![]()

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนให้ความเห็นเมื่อ 7 กันยายน 2569 เกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2565 จะยังคงไม่สิ้นสุดเร็ว ๆ นี้ และทั้ง 2 ประเทศจะต้องปะทะกันอีกในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายสำหรับทั้ง 2 กองทัพ เพราะสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรคต่อทหาร และความเสี่ยงที่รัสเซียจะมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ทหารและประชาชนยูเครนไม่มีพลังงานเพียงพอ และเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากยูเครนกับรัสเซียยกระดับการปะทะและโจมตีด้วยเครื่องมือทางการทหารอย่างตึงเครียด เพื่อหวังกดดันให้คู่ขัดแย้งยอมแพ้หรือยอมรับเงื่อนไขเข้าสู่การเจรจาและหยุดยิง แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าทั้ง 2 ประเทศจะยอมรับเงื่อนไขระหว่างกัน
ท่าทีของผู้นำยูเครนยังสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถโน้มน้าวหรือกดดันให้ทั้งรัสเซียและยูเครนวางอาวุธชั่วคราว เพื่อเข้าสู่การเจรจาได้ เนื่องจากนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ด้านการเจรจา และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขย ประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนรัสเซียและยูเครนเมื่อ 6 กันยายน 2569 และได้เจรจากับผู้นำของทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งในการหารือกับผู้นำของยูเครน ก็มีเจ้าหน้าที่ระดับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีเข้าร่วมด้วย แม้ว่าประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนจะยอมรับว่าการหารือมีความสำคัญ และขอบคุณสหรัฐฯ ที่ส่งผู้แทนไปเยือนยูเครน แต่ก็ประเมินว่าสงครามจะเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้น ยูเครนยังต้องการรับความช่วยเหลือด้านการทหาร ความมั่นคง และพลังงานจากสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งย้ำความต้องการของยูเครน คือ สันติภาพที่ยุติธรรมและการรับประกันว่ารัสเซียจะไม่รุกรานยูเครนอีก
ประเด็นสำคัญที่อาจเป็นอุปสรรคในการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน คือ การกำหนดพื้นที่ดินแดนระหว่างคู่ขัดแย้ง เนื่องจากปัจจุบัน รัสเซียประจำการทหารบางส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกของยูเครน แม้ว่ายูเครนจะพยายามปฏิบัติการยืดคืนแต่ยังไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการเจรจาหารือ โดยระบุว่าพร้อมจะพบหารือกับผู้แทนสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอีก ตลอดจนเสนอให้มีการพูดคุย 3 ฝ่ายระหว่างรัสเซีย ยูเครนและสหรัฐฯ ด้วย







