สถานการณ์ผู้อพยพจากภูมิภาคแอฟริกาเหนือไปยังเมือง Ceuta ของสเปนเมื่อ 30-31 กรกฎาคม 2569 แม้จะคลี่คลายไปแล้ว แต่กลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในสเปน รวมทั้งเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากวิกฤตผู้อพยพดังกล่าวสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลสเปนด้านการรักษาความมั่นคงและป้องกันความปลอดภัยตามแนวชายแดน รวมทั้งการจัดการกับขบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ชาวสเปนยังรวมตัวกันมากกว่า 50,000 คน เพื่อชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี Pedro Sánchez ผู้นำรัฐบาล เมื่อ 3-6 กันยายน 2569 เพราะไม่สามารถจัดการกับผู้อพยพที่ยังคงตกค้างอยู่จำนวนประมาณ 5,000 คน ที่ยังคงตกค้างในพื้นที่สาธารณะของเมือง Ceuta ได้ ชาวสเปนจำนวนมากกจึงวิจารณ์รัฐบาลเชิงลบว่าจัดการล่าช้า ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดูแลหรือช่วยหลือผู้อพยพ และต้องการให้รัฐบาลเร่งส่งตัวผู้อพยพที่ตกค้างกลับประเทศต้นทาง หรือให้เดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ๆ พรรคการเมืองฝ่ายค้านของสเปนใช้ประโยชน์จากสถานการณ์การประท้วงด้วยการกล่าวโทษรัฐบาลสเปนว่าดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อโมร็อกโก ยิ่งเป็นเหตุกระตุ้นให้ชาวสเปนไม่พอใจรัฐบาลที่ทำเหมือนชาวสเปนเป็นพลเมืองชั้น 2 และไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐบาล จนมีรายงานว่าผู้ชุมนุมประท้วงชาวสเปนบางส่วนแสกงความไม่พอใจด้วยการเผาทำลายที่พักอาศัยชั่วคราวของผู้อพยพในพื้นที่ รัฐบาลสเปนพยายามแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางประนีประนอม โดยประกาศเมื่อ 5 กันยายน 2569 ว่าจะสร้างที่พักพิงชั่วคราวให้ผู้อพยพที่ยังคงตกค้างในบริเวณชุมชนอย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ Loma Colmenar, La Hipica, Tarajal และ Los Rosales ที่เมือง Ceuta…