ความขัดแย้ง….. สันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาในมุมมองของสหรัฐฯ

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เป็นใคร และพูดถึงไทย และกัมพูชาว่าอย่างไร …..ทำไมถึงน่าสนใจ…..เมื่อแสดงทัศนะเส้นทางสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ทางออนไลน์ เมื่อ 15.00 เมื่อ 9 มกราคม 2569 ตามเวลาไทย และตรงกับ 21.00 น. เวลาที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ และที่น่าสนใจไปยิ่งกว่านั้นคือ พูดถึงจีนว่าอย่างไรในเรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชา…. ทัศนะของนายดีซอมบรีต่อเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นท่าทีทางการของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด เนื่องจากนายดีซอมบรี กำลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นอกจากนี้ นายดีซอมบรียังคุ้นเคยกับไทยมาก และรู้จักไทยดีทีเดียว เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ห้วงปี 2563-2564 ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 1.0  การแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยครั้งนั้นของนายดีซอมบรี ได้รับความสนใจในเวทีการทูตมาก เพราะไม่ได้มาทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศหรือนักการทูตมืออาชีพในรอบ 40 ปี ของไทย แต่เป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ และใกล้ชิดประธานาธิบดีทรัมป์ และพรรครีพับลิกันมากทีเดียว ประเด็นสำคัญในเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาภายใต้บทบาทนำของสหรัฐฯ ที่นายดีซอมบรี ต้องการส่งสาร (message)ใ ห้ประเทศในภูมิภาครับรู้เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ในไทย…

ในปี 2569 วิกฤตในเยเมนสะเทือนเอกภาพชาติอาหรับ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC…

แนวคิดจักวรรดินิยมของผู้นำสหรัฐฯ คุกคามโคลอมเบีย อิหร่าน และกรีนแลนด์

เหตุการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งทหารบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ 3 มกราคม 2569 ทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายขัดแย้งกับสหรัฐฯ รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่มีที่ตั้งใกล้กับสหรัฐฯ จึงมีปัจจัยเสี่ยงว่าจะเผชิญชะตากรรมเหมือนผู้นำเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงผู้นำในละตินอเมริกาเท่านั้นที่วิตกเกี่ยวกับปฏิบัติการบุกไปลักพาตัวผู้นำต่างประเทศของสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งความคาดหวังที่จะเข้าไป “ครอบครอง” ทรัพยากรในดินแดนอื่น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนักวิเคราะห์ให้ความสนใจกับแนวคิดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ที่อาจกลับไปใช้รูปแบบการขยายอิทธิพลแบบจักวรรดินิยม หรือ imperialism ในภูมิภาคอเมริกาใต้มากขึ้น รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา เพื่อข่มขู่ผู้นำประเทศอื่น ๆ ว่าสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือด้านการข่าวกรองและการทหารที่พร้อมเปลี่ยนแปลงการเมืองในต่างประเทศได้ แม้นานาชาติจะกังวลกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ และบางส่วนประณามเหตุการณ์นี้ แต่ยังไม่มีประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ สะท้อนว่ายังไม่มีแรงกดดันจากนานาชาติที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ได้เลย แม้กระทั่งรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกควบคุมตัวไป ก็มีเพียงการประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ แต่ไม่มีมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรม ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่ารัสเซียอาจได้ประโยชน์ เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั่วโลกหันเหความสนใจไปจากสงครามในยูเครน และอาจเป็นเหตุผลให้รัสเซียลองทำปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันเช่นสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครนก็ได้ ขณะที่จีน แม้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็เพียงประกาศปกป้องคุมครองผลประโยชน์ของตนที่เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา ผู้นำประเทศที่ออกมาป้องปรามสหรัฐฯ ไม่ให้ปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันกับเวเนซุเอลา จะเป็นประเทศที่รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ  เช่น โคลอมเบีย  ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์ผู้นำโคลัมเบียอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำที่ “ป่วย”…

ทำไม ? สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา

เพราะอะไรสหรัฐฯ จึงปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา เหตุผล คือ ปราบปรามยาเสพติดที่มีผู้นำเวเนซุเอลาเกี่ยวข้อง หรือเพื่อจะครอบครองทรัพยากรน้ำมัน หรือ….. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนในภูมิภาคละตินอเมริกา บทความนี้ น่าจะพอให้คำตอบได้บ้าง….. แผนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อการบุกไปควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ไม่ได้เริ่มกระทันหัน แต่เตรียมการมานานหลายเดือน โดยสหรัฐฯ เริ่มด้วยการโจมตีเรือของเวเนซุเอลาในทะเลแคริเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างต่อเนื่อง กองทัพสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาค ที่พร้อมจะโจมตีละตินอเมริกาได้ตลอดเวลา เหตุผลที่สหรัฐฯ บอกกับประชาคมโลกในตอนนั้น คือ เพื่อสกัดกั้นและทำลายขบวนการค้ายาเสพติดและลักลอบค้าอาวุธ ที่ใช้การเดินทางด้วยเรือ หลบหนีการตรวจสอบและการจับกุม แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีต คือ สหรัฐฯ เลือกใช้การโจมตีทำลายเรือขบวนการค้ายาเสพติด ไม่รอการควบคุมหรือยึดเรือเพื่อนำไปดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายอีกต่อไป  รวมทั้งไม่หยุดการยิงโจมตีดังกล่าว แม้เวเนซุเอลาประกาศว่าพร้อมรับมือ เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตย และกฎหมายระหว่างประเทศ “ผู้นำสหรัฐฯ” คนปัจจุบัน คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการบุกโจมตีเวเนซุเอลาเกิดขึ้นได้จริง เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำโลกในแบบที่ไม่ทำตามหลักการหรือวิธีการเดิม ๆ  ประกอบกับบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ค่อนข้างเป็นกลุ่มนักการเมืองสายเหยี่ยว (Hawkish) หรือนิยมใช้เครื่องมือทางการทหารเพื่อบริหารความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์คงคิดอย่างดีแล้วว่าคุ้มค่าจะถูกวิจารณ์ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กับการที่ได้แสดงให้โลกเห็นว่า สหรัฐฯ ยังมีพลังอำนาจมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ในต่างประเทศ และได้โอกาสครอบครองแหล่งพลังงานของโลก ที่มีข้อมูลว่าเวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองติดอันดับ…

“ศูนย์ข้อมูล” สนามแข่งการลงทุนที่จะเข้มข้นขึ้นและโอกาสของไทย

ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับความนิยม รวมทั้งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา AI ก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “ศูนย์ข้อมูล” หรือ Data Center หรือสถานที่เก็บรักษาและมีระบบประมวลผลที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากทั่วโลกจะได้เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แล้ว เรายังได้เห็นว่าบริษัทผู้ครอบครองเทคโนโลยี AI และคลังข้อมูลหลายแห่ง มีความต้องการขยายฐานการตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีพลังงานไฟฟ้ามากพอ และมีความมั่นคงปลอดภัยในเชิงกายภาพ เพื่อให้เป็นแหล่งทรัพยากรส่งเสริมการพัฒนา AI รวมทั้งช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (digital transformation) เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งระดับประเทศและระดับองค์กร ไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลาง data center ของภูมิภาค และนี่คือบทความที่จะเสนอแนะว่า ไทยยังมีโอกาสอีก หากยังรักษาบทบาทในแวดวงนี้ได้อย่างต่อเนื่องและจริงจังด้านการเตรียมพร้อม เพราะ “ศูนย์ข้อมูล” กำลังจะเป็นสนามการลงทุนที่ได้รับความสนใจ มีมูลค่ามหาศาล และมีความท้าทายที่ต้องพร้อมบริหารจัดการเช่นกัน ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนา AI…

การทำลายอนุสาวรีย์ของชุมชนชาวจีนในปานามาอาจเป็นสัญญาณลดอิทธิพลจีน 

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนแสดงความห่วงกังวลกรณีรัฐบาลท้องถิ่นในปานามา สั่งทำลายอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีน-ปานามา และเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนชาวจีนในปานามา โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่มีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่แสดงให้เห็นการรื้อทำลายอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2547 เพื่อฉลองใช้ชุมชนชาวจีนที่ไปอยู่อาศัยในปานามานานกว่า 150 ปี และชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคลองปานามา โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบในลักษณะสถาปัตยกรรมจีน ตั้งอยู่ในเมือง Panama City ใกล้กับบริเวณประตูทางเข้าคลองปานามา สถานเอกอัครราชทูตจีนในปานามา ระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นของปานามารื้อทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าว เป็นการส่งสัญญาณทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และเสี่ยงกระทบความรู้สึกระหว่างชาวจีนกับชาวปานามา นอกจากนี้ นาง Xu Xueyuan เอกอัครราชทูตจีน/ปานามา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นของปานามาอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นตัวแทนชีวิต เลือดเนื้อและความทุ่มเทของชุมชนชาวจีนที่อยู่ในปานามา นานกว่า 171 ปี รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ความเป็นมิตรระหว่างจีนกับปานามา ดังนั้น การรื้อทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าวควรมีการแจ้งล่วงหน้า รวมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจน รัฐบาลท้องถิ่นของปานามา ระบุว่าจำเป็นต้องรื้อถอนและทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยสาธารณะ พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีเหตุผลทางการเมือง ตลอดจนไม่ชี้แจงเหตุผลที่ต้องดำเนินการรื้อถอนในช่วงเวลากลางคืนด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลปานามานำโดยประธานาธิบดี José Raúl Mulino ประณามการดำเนินการรื้อถอนอนุสาวรีย์ดังกล่าวเช่นกัน โดยยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่น และรัฐบาลกลางของปานามาจะสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นใหม่…

Dark Tourism โอกาสสำหรับประเทศที่เผชิญโศกนาฏกรรม

  การเผชิญกับโศกนาฏกรรมไม่ใช่เรื่องดีและไม่มีใครอยากเจอ แต่เมื่อต้องเจอและผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ ๆ ไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่ต้องหาเรื่องดี ๆ จากเรื่องแย่ ๆ ที่จบสิ้นไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมไม่ว่าจากสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือการใช้ความรุนแรงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งจุดหมายปลายทางสายดาร์ก (Dark Destination) ดังกล่าวได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวไม่น้อยและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้หลายประเทศที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าว Dark Tourism เป็นคำที่ J.John Lennon และ Malcom Foley นักวิชาการเจ้าของหนังสือ “Dark Tourism : The Attraction to Death and Disaster” ใช้เรียกการเดินทางเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย โศกนาฏกรรม สงคราม และความทุกข์ทรมานหรือภัยพิบัติ การเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าเป็นสายดาร์ก ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย ทั้งจุดท่องเที่ยวที่เป็นพื้นที่ประสบเหตุและมีเรื่องเล่ามากมายตั้งแต่อดีตที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติและที่เป็นฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น ค่ายกักกัน Auschwitz ในโปแลนด์ ที่เป็นปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยมีรายงานว่าเมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากถึง 1.8…

“72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)”

เหตุการณ์ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา จนทำให้เราต้องสูญเสียจำนวนมาก ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความรู้สึกความเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา  ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศนี้ก็ไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปไหนได้ ตามที่มีการพูด ๆ กัน  บทความเรื่อง “72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)” ขอจุดประกายให้ท่านกลับไปหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หรือไปหาอ่าน หากท่านยังไม่เคยได้สัมผัสเรื่องนี้  โดยเรื่อง“ถกเขมร” ซึ่งมี พล.ต.หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ประพันธ์ ช่วยให้รู้เรื่องราว ประวัติศาสตร์ ความสนุกสนาน และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเพื่อนบ้านของเราที่กำลังขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ที่น่าสนใจเลยทีเดียว ในแวดวงวรรณกรรม บทประพันธ์รวมถึงภาพยนตร์ที่เล่าขานถึงสถานการณ์ภายในของเขมร หรือกัมพูชาในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่าง ๆ คงจะไม่พลาดที่จะต้องกล่าวถึงหนังสือเรื่อง 4 ปี นรกในเขมร โดยผู้เขียนคือ ยาสึโกะ นะอิโต สตรีชาวญี่ปุ่นที่สมรสกับนักการทูตชาวกัมพูชา ที่ต่อมาได้กลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงของความแตกแยกและสงครามกลางเมืองในกัมพูชา แปลเป็นภาษาไทยโดยผุสดี นาวาวิจิตร และจำนวนพิมพ์หลายครั้งเลยทีเดียว หากย้อนไปถึงภาพยนตร์ ก็จะพบเรื่อง The Killing Fields ในปี 1984…

อินเดีย : แหล่งนำเข้าอาวุธที่อาเซียนไม่เคยมองข้าม

ถ้าพูดถึงประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ ประเทศหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้คือ อินเดีย ที่เป็นทั้งผู้นำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ พร้อม ๆ กับเป็นผู้ส่งออกที่น่าจับตามองในห้วงที่การนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ หรือจีน สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความเป็นการเลือกข้าง รวมถึงรัสเซียที่ต้องลดการจำหน่ายอาวุธ เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อกับยูเครน อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีศักยภาพ ภายใต้แบรนด์ “Made in India” มีจุดขายที่ราคาจับต้องได้ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับ และมีนโยบายเป็นกลางทางการเมืองที่ชัดเจนท่ามกลางระบบโลกสองขั้ว นอกจากนั้น การมีกลยุทธ์สำคัญคือ การผลิตและพัฒนาร่วมกับประเทศผู้ส่งออก ทำให้สินค้าทางทหารที่อินเดียผลิตขึ้นได้รับความไว้วางใจในแง่คุณภาพจากประเทศผู้นำเข้า ที่มีทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา สินค้ายุทโธปกรณ์ของอินเดียมีทั้งระบบเรดาร์ โดรน ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนประเภทต่าง ๆ และที่น่าสนใจคือ ขีปนาวุธ BrahMos ที่เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างอินเดียกับรัสเซีย นอกจากนั้น อินเดียยังพัฒนาระบบอาวุธใหม่ ๆ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มาประยุกต์ใช้ทางทหาร โดยมีปัจจัยบวกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอินเดีย การพัฒนาขีปนาวุธ BrahMos เป็นความสำเร็จสำคัญของอินเดียอย่างมาก จนสามารถส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่มีความตกลงซื้อขายกันเมื่อปี 2565 มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสนใจจะนำเข้าเช่นกัน…

ผู้นำสหรัฐฯ กำหนดให้การค้าสารเฟนทานิลเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 15 ธันวาคม 2568 ออกคำสั่งผู้บริหารกำหนดให้การผลิตและค้าขายสารเฟนทานิลอย่างผิดกฎหมาย เป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยให้เหตุผลว่าสารดังกล่าวสามารถเป็นอันตรายได้ ชาวอเมริกันจำนวนมากเสียชีวิตจากการใช้สารเคมีดังกล่าวเกินกว่าที่กำหนด เนื่องจากมีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติลักลอบผลิตและแพร่กระจายสารดังกล่าวไปในสหรัฐฯ ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการปกป้องสังคมอเมริกัน ด้วยการยกระดับภัยคุกคามดังกล่าวด้วยการจัดให้สารเฟนทานิลเป็นอันตรายในระดับเดียวกันกับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพราะองค์กรต่างชาติอาจใช้สารเฟนทานิลเป็นอาวุธในการบ่อนทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ คำสั่งดังกล่าวทำให้หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อจำกัดภัยคุกคามจากการแพร่ระบาดของสารเฟนทานิลแบบผิดกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะสอบสวนและสกัดกั้นการลักลอบค้าสารเฟนทานิลในสหรัฐฯ อย่างจริงจัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะพิจารณาและทบทวนรายชื่อองค์กร รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าขายสารเฟนทานิลในสหรัฐฯ เพื่อมีมาตรการแจ้งเตือนและตอบโต้ ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่ากระทรวงสงคราม จะทบทวนมาตรการตอบโต้กับภัยคุกคามดังกล่าว โดยหารือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ด้วย สำหรับสารเฟนทานิล เป็นสารที่มีฤทธิ์แก้ปวด เป็นสารสังเคราะห์ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้การควบคุมของแพทย์ก็เป็นยากรักษาโรค แต่ที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากใช้สารเฟนทานิลอย่างผิดกฎหมาย กลายเป็นยาเสพติดซึ่งแพร่กระจายทั่วประเทศ ส่วนพฤติกรรมที่เข้าข่ายการละเมิดคำสั่งผู้บริหารดังกล่าว เช่น การผลิต ซื้อ ขาย และแพร่กระจายสารเฟนทานิลโดยไม่สอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญและยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดในสหรัฐฯ อย่างจริงจัง  ซึ่งรวมทั้งสารเฟนทานิล ที่นับว่าเป็น 1 ในสารเสพติดที่ทำให้เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสหรัฐฯ ลอกที่ 4 (fourth wave)…