ทิศทางความสัมพันธ์การค้าสหรัฐฯ – จีนในปี 2566

  ภาพการจับมือและพบหารือกันเป็นเวลามากกว่า 2 ชั่วโมงของผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน นอกรอบการประชุม G20 ที่บาหลี อินโดนีเซีย อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในปี 2566 เพราะนอกจากการพบกันดังกล่าวจะเป็นการพบกันแบบ face-to-face ครั้งแรกตั้งแต่ผู้นำสหรัฐฯ รับตำแหน่งแล้ว ยังเป็นการยอมไปพบกันในช่วงที่ความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่น เรียกได้ว่ามีความขัดแย้งและเห็นต่างกันหลายประเด็นทั้งเรื่องในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นการพบกันหลังจากมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสหรัฐฯ และจีนด้วย นั่นก็คือ การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเพิ่งจะได้กระชับอำนาจทางการเมืองและเป็นผู้นำจีนต่ออีก 1 สมัย ส่วนประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ เพิ่งเอาชนะการเลือกตั้งกลางสมัยได้ในวุฒิสภา ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ แม้ว่าจะแพ้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่คะแนนที่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็สะท้อนว่ารัฐบาลไบเดนต่อสู้กับพรรครีพับลิกันได้อย่างสูสี เรียกได้ว่าเป็นการพบกันครั้งแรก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังต้องพยายามไม่ทำให้หลุมบ่อที่ทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ – จีนอยู่ในสถานะ “คู่แข่งที่ไม่เชื่อใจกัน” ขยายตัวกว้างขึ้นอีกด้วย แม้ว่าสื่อส่วนมากจะรายงานถึงการพูดคุยของทั้ง 2 ฝ่ายที่เต็มไปด้วยเรื่องที่สร้างความเสี่ยงจะขยายความขัดแย้งและความแตกต่างระหว่าง 2 มหาอำนาจโลก เช่น เรื่องจุดยืนต่อไต้หวัน สิทธิมนุษยชน และความขัดแย้งทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่ยังคงไม่คลี่คลายและมีแนวโน้มจะขยายการแข่งขันด้านเทคโนโลยี จากการกีดกันและแย่งกันครอบครองเซมิคอนดักเตอร์ (chip)…ประเด็นเหล่านั้นต้องทำความเข้าใจตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติ (national interest) ว่า การที่สหรัฐฯ…

Painting Protest ระบายอาหารบนภาพวาดเพื่อสิ่งแวดล้อม

ในช่วงปี 2565 ความเดือดร้อนของมนุษย์ที่เป็นผลจากวิกฤตโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมและส่งผลกระทบรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น “ความตระหนักรู้” เรื่องสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนที่กระจายอยู่ในสื่อต่าง ๆ ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่าง ๆ ขยายตัวและกลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น การกระจายและกระตุ้นหลักคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะความมั่นคงของมนุษย์จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และที่ผ่านมาการรณรงค์ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบการประท้วงโดยสันติ แต่ดูเหมือนว่าในระยะหลังที่มีข่าวสารกรณีกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมบางส่วนต้องการเร่งกระตุ้นให้สังคมหันความสนใจไปที่เรื่องเดียวกันนี้อย่างรวดเร็ว …จนอาจเร็วเกินไป กระทั่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความพยายามรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยการเรียกร้องความสนใจนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ สิ่งที่บทความนี้กำลังกล่าวถึง คือ กระแส “Painting Protest” หรือการประท้วงเพื่อเรียกร้องประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ด้วยวิธีการสร้างความเสียหายต่อภาพวาด หรือศิลปะชิ้นที่ได้รับความสนใจจากคนหมู่มาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นนานาชาติกำลังจะจัดการประชุม COP27 ที่อียิปต์ รวมทั้งยังเป็นการตอบโต้นโยบายพลังงานของประเทศต่าง ๆ ที่ยังใช้พลังงานฟอสซิลอยู่ด้วย โดยเหตุการณ์ในตุลาคม 2565 คือ กรณีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อยุติการขุดเจาะน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชื่อกลุ่ม “Just Stop Oil” ปาซุป มะเขือเทศ (อาหาร) ใส่ภาพวาดชื่อดัง “Sunflowers” ของศิลปิน Vincent van Gogh ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป้าหมายเพื่อตั้งคำถามต่อผู้ที่สนใจภาพวาดและศิลปะดังกล่าวว่า “อะไรควรจะมีคุณค่ามากกว่ากัน? ระหว่างภาพวาดกับชีวิตคน และคุณจะเลือกปกป้องอะไรระหว่างภาพวาดกับโลก ถ้าคุณเจ็บใจกับภาพวาดที่ถูกทำลาย ก็จงเจ็บใจกับโลกที่กำลังถูกทำลายต่อหน้าต่อตาเช่นกัน”…

อาเซียน Balance and Beyond

กัมพูชาในฐานะประธานอาเซียนปี 2565 ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่าง 10-13 พฤศจิกายน 2565 โดยสามารถต้อนรับผู้นำต่างประเทศที่ไปเยือนกรุงพนมเปญเพื่อเข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่นและน่าประทับใจ รวมทั้งประสบความสำเร็จในการผลักดันถ้อยแถลงร่วมของเซียน ตามธีมหลัก “ASEAN A.C.T: Addressing Challenges Together” ตลอดจนร่วมเฉลิมฉลองกับสมาชิกอาเซียนในโอกาสที่ครบรอบ 55 ปี พร้อมกับได้ส่งไม้ตต่อให้สมาชิกอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย รับ “ค้อน” เพื่อเป็นประธานอาเซียนในปี 2566 โดยจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป   นายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชาปิดฉากการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 40 และ 41 ที่กัมพูชาด้วยการสรุปว่า กัมพูชาได้รับหินร้อนมา (hot stone) เพื่อจัดการ จนทำให้หินก้อนนั้นเย็นลง (cool it down)   อาเซียนมีความคืบหน้าในเรื่องอะไรกันบ้างในปีนี้…?   เริ่มด้วยเรื่องที่สมาชิกอาเซียนตกลงร่วมกันในหลักการว่าจะรับติมอร์ เลสเต เป็นสมาชิกเพิ่มลำดับที่ 11 ซึ่งสร้างความยินดีให้กับติมอร์ เลสเตเป็นอย่างมาก…

การประชุม COP27 ที่อียิปต์ และการถูกเรียกว่าเวที “ฟอกเขียว”

อียิปต์กำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP27 ที่เมืองชาร์ม เอล ชีค ระหว่าง 7-18 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งการประชุม COP นี้เป็นความพยายามของนานาชาติในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนร่วมกันในหลาย ๆ ด้าน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ร่วมมือกันจำกัดไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส

ประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกากำลังจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัย (midterm election) ใน 8 พ.ย.65 เพื่อคัดเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จำนวน 435 ตำแหน่ง และสมาชิกวุฒิสภาอีก 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด หรือประมาณ 33 คน จาก 100 คน ดังนั้น …การหาเสียงของนักการเมืองสหรัฐฯ จึงเข้มข้นตลอดปี 2565 เพื่อช่วงชิงคะแนนโหวตจากชาวอเมริกันที่มีสิทธิเลือกตั้ง

มูเตลู: ไสยศาสตร์ที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์

“มูเตลู” หรือ “สายมู” เป็นคำที่เราพบเห็นกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นศัพท์ที่นำมาใช้แทนที่คำว่า “ไสยศาสตร์” ทั้งความเชื่อเรื่องลี้ลับ โหราศาสตร์ การดูดวงทุกรูปแบบ ความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเวทสายดำหรือขาว เหล่านี้ล้วนถือว่าเป็นการมูเตลูทั้งสิ้น แต่คำว่ามูเตลูนั้นไม่ได้มาจากรากศัพท์โบราณแต่อย่างใด ที่มาของคำ ๆ นี้กลับมาจากภาพยนตร์สัญชาติอินโดนีเซีย เรื่อง “Penangkal Ilmu Teluh” หรือในชื่อภาษาไทย “มูเตลู ศึกไสยศาสตร์” (2522) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาว 2 คนที่แข่งกันทำเสน่ห์ใส่ผู้ชาย โดยที่คำว่า “มูเตลู มูเตลู” เป็นคำที่ใช้ในคาถาอาคมของ 2 สาวนี้นั่นเอง ที่จริงแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลก หากคำว่ามูเตลูนี้จะมาจากภาพยนตร์ เพราะในสื่อภาพยนตร์นั้นก็มักเต็มไปด้วยเหล่าตัวละครสายมูจำพวกพ่อมด-แม่มด นักเวท ที่โด่งดังมากมาย เช่น เหล่าพ่อมด-แม่มดวัยรุ่นจากแฟรนไชส์ Harry Potter กลุ่มนักเวทสายบู๊จากการ์ตูนดังแดนปลาดิบ Fairy Tail ยิ่งถ้าเป็นตัวละครผู้ใช้เวทมนต์ไม่กี่คนในเรื่อง ความโดดเด่นของ Character จะเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ อาทิเช่น พ่อมด Gandalf จากแฟรนไชส์ The Lord…

“อุ้มบุญ” โอกาสทางเศรษฐกิจหรือปัญหาสังคมในโลกยุคที่เด็กเกิดน้อย

ขณะที่ทั่วโลกกังวลกับราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยาวนานเกือบ 1 ปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ทั้งยังส่อเค้าจะบานปลายเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 3 หากรัสเซียตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพื่อเร่งปิดฉากสงคราม ……ธุรกิจหนึ่งในยูเครนที่่แทบจะไม่มีคนนึกถึงแต่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามไม่ต่างจากธุรกิจของกลุ่มทุนใหญ่ข้ามชาติคือ การให้บริการรับจ้างตั้งครรภ์แทนหรือ “อุ้มบุญ”….หญิงสาวชาวยูเครนที่เป็นแม่อุ้มบุญเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามไม่ต่างจากชาวยูเครนคนอื่น ๆ ทั้งยังเผชิญความยากลำบากมากกว่าในการอพยพข้ามแดน เนื่องจากมีเด็กติดท้องและสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยจากการอยู่ในภาวะหญิงมีครรภ์ที่ต้องการการดูแลมากกว่าปกติ ยูเครนมีผู้ให้บริการรับจ้างตั้งครรภ์แทนหลายแห่ง เช่น Delivering Dreams และ Sensible Surrogacy ที่เป็นคนกลางระหว่างแม่อุ้มบุญกับคู่สมรสที่ต้องการมีบุตร เนื่องจาก “อุ้มบุญ” เป็นธุรกิจถูกกฎหมายในยูเครน ข้อมูลของ Growing Families ซึ่งเป็นองค์การไม่แสวงหากำไร ระบุว่า ช่วงก่อนสงครามรัสเซีย–ยูเครน มีแม่อุ้มบุญชาวยูเครนให้กำเนิดทารกปีละประมาณ 2,500 คน โดยมีชาวยุโรปและชาวจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจอุ้มบุญในยูเครนได้รับการยอมรับในกลุ่มคู่สมรสชาวต่างชาติที่ต้องการมีบุตร เนื่องจากมีกฎหมายรองรับ ซึ่งช่วยรับรองสิทธิตามกฎหมายให้พ่อแม่ที่แท้จริง นอกจากนั้น ราคาการให้บริการรับจ้างตั้งครรภ์แทนสำหรับแม่อุ้มบุญชาวยูเครนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาในสหรัฐฯ คือประมาณ 35,000-55,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มโจมตียูเครน ธุรกิจอุ้มบุญในยูเครนประสบปัญหามาโดยตลอด ทั้งการติดต่อกับลูกค้า และการดูแลแม่อุ้มบุญ ผู้ประกอบการต้องหาทางปรับตัวรับสถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น การดูแลแม่อุ้มบุญที่อพยพไปโปแลนด์หรือสาธารณรัฐเช็ก นอกจากนั้นยังต้องติดตามแม่อุ้มบุญเหล่านั้นเพื่อให้กลับมาคลอดในยูเครนให้ทันกำหนดคลอด เนื่องจากการอุ้มบุญในโปแลนด์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาด แม่อุ้มบุญคลอดทารกในโปแลนด์…

Surrogate Warfare สงครามตัวแทนที่มีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ

การทำสงคราม หรือ warfare ระหว่างมนุษย์มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ทำให้การทำสงครามมีการเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องมือ อาวุธ และวิธีการที่มนุษย์ใช้เพื่อเอาชนะในสงครามแต่ละครั้งที่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากผู้ที่ต้องการเอาชนะย่อมมองหาเครื่องมือ อาวุธ และวิธีการที่ดีที่สุดในการชิงความได้เปรียบ และลดความเสี่ยงที่จะแพ้ในสงคราม ตามที่นักรบและนักคิดอย่าง Carl von Clausewitz นักการทหารรัฐศาสตร์ปรัสเซีย–เยอรมนีผู้เขียนหนังสือเรื่อง “On War” ซึ่งเป็นต้นแบบของแนวคิดในการทำสงครามปัจจุบัน กล่าวไว้ว่า “สงคราม” คือ เครื่องมือทางการเมือง (เท่ากับว่าการเมืองนำการทหารเสมอ) ที่ใช้กำลังบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามยอมจำนนและเพื่อให้ฝ่ายที่ชนะสามารถดำเนินนโยบายได้ เมื่อไม่สามารถใช้เครื่องมืออื่น ๆ ได้แล้ว นอกจากนี้ เมื่อลงมือทำสงครามแล้ว ย่อมต้องทำทุกวิธีเพื่อให้ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดเท่านั้น ดังนั้น การเอาชนะในสงครามไม่ได้จำกัดแค่การใช้อาวุธหรือเครื่องมือที่เป็นรูปธรรม แต่ต้องรวมถึงการใช้วิธีทางจิตวิทยาสังคม และความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของตนเป็นฝ่ายถูกต้องด้วย แม้ในระยะต่อมาจะมีแนวคิดต่อต้านการทำสงคราม หรือ Pacificism รวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศที่มุ่งหน้าสู่การปลดอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือยุติสงคราม แต่สถานการณ์โลกในปัจจุบันก็สะท้อนชัดเจนแล้วว่า “การทำสงคราม” ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สังคมต่าง ๆ ใช้ต่อกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง …เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์รัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 แม้รัสเซียจะยืนยันว่านี่คือปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร และการปลดปล่อยประชาชนในพื้นที่ของยูเครน แต่ประเทศตะวันตกต่างเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่า…สงคราม ในระยะหลังมีการพูดถึงการทำสงครามรูปแบบใหม่ ๆ ที่ผสมผสานเครื่องมือและวิธีการในเอาชนะฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น…

วิวัฒนาการความหิว : บทเรียนจากภาวะสงคราม

สงครามที่ทำให้โลกขาดแคลนแป้งสาลีและการส่งออกน้ำมัน ซ้ำยังเผชิญการชะงักงันของแหล่งผลิตจากนโยบาย zero covid ของจีน เศรษฐกิจทั่วโลกที่ฝืดเคือง ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารในระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบในการทำอาหาร เพราะไม่สามารถเพาะปลูกได้เนื่องจากสภาพอากาศหรือแรงงานก็ตาม ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนเริ่มลดการบริโภคอาหาร อดมื้อกินมื้อ เนื่องจากราคาอาหารที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวะสงครามและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังมุ่งเข้าสู่ความถดถอยและเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น ตลอดจนการขาดแคลนวัตถุดิบที่เกิดจากการกีดกันทางการค้าเพื่อกดดันรัสเซียของกลุ่มประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดความกังวลต่อการดำรงชีวิตของประขาชน จนหลายครอบครัวเริ่มที่จะรัดเข็มขัด ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงลดมื้ออาหารลงแล้วด้วย สำนักข่าวอังกฤษรายงานว่าชาวอังกฤษ 1 ใน 4 เริ่มลดอาหารหรืออดมื้อกินมื้อ ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เท่ากับปกติ จริงๆ แล้วการจำกัดการรับประทานอาหารอาจเป็นแนวทางที่ดีต่อสุขภาพก็เป็นได้ !! ที่ผ่านมา ผู้ที่รับประทานอาหาร 1-2 มื้อต่อวันในปัจจุบันส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักหรือกลุ่มที่ต้องการดูแลสุขภาพ ทั้งการทำแบบชั่วคราวระยะสั้นๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมายน้ำหนักที่พวกเขาต้องการหรือทำระยะยาวตลอดชีวิต เนื่องจากเห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมเวลาในรับประทานอาหารที่รู้จักกันในชื่อการทำ “อีฟ” (Intermittent Fasting – IF) เป็นการจำกัดเวลาในการรับประทานอาหารและอดอาหารตามจำนวนชั่วโมง IF มีหลายรูปแบบตั้งแต่ 12-12 4-20 8-16 เป็นต้น นั่นหมายถึงการบริโภคอาหารได้ภายในเวลา 8 ชั่วโมง (ครอบคลุมจำนวน 1-2 มื้อ) และอดอาหาร…

โรคระบาดเงียบทางวัฒนธรรม

  COVID-19 แพร่ระบาดไว โดยเฉพาะในยุคที่การคมนาคมรวดเร็ว เครื่องบินสามารถขนส่งผู้คนข้ามประเทศไปได้ทันใจ ทำให้การแพร่ระบาดผ่านทางละอองจากระบบทางเดินหายใจ จากคนสู่คนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบาดไปทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลและคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 6.37 ล้านคนภายในเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มมีการระบาด แต่หากมองกันในภาพกว้าง จะพบว่า ใน 1 ปี คนเสียชีวิตเพราะ “โรคมะเร็ง” มากเป็นอันดับที่ 1 ตามมาด้วย โรคเบาหวานและโรคหลอดเลือด แต่ด้วยการเพิ่มอัตราการตายอย่างต่อเนื่องและการไม่แพร่ระบาดในอัตราที่รวดเร็วทำให้ดูเหมือนว่าการเสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หากพิจารณาจากจำนวนการเสียชีวิต พบว่า ภายในปี  2563 สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 84,697 คน ในขณะที่มีผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส โควิด -19 อยู่ที่ 60 ราย ซึ่งเหมือนกับว่า เรากำลังให้ความสำคัญกับการแรร่ระบาดของเชื้อโรคที่สังเกตุได้ในระยะสั้น มากกว่าโรคที่ค่อยๆ คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมากมายในแต่ละปี โรคร้ายที่สังหารคนไปอย่างเงียบๆ นี้ ไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อ เพราะในเชิงการแพทย์ “โรคติดต่อ” คือการติดต่อโดยการส่งต่อเชื้อโรคจากคนสู่คน ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นทางลมหายใจ เพศสัมพันธ์ การสัมผัส เป็นต้น ดังนั้น มะเร็ง เบาหวาน…