UN ชี้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเผชิญปรากฎการณ์เอลนีโญและวิกฤตตะวันออกกลาง

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ประเมินผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญ และสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 และความผันผวนของดัชนีมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการดำรงชีวิต โดยเฉพาะประเทศและพื้นที่ที่มีความเปราะบางและขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติจำกัด โดยอาจทำให้ประชากรในภูมิภาคเผชิญความมั่นคงทางอาหารเฉียบพลันเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 8.2 ล้านคน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มแรงกดดันต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกผ่าน “3F” ได้แก่  ราคาพลังงาน (fuel) อาหาร (food) และปุ๋ย (fertilizer) ที่สูงขึ้น โดยระบุว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก หลายแห่งมีความเสี่ยงสูงสุด ขณะที่ไทยเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ด้านสภาพอากาศแห้งแล้ง

สหรัฐฯ จะควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อ 29 ส.ค.69 ว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นข้อตกลงพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ที่สหรัฐฯ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านภาคเอกชน ที่สหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมน้ำมันสำรองปริมาณกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เป็นสองเท่า และจะช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เวเนซุเอลาเดินหน้าสู่ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ กับทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center-ISC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการต่างประเทศและการทูต เผยแพร่บทความเรื่อง คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล: อำนาจ เครือข่ายข้อมูล และธรรมาภิบาลใหม่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 โดย นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการ เสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของปัญหาคอร์รัปชันจากระดับท้องถิ่นสู่การเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อนในยุคดิจิทัล บทความดังกล่าวเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคอร์รัปชันในศตวรรษที่ 21 ว่า ภาพจำเดิมของการทุจริตคือเรื่องผลประโยชน์ภายในรัฐ แต่ปัจจุบันคอร์รัปชันเปลี่ยนรูปเป็นเครือข่ายธุรกรรมข้ามชาติอย่างรวดเร็ว เงินสินบนถูกโยกย้ายไปยังต่างประเทศในรูปของอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ทางการเงิน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไม่กี่นาทีผ่านบริษัทหลายชั้นเพื่อพรางตัวตน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) จากที่โลกยุคใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐและผู้เล่นนอกภาครัฐ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างกิจการภายในกับระหว่างประเทศจางลงเรื่อย ๆ สำหรับระบบการเงินโลกและพื้นที่ซ่อนเร้นของอำนาจก็มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูล โดยเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติอาศัยช่องทางและบริการทางการเงินที่ถูกกฎหมาย เช่น บริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Companies) ทรัสต์ (Trusts) และบริการทางกฎหมายเพื่อปกปิดตัวตนของเจ้าของที่แท้จริง ขณะที่ความลับทางการเงินและกฎเกณฑ์การเก็บข้อมูลผู้ถือหุ้นของแต่ละประเทศที่ไม่เท่ากัน เปิดโอกาสให้เกิดการเลือกใช้เขตอำนาจศาลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่งผลให้ประเทศที่มีกฎเกณฑ์อ่อนแอสร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบต่อพยายามต่อต้านทุจริตของรัฐอื่น ๆ ขณะที่ความท้าทายเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ หากมาตรฐานข้อมูลของแต่ละประเทศไม่เชื่อมโยงกันหรือไม่สอดคล้องกัน เครือข่ายคอร์รัปชันก็ยังคงสามารถใช้ช่องโหว่นี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ บทความยังสะท้อนให้เห็นภาพเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นดาบสองคมของการทุจริตและการตรวจสอบ โดยผู้กระทำผิดสามารถใช้ AI…

การแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย-อินโดนีเซียสะท้อนปัญหาอาเซียน

Jakarta Post ของอินโดนีเซีย เผยแพร่บทความว่า กรณี รมว.กค.อินโดนีเซีย เชิญชวนให้บริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.จากไทยไปอินโดนีเซีย พร้อมทั้งเสนอสิ่งจูงใจ โดยเฉพาะการผ่อนปรนกฎเกณฑ์และมาตรการทางภาษี สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ยังไม่มีการบูรณาการในระดับภูมิภาคแน่นแฟ้นเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่ต้องการกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นฐานการผลิตในระดับโลก

อุตสาหกรรม Data Center เสียงเตือนจากสภาพัฒน์ฯ และการยกระดับ EP.3

หลังจากที่รับฟังกันมาแล้วใน EP.1 และ EP.2 ว่า อุตสาหกรรม Data Center คืออะไร และอุตสาหกรรมดังกล่าวสร้างโอกาสและความท้าทายอย่างไรบ้าง ใน EP.3 ซึ่งเป็นตอนบทสรุปนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงเสียงเตือนจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และทางรอดสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับสูงท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นอย่างไรนั้น มาติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “อุตสาหกรรม Data Center เสียงเตือนจากสภาพัฒน์ฯ และการยกระดับ EP.3”

ทุนจีนชะลอซื้อคอนโดในไทย

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานอ้างข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) บ่งชี้ว่า ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในไทยลดลง โดยมีปัจจัยหลักมาจากชาวจีนมียอดซื้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลงถึงร้อยละ 27.7 รวมถึงชาวเมียนมาที่ลดลงร้อยละ 16.2 โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงเผชิญความท้าทาย เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยมีเพียงพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและชลบุรีที่ตลาดคอนโดมีเนียมขยายตัว

เนปาลเร่งกู้ภัยหลังน้ำท่วมฉับพลัน

เว็บไซต์ นสพ.The Himalayan Times ของเนปาล รายงานเมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันในแม่น้ำโภเตโกชี (Bhotekoshi) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 258 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหาย 910 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน และชาวเนปาลที่พำนักในต่างประเทศ 127 คน  เนปาลได้จัดตั้งคณะทำงานฉุกเฉิน เพื่อประสานการค้นหาและช่วยเหลือชาวต่างชาติ พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอากาศยานดำเนินการกู้ภัย ขณะที่นานาชาติทยอยให้ความช่วยเหลือ โดยสหรัฐฯ มอบเงินช่วยเหลือ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,400,000 ล้านบาท ขณะที่อินเดียจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ จีนให้คำมั่นสนับสนุนเงินช่วยเหลือ และธนาคารโลกเตรียมระดมความช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มซ้ำในพื้นที่ประสบภัย

อินโดนีเซียส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในระบบตรวจคนเข้าเมือง

สนข.Antara รายงานเมื่อ 27 ส.ค.69 อ้างถ้อยแถลงของนาย Hendarsam Marantoko อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง ของอินโดนีเซีย ว่า ตม.อินโดนีเซีย ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวังการเดินทางเข้าออกประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมได้ออกแบบแผนการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจคนเข้าเมืองในระยะยาว และจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีโครงการรั้วดิจิทัล โดยนำโดรนมาใช้ตรวจสอบสภาพการณ์ในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากอินโดนีเซียมีพรมแดนทางบกติดกับประเทศเพื่อนบ้านยาว 3,111 กม.

จีนเตือนประชาชนระมัดระวังการแทรกซึมเข้าระบบโดรนจากหน่วยข่าวกรองต่างชาติ

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน (MSS) ออกประกาศเมื่อ 27 ส.ค.69 แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังระบบโดรนอาจถูกแทรกซึมผ่านอินเทอร์เนตโดยหน่วยข่าวกรองต่างชาติ เช่น การส่งสัญญาณ การสำรวจ และการควบคุมทางไกล โดยการใช้งานโดรนและโดรนเชิงพาณิชย์ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน จากนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ซึ่งสนับสนุนการทำธุรกิจโดยใช้ระบบโดรน โดย MSS เปิดเผยว่า พบผู้ประกอบการโดรนเชิงพานิชย์จำนวนหนึ่ง (ไม่ระบุ) ถูกแทรกแซงและพยายามเข้าควบคุมระบบโดรนแทนผู้ให้บริการ ซึ่งตรวจพบว่า ผู้แทรกแซงใช้ IP อินเทอร์เนตจากต่างประเทศ จึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น

มาเลเซียจะส่งผู้อพยพและผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลับประเทศ

รัฐบาลมาเลเซียเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 ประกาศว่าจะส่งตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมากลับประเทศ ตามโครงการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมาสมัครใจเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับรัฐบาลเมียนมาเมื่อ กรกฎาคม 2569 โดยมาเลเซียจะเริ่มส่งตัวอาสาสมัครชุดแรกใน 29 กันยายน 2569 ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮีนจา ปัจจุบัน มาเลเซียมีผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศจำนวน 215,000 คน ซึ่งลงทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแล้ว โดยในจำนวนดังกล่าวมีชาวโรฮีนจาจากเมียนมาประมาณ 126,000 คน ทั้งนี้ มาเลเซียคาดว่าจะมีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวน 1,476 คน จากเมียนมา เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เปิดเผยว่ารัฐบาลเมียนมาตกลงพร้อมรับชาวโรฮีนจาจำนวน 5,000 คน กลับประเทศ วิธีการส่งตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากเมียนมากลับประเทศ จะใช้เรือรบจำนวน 2 ลำ และเรือพยาบาล 1 ลำ ปฏิบัติภารกิจ โดยรัฐบาลมาเลเซียย้ำกับรัฐบาลเมียนมาว่ากระบวนการส่งตัวกลับภูมิลำเนาจะต้องปลอดภัยและเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิชาวโรฮีนจา ร้องขอให้รัฐบาลมาเลเซียทบทวนมาตรการดังกล่าว เพราะวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ถูกส่งตัวกลับเมียนมา ที่ผ่านมา มาเลเซียเป็นประเทศเป้าหมายของผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่ต้องการหนีภัยสู้รบจากเมียนมา รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยว่าผู้ลี้ภัยจำนวนร้อยละ 95 ในมาเลเซียนั้น เดินทางไปจากหลายพื้นที่ในเมียนมา ทำให้รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราว แม้ว่ามาเลเซียจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (1951 Refugee…