รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมยกระดับกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในโลกปัจจุบันก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต ได้ง่ายกว่าอดีต อีกทั้งมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีความเร็วและเสถียรมากขึ้น อีกทั้งมีโครงข่ายครอบคลุมกว่าในอดีต เทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในการทำงาน หรือใช้เพื่อความบันเทิง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ที่คนทั่วโลกใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคนรู้จัก เพื่อน หรือครอบครัว รวมทั้งติดตามข่าวสาร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม Social media ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ซึ่งในบางครั้งก็มีผู้ใช้งานบางส่วนนำแพลตฟอร์มเหล่านี้ไปใช้งานในรูปแบบที่ผิดวัตถุประสงค์ หรือใช้ในการกระทำความผิด จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาท้าทายที่รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต้องเผชิญ โดยรัฐบาลแต่ละประเทศก็มีนโยบายควบคุม Social Media เข้มงวดมากน้อยแตกต่างกันไป วันนี้ The Intelligence จะพาไปดูนโยบายการควบคุม Social Media ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป ว่าเป็นอย่างไร เข้มงวดมากน้อยแค่ไหน มีที่มาที่ไปหรือหลักคิดอย่างไร มาติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมยกระดับกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน”

สหราชอาณาจักรควบคุมภัยคุกคามจากสื่อออนไลน์

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน โดยประกาศเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเสนอและผลักดันให้รัฐสภาเห็นชอบกฎหมายการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในสหราชอาณาจักรก่อนปลายปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะยกระดับการป้องกันภัยคุกคามและอันตรายต่อเยาวชน ทั้งนี้ มาตรการของสหราชอาณาจักรจะเข้มงวดมากกว่ามาตรการที่ออสเตรเลียและสเปนบังคับใช้ เนื่องจากจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดสด การสนทนากับคนแปลกหน้า หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานระหว่างกัน ดังนั้น มาตรการของสหราชอาณาจักรจะส่งผลให้เยาวชนไม่สามารถมีบัญชีใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก เช่น Snapchat, TikTok, YouTube, Instagram, Facebook และ X รวมทั้งแพลตฟอร์มเกมออนไลน์บางประเภท สหราชอาณาจักรจะใช้มาตรการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีข้อมูลยืนยันว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของปัญหาการคุกคามทางไซเบอร์ ปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสพติดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ เกิดปรากฏการณ์เชื่อในข้อมูลประเภท Echo Chamber และเสี่ยงตกเป็นเหยื่อกลุ่มอาชญากรรม สมาคมปกป้องสิทธิเยาวชนในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยมีมุมมองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อการปกป้องความปลอดภัยของเยาวชน พร้อมเสนอให้มีการบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้รัฐบาลกดดันและร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หรือกลุ่ม Big Tech ให้มีส่วนสำคัญในการคัดกรองเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมการใช้อัลกอริทึ่ม ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทการสนทนา เกม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งเพิ่มมาตรการปกป้องผู้ใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้บริการในการป้องกันตนเอง…

จีนเตือนกลุ่ม G7 ไม่ให้กีดกัดทางการค้ากับจีน

นสพ. China Daily เผยแพร่บทบรรณาธิการเมื่อ 15 มิ.ย.69 วิจารณ์นโยบายของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือ G7 เพื่อเตือนผู้นำกลุ่ม G7 ที่กำลังประชุมระดับผู้นำที่ฝรั่งเศส ระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ให้ยุติการกีดกันทางการค้าและการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกผ่านวาทกรรม “การลดความเสี่ยง” (De-risking) และข้ออ้างเรื่องความไม่สมดุลทางการค้า ซึ่งจีนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก  G7 ควรปรับบทบาทเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกส่งเสริมและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ  แทนการสร้างกลุ่มพันธมิตรขนาดเล็กเพื่อผูกขาดอำนาจในแบบเดิม ทั้งที่ปัจจุบันสัดส่วนรวม GDP ของกลุ่ม G7 ลดลงมากแล้วเหลือเพียงร้อยละ 44 ของโลก

ญี่ปุ่นคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 15 มิ.ย.69 ที่กรุงโรม อิตาลี หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกันว่าในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ได้รับความเสียหายจากระเบิดนิวเคลียร์ในสงคราม ญี่ปุ่นจึงคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯ และอิหร่านควรบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายโดยเร็ว รวมถึงปัญหานิวเคลียร์

ญี่ปุ่น-สหราชอาณาจักรขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาทด้านการเป็นผู้นำการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ว่า ญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรลงนามในข้อตกลงการลงทุนมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านปอนด์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมผลิตพลังงานสะอาด เฉพาะอย่างยิ่งพลังงานลมนอกชายฝั่ง (offshore wind) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อความมั่นคงทางพลังงานของสหราชอาณาจักร ที่มีเป้าหมายลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เป็นผลจากการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีทาคาอิชิ ซานาเอะ ผู้นำญี่ปุ่นกับนายกรัฐมนตรี Keir Starmer ผู้นำสหราชอาณาจักร ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องว่าการกระชับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจจะเป็นผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย ภายใต้กรอบ Frontier Technology Partnership (FTP) ซึ่งนอกจากความร่วมมือด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดแล้ว ญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรยังลงนามในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีควอนตัม และความมั่นคงไซเบอร์ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายให้ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำโลกด้านการส่งเสริมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สะท้อนว่า ญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรต้องการสร้างบทบาทเป็นผู้นำโลกด้าน AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AI Summit ในปี 2570 แนวโน้มความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรด้านเทคโนโลยีจะใกล้ชิดขึ้น…

ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อมั่นกระบวนการทำ MoU กับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 15 มิถุนายน 2569 แสดงความเชื่อมั่นว่าจะบรรลุการเจรจาข้อตกลง หรือ MoU กับอิหร่าน แม้ว่าจะยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เนื่องจากตัวแทนของทั้ง 2 ประเทศยังอยู่ระหว่างการจัดทำเนื้อหาในข้อตกลง ที่จะเป็นกรอบกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตามและนำไปสู่ขั้นตอนการเจรจาสันติภาพในระยะยาว พร้อมกันนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นไปแล้ว โดยผู้แทนฝ่ายอิหร่าน คือ นาย Mohammad Bagher Ghalibaf ประธานรัฐสภาอิหร่าน ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ทยอยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว โดยชี้แจงว่าจะมีผลให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดทำการเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ได้ใน 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงร่วมกันที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และจะขยายข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านออกไปอีก 60 วัน แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเชื่อมั่นในกระบวนการทำข้อตกลงระดับ MoU กับอิหร่าน เพื่อเปิดช่องทางการเจรจาอย่างเป็นทางการ ลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็น “ผลงานทางการเมือง” ที่สะท้อนว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่กดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขจากสหรัฐฯ และสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการหารือกับอิหร่าน เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเร่งหาวิธีการถอนตัวจากสงคราม เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมทั้งความมั่นคงทางการเมือง…

กัมพูชาเริ่มใช้มาตรการวีซ่าฟรีเปิดรับชาวจีน

รัฐบาลกัมพูชาใช้มาตรการวีซ่าฟรีอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำวีซ่าและไม่เสียค่าธรรมเนียม ตั้งแต่ 15 มิถุนายน – 15 ตุลาคม 2569 หรือเป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างน้อย 600,000 คนตามเป้าหมาย และเป็นมาตรการทดลองเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ สำหรับชาวจีนที่เดินทางเข้ากัมพูชา จะต้องกรอกข้อมูลลงทะเบียนเข้าประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-arrival card) ภายใน 7 วันก่อนเดินทาง โดยไม่มีค่าธรรมเนียม จากนั้นสามารถพำนักในประเทศได้ 14 วัน และเดินทางเข้า-ออกประเทศได้หลายครั้ง (multiple entries) ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลจีน ไม่ครอบคลุมชาวจีนที่เดินทางไปจากไต้หวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชากระตุ้นให้ธุรกิจและผู้ประกอบการในกัมพูชาร่วมมือกันประชาสัมพันธ์มาตรการดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าหากมาตรการดังกล่าวดำเนินการได้สำเร็จ จะสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวในประเทศจำนวนมาก และเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรม รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว พร้อมใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ปลอดภัยและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา และพยายามส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศเพื่อกระตุ้นกิจกรรมการท่องเที่ยวระหว่างกัน เช่น กัมพูชาเสนอโครงการ 500-Agent FAM Trip เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีบทบาทเป็นผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นตัวแทนท่องเที่ยวในกัมพูชา และกลับไปประชาสัมพันธ์ประสบการณ์ต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวชมปราสาทนครวัด กรุงพนมเปญ และเกาะรง…

ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนจีนเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีนอย่างเป็นทางการ (state visit) ระหว่าง 15-19 มิ.ย.69 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อ 10 เม.ย.69 โดยนายมินอองไลง์จะพบหารือกับประธานาธิบดีจีน และ จนท.ระดับสูง รวมทั้งเข้าร่วมประชุมด้านเศรษฐกิจ และเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง  ทั้งนี้ คาดว่า ฝ่ายจีนจะหยิบยกประเด็นการผลักดันโครงการตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ภายใต้กรอบความริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) ของจีนในเมียนมา การรักษาความปลอดภัยแก่แนวท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัฐยะไข่ไปยังมณฑลยูนนาน เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวในรัฐยะไข่ ตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนจีน-เมียนมา

สหรัฐฯและอิหร่านจะลงนาม MOU ที่สวิตเซอร์แลนด์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทาง Truth Social เมื่อ 15 มิ.ย.69 ว่า บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว และจะลงนามใน MOU ข้อตกลงสันติภาพร่วมกันใน 19 มิ.ย.69 ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแต่ระบุถึงการกำจัดทุ่นระเบิดและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายคาเซม การิบบาดี รมช.กต.อิหร่านที่แถลงผ่านโทรทัศน์ในวันเดียวกัน

ชาวเมียนมาในไทยเป็นตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

Business Times ของสิงคโปร์ รายงานอ้างข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาด และชาวเมียนมาที่อาศัยและทำธุรกิจในไทย ว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาอาศัยอยู่ในไทยทั้งโดยถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายซึ่งมีรวมประมาณ 4.1 ล้านคน กำลังกลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจจากกลุ่มค้าปลีก บริษัทโทรคมนาคม ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสถาบันการเงิน โดยชาวเมียนมาใช้จ่ายในไทยสูงถึงประมาณ 221,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมา กลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในเมียนมาย้ายถิ่นฐานมายังไทยมากขึ้นจากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน