ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้กับรัฐบาลทรัมป์ 2.0

ภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีอินเดียเป็นประเทศแสดงบทบาทนำของภูมิภาค และยังมีประเทศอื่น ๆ อีก จะมีแนวโน้มอย่างไรบ้างจากการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ทั้งยังมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับจีน นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียใต้ จะขอเริ่มจากอินเดียที่เป็นเสาหลักของการดำเนินยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เพราะมีสิ่งท้าทายร่วมกันในการสกัดกั้นอิทธิพลจีนออกไปจากภูมิภาค ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 น่าจะทำคือผลักดันให้อินเดียเพิ่มบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการป้องกันและการขยายการฝึกร่วมทางทหาร เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางทะเล การซื้ออาวุธ และการติดตามกิจกรรมของเรือดำน้ำจีนในมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งอินเดียมีแนวโน้มจะต่อรองกับสหรัฐฯ ได้ หากถูกสหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ปากีสถานกับอัฟกานิสถานจะเป็นประเทศที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 จับตามองอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่ง ปากีสถานที่ใกล้ชิดจีน และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่อต้านอินเดีย โดยสหรัฐฯ อาจกดดันปากีสถานให้ลดความร่วมมือกับจีน เช่น ลดการพึ่งพาการลงทุนจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor – CPEC) และเพิ่มความจริงจังในการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค และเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการลงโทษปากีสถาน เช่น การจำกัดการค้า ขณะที่อัฟกานิสถาน ภายใต้การปกครองของรัฐบาลตอลิบัน…

DeepSeek: สิ่งที่ทำให้วงการเอไอในสหรัฐฯ ปั่นป่วน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ แต่หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ AI ของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญคือการปรากฏตัวของ “DeepSeek” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนา AI จากจีนที่มีความสามารถทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ความก้าวหน้าของ DeepSeek ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงพลังทางเทคโนโลยีของจีนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในอุตสาหกรรม AI โลก DeepSeek เป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model–LLM) ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากจีน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้าง AI ที่สามารถเข้าใจและใช้ภาษาธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทียบได้กับ GPT-4 ของ OpenAI หรือ Claude ของ Anthropic แม้ว่าผลิตภัณฑ์ AI จากจีนจะถูกมองว่าอยู่ในระดับรองจากเทคโนโลยีของตะวันตกมาโดยตลอด แต่ DeepSeek กลับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าทึ่ง ทั้งในด้านความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูล ความสามารถในการสร้างเนื้อหา และการทำความเข้าใจบริบทของภาษาที่หลากหลาย สิ่งที่ทำให้วงการ AI ในสหรัฐฯ ต้องจับตามอง DeepSeek อย่างใกล้ชิดคือการที่มันถูกพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรของจีนอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดลไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเอง นอกจากนี้…

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยไปทางไหนในปี 2568

อุตสาหกรรมเซมคอนดักเตอร์ไทยไปทางไหนในปี 2568 ? เป็นคำถามที่ต้องทั้งเร่งหาคำตอบ และเร่งดำเนินการทันที เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่จะพาไทยเติบโตแบบล้ำหน้า มากกว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ไว้แล้ว สิ่งที่ตามมา และต้องรีบทำก็คือ การผลิตบุคลากรการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ให้ทัน ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะยกระดับไทยเข้าสู่ศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิสก์ขั้นสูงในภูมิภาคอาเซียน โลกต้องการเซมิคอนดักเตอร์ของที่สูงขึ้นแบบไม่หยุดยั้งเป็นอย่างไร … ก็ต้องไปดูสถานการณ์เซมิคอนดักเตอร์ของโลกตามรายงานของ World Semiconductor Trade Statistics (WSTS) ที่คาดการณ์ว่า การเติบโตของตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกในปี 2568 จะยังพุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2567 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 11.2 และจะมีมูลค่าการตลาดประมาณ 697 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ   ภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิกจะมีการขยายตัวมากกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ภาคการผลิต ที่เรียกว่า logic chip ที่ทำหน้าที่ประมวลผลทางตรรกะและควบคุมสัญญาณ และ  memory chip ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลและคำสั่งโปรแกรม ยังขยายตัวมากกว่าภาคอื่น ๆ เช่น เซนเชอร์ และแอนาล็อก เป็นต้น ไทยเร่งเครื่องเรื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาโดยตลอด เพราะเห็นความสำคัญในการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ยานยนต์ไฟฟ้า…

เกาะกระแส Green ในยุคโลกรวน

วลี “โลกหมุนเร็วขึ้น” ไม่ได้หมายถึงการโคจรรอบตัวเองที่เร็วขึ้น เพราะโลกยังคงโคจรรอบตนเอง 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ทำให้เกิดวัฏจักรต่าง ๆ แต่วลีดังกล่าวนั้นหมายถึง “กระแสสังคม” ต่างหากที่วนลูปเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์แฟชั่น การขึ้นลงของหุ้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจในการเมืองการปกครอง โดยปัจจุบัน เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งลูปเหล่านี้ให้เร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่านิยมทางความคิดของสังคม (social trend) เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับการ “เกาะกระแสนิยม” ให้ทัน เพื่อที่จะเอาตัวรอด และพ้นจากสมาวะไม่รู้เท่าทันการณ์ กระแสนิยมอย่างหนึ่งที่เราอยากจะนำเสนอในวันนี้ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นตามหลังปัญหา “ภาวะโลกรวน” ที่ทำให้กระแสสีเขียว (Green ที่เป็นสีเขียวเพราะเป็นสีที่สื่อถึงธรรมชาติ) หรือ การคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นกระแสที่ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนจากแนวคิด ให้กลายเป็นนโยบาย จนกลายเป็นข้อบังคับหรือกฎหมายที่จริงจังมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระแส Green เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเปลี่ยนสภาพจากอุดมการณ์กลายเป็นข้อบังคับ ให้นานาประเทศต้องออกมาประกาศเป้าหมายในการลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ที่การประชุม COP 26 ที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ โดยต้องมีระยะในการดำเนินการอย่างจริงจังภายในประเทศและจะเห็นผลชัดเจนในช่วงปี 2030 เราอยากจะชวนตั้งคำถามว่า “กระแสสีเขียว” นี้ จะทันกับสถานการณ์ความแปรปรวนของโลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่…

การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ : เครื่องมือในการกดดันหรือแรงผลักดันเพื่อการพัฒนาและเอาตัวรอด

เมื่อต้องเผชิญปัญหาหรือแรงกดดันไม่ว่าในรูปแบบใด โดยเฉพาะในยามคับขัน ทุกคนต้องพยายามหาทางออกเพื่อเอาตัวรอดและช่วยให้ปัญหาเบาบางลง หลายครั้งยังนำไปสู่การพัฒนาหรือริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เหมือนคำคมคุ้นหูที่ว่า “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จีน ที่ยิ่งเผชิญแรงต่อต้านหรือแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามมากเท่าไร จีนก็จะได้โอกาสจากการหาทางออกได้บ่อยครั้ง จนภาพลักษณ์ของจีนเริ่มจะเปลี่ยนไปจากการเป็นผู้ตามที่ลอกเลียนคนอื่นเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์แทน

นโยบายใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่มีผลต่อแรงงานข้ามชาติ

        ในช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อีกครั้ง นโยบายด้านแรงงานข้ามชาติและการอพยพของเขาได้รับการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศสหรัฐฯ นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อแรงงานที่ไม่มีเอกสารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อแรงงานที่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง รวมไปถึงภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือ การเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เพิ่มงบประมาณและทรัพยากรให้กับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) เพื่อเร่งดำเนินการจับกุมและส่งตัวผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารกลับประเทศเดิม ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และส่งผลให้แรงงานในภาคเกษตรกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และการก่อสร้าง ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการเข้มงวดต่อแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพเป็นผลมาจากนโยบายและแนวคิดที่เขายึดถือมาตลอด นั่นก็คือนโยบาย “America First” หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เขาใช้หาเสียงและดำเนินนโยบายตั้งแต่การดำรงตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างสังคมแม้ว่านโยบายเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่ต้องการลดการอพยพ แต่ก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติและแรงงานไร้ฝีมือ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเดินหน้าสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกต่อไป เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพผิดกฎหมาย นโยบายนี้สะท้อนถึงแนวคิด “America First” ของเขา ที่ต้องการให้โอกาสในการทำงานตกเป็นของชาวอเมริกันก่อน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปิดกั้นโอกาสของผู้อพยพอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากแรงงานข้ามชาติเป็นฟันเฟืองสำคัญในภาคการผลิตและบริการ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ดำเนินนโยบายลดภาษีเพื่อกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ…

ไทย กับ Digital Nomad สวรรค์ของคนทำงานยุคดิจิทัลช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยว

การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงโลกของเราไปโดยสิ้นเชิงในแทบจะทุกมิติ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้วคงไม่มีใครบอกได้ว่าเราจะทำงานจากร้านกาแฟบนยอดดอยสูง หรือชายหาดบนเกาะในทะเลสักแห่งได้ยังไง แต่ทุกวันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว และก็เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย มีกลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีทำงานอะไรก็ได้จากที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องนั่งจับเจ่าอยู่ที่ออฟฟิศ ขอเพียงเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น และเราเรียกรูปแบบของการทำงานของคนกลุ่มนี้ว่า ดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad) ดิจิทัลโนแมด เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมาขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การเข้ามาของ COVID-19 ที่เราต้องทำงานแบบเว้นระยะ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า Work From Home แล้วลักษณะยังไงที่เราจะเรียกว่าดิจิทัลโนแมด อย่างแรกเลยก็คือต้องทำงานผ่านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง เลือกเวลาทำงานและสถานที่ทำงานได้ตามใจต้องการ มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และที่สำคัญหลายคนทำงานไปพร้อม ๆ กับใช้ชีวิตแบบเดินทางและท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างมุมมองใหม่ ๆ หรือเรียกได้ว่า Work From Everywhere กันขึ้นมาแล้ว แล้วประเทศไทยของเราเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เรียกว่าดิจิทัลโนแมดนี้ได้บ้าง ก็อย่างที่บอกไปว่าดิจิทัลโนแมดมักเลือกทำงานไปพร้อม ๆ กับท่องเที่ยวหาประสบการณ์ และไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมจากดิจิทัลโนแมดทั้งในไทยและทั่วโลก ด้วยเหตุผลที่ว่าไทยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานและการท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้มาก ปัจจัยอะไรที่ดึงดูดดิจิทัลโนแมดมาไทย อย่างแรกเลย ค่าครองชีพบ้านเราค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับฝั่งอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่ประเทศในแถบเอเชีย ทำให้ดิจิทัลโนแมดสามารถใช้ชีวิตและทำงานในไทยได้อย่างสะดวกสบาย สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม และอาหารที่รสชาติติดอันดับโลกก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดดิจิทัลโนแมดต่างชาติ…

ไทยพร้อมหรือยังกับการปฏิบัติตามมาตรการ EUDR?

  เมื่อสหภาพยุโรป (EU) ต้องการมีบทบาทนำในโลกเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยออกมาตรการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ การประกาศใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทําลายป่า (EU Deforestation-free Products Regulation : EUDR) นำร่องในสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลิตภัณฑ์วัว ไม้ กาแฟ โกโก้ และถั่วเหลือง จะมีผลบังคับใช้ใน 30 ธ.ค.68 ส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าไป EU ซึ่งไทยพร้อมมากน้อยเพียงใดในการปฏิบัติตามมาตรการ EUDR และผลกระทบจะขนาดใด เฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ ที่ไทยส่งออกไป EU มากที่สุดในกลุ่มสินค้านี้ และหากไทยพร้อม โอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะตลาด EU แต่สามารถส่งออกไปตลาดอื่นของโลกที่นับวันจะยิ่งนำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวพันกับการค้า ท่ามกลางวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ ทำความรู้จักมาตรการ EUDR EUDR เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ European Green Deal ของ EU ซึ่งมุ่งบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2050 มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการทำลายป่า…

ไทยแลนด์ ดินแดนคอนเสิร์ต : แนวคิด Eventful City

“ไทยแลนด์ ดินแดนคอนเสิร์ต” ดูเหมือนจะไม่ใช่คำที่เกินจริงไปมากนัก ด้วยจำนวนการจัดงานอีเวนต์ของศิลปินชื่อดังมากมายจากทั้ง ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี อาเซียน ยุโรป และสหรัฐฯ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพมหานคร และเมืองท่องเที่ยว ยกตัวอย่างปี 2567 – ต้นปี 2568 ศิลปินไทยและต่างประเทศ มีการจัดคอนเสิร์ตไปแล้วมากกว่า 900 งานในเวลาเพียง 1 ปี ทำให้มีการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าคอนเสิร์ตจะไปจัดที่ไหน ก็สร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าริมทาง ซึ่งธุรกิจเมืองคอนเสิร์ตนั้น ก็มีแนวคิด มาจาก “Eventful City” Eventful City คือ แนวทางการพัฒนาเมืองโดยใช้ความน่าสนใจของตัวเมืองแห่งความบันเทิงเป็นศูนย์กลาง มุ่งการลงทุนที่เชื่อมโยงพัฒนาไปยังระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เชื่อมต่อกับผู้คนและชุมชน ซึ่งจะทำให้ส่งผลดีต่อความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ด้วยการจัดงานได้หลายรูปแบบเช่น การจัดงานประชุมสัมมนา โชว์แสดงคอนเสิร์ต เทศกาล กิจกรรมพบปะแฟนคลับ งานนิทรรศการระดับนานาชาติ งานแฟชั่นโชว์…

DeepSeek แอปพลิเคชัน AI ของจีนกำลังได้รับความนิยมสูงเทียบเท่าเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ

Hangzhou DeepSeek Artificial Intelligence Basic Technology Research หรือ DeepSeek บริษัทเทคโนโลยี AI สัญชาติจีน เปิดตัว “DeepSeek-R1” โมเดล AI ประมวลผลข้อมูลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) แบบคิดหาเหตุผลก่อนตอบ (Reasoning model) ที่ได้คะแนนเทียบเท่า “o1-mini” โมเดล AI ของ OpenAI บริษัทเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ทำให้ DeepSeek-R1 ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักพัฒนา Chat Bot AI และมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันติดอันดับสูงสุดทั้งใน Apple App Store และ Google Play Store บริษัท DeepSeek มีสำนักงานอยู่ที่มณฑลเจ้อเจียงของจีน ก่อตั้งเมื่อ พ.ค.66 โดยนาย Wenfeng Liang นักธุรกิจ/วิศวกรสารสนเทศ ที่แรกเริ่มพัฒนา AI…