องการให้การพบหารือครั้งนี้มีผลลัพธ์เป็นเชิงบวกต่อความมั่นคงทั้งภายในประเทศและในระดับโลก ผู้นำจีนอาจเป็นฝ่ายได้เปรียบในการทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เห็นว่าจีนสามารถเป็นประเทศที่โน้มน้าวอิหร่านให้ยุติสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ แลกเปลี่ยนกับให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการกดดันทางการค้าและการกีดกันเทคโนโลยีของจีน ด้านผู้นำสหรัฐฯ จะใช้การเยือนครั้งนี้เป็นผลงานการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยคาดว่าจะเน้นย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำจีน เพื่อให้ภาพลักษณ์ผู้นำสหรัฐฯ มีลักษณะเป็น “นักเจรจา” ซึ่งสามารถจัดการปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ผู้นำจีนและผู้นำสหรัฐฯ เคยพบหารือกันแล้วอย่างน้อย 6 ครั้ง ที่สหรัฐฯ เยอรมนี จีน อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศประเมินว่า ปัจจุบันท่าทีจีนแข็งกร้าวและมีอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้นำสหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายในการกดดันจีนให้ดำเนินนโยบายตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สำหรับประเด็นสำคัญในการพบหารือระหว่างผู้นำ 2 ประเทศมหาอำนาจที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลต่อบรรยากาศความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคตต่อไป ได้แก่ 1) การปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ -จีน แม้ว่าจะมีรูปแบบความสัมพันธ์แบบเป็นคู่แข่งกันทั้งด้านยุทธศาสตร์มหาอำนาจและการขยายอิทธิพล แต่ทั้ง 2 ประเทศอาจสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง…

ประธานาธิบดีรัสเซียเตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เตรียมเยือนจีน  ซึ่งยังไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจน ส่วนการเจรจายุติความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน รัสเซียยังยืนยันจุดยืนเดิมว่าพร้อมยุติสงคราม และยอมรับกรอบการเจรจา 3 ฝ่ายที่สหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ปัจจุบันกระบวนการสันติภาพคืบหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ ประธานาธิบดีปูติน พร้อมพบหารือประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ที่กรุงมอสโก

อิหร่านขู่เสริมสมรรถะยูเรเนียมถึงร้อยละ 90

โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายการต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านบัญชี X เมื่อ 12 พ.ค.69 ว่า หากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านอีกครั้ง  มาตรการตอบโต้ที่อิหร่านอาจนำมาใช้ คือ การเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้เข้มข้นถึงร้อยละ 90 (ระดับที่นำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้) พร้อมทั้งระบุว่า ข้อเสนอนี้จะถูกนำไปพิจารณาในรัฐสภาอิหร่าน ขณะที่นาย Behnam Saeedi สมาชิกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายการต่างประเทศย้ำว่า การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมด และการปลดทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่าน เป็นเงื่อนไขที่อิหร่านจะไม่ยอมเจรจาต่อรองด้วยอย่างเด็ดขาด