ข้อคิดจากรายงานประเมินภัยก่อการร้ายประจำปี 2567 ของสิงคโปร์

           หากไม่นับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงมาเลเซียที่มักมีข่าวสารเกี่ยวกับการก่อการร้ายทั้งกลุ่มก่อเหตุ การก่อเหตุ และการมีคอนเนคชั่นกับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคอื่นให้ได้ยินได้ฟังบ่อยครั้งมากกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ก็เป็นอีกประเทศที่มีความตื่นตัวในการเตรียมการรับมือกับปัญหาการก่อการร้ายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ หรือจากพลเมืองสิงคโปร์ที่รับแนวคิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายผ่านสื่อออนไลน์ ​           รายงานประเมินภัยคุกคามการก่อการร้ายประจำปี 2567 ของสิงคโปร์ที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายกรกฎาคม 2567 สะท้อนถึงความระมัดระวังภัยจากการก่อการร้ายของสิงคโปร์ด้วยการประเมินว่า… ภัยจากการก่อการร้ายต่อสิงคโปร์ยังมีอยู่สูง แม้ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน โดยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความหวาดวิตกให้สิงคโปร์ ไม่ต่างจากประเทศอื่นที่กังวลว่าการใช้ความรุนแรงตอบโต้กันระหว่างอิสราเอลกับฮะมาสจะไม่จำกัดวงแค่นั้น เนื่องจากมีอีกหลายตัวแสดงเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งระดับรัฐและที่ไม่ใช่รัฐ อีกทั้งในสิงคโปร์มีกระแสต่อต้านท่าทีของทางการต่อความขัดแย้งดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ โดยชาวเน็ตบางกลุ่มมองว่าสิงคโปร์มีนโยบายเข้าข้างอิสราเอล ​           ขณะที่กลุ่ม Islamic State (IS) ยังเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ถือเป็นภัยคุกคามหลักทั้งของโลกและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเครือข่ายที่เคลื่อนไหวในอิรักและซีเรีย เพราะยังเป็นแรงบันดาลใจและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มหัวรุนแรงในภูมิภาค แม้ที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์มีมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างแข็งขันจนทำให้กลุ่มก่อการร้ายในทั้งสองประเทศอ่อนกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Abu Sayyaf ที่สูญเสียสมาชิกระดับนำและมีประสบการณ์ หรือในอินโดนีเซียที่กลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) ประกาศยุบกลุ่มไปเมื่อต้นกรกฎาคม 2567  …

ยุทธศาสตร์เครื่องประดับกับความมั่นคงทางทะเลของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย

ไม่เพียงต้องแข่งขันกับโลกตะวันตก ….จีนยังต้องต่อสู้กับเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ที่มีพรมแดนติดกัน เช่น อินเดีย ที่มีกรณีพิพาทเขตแดนทางบก และต่างมุ่งขยายอิทธิพลทางทะเล เฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรอินเดีย และยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังจีนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Belt & Road Initiative (BRI) ในหลายประเทศและภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่สหรัฐฯ ที่หวั่นไหวกับการรุกออกนอกประเทศของจีน จนเร่งผลักดันความร่วมมือกับพันธมิตรและประเทศน้อยใหญ่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อินเดียก็หวั่นเกรงไม่น้อยกับความพยายามโอบล้อมอินเดียของจีนผ่านโครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือให้ประเทศริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย แม้ที่ผ่านมาไม่มีการเรียกชื่อยุทธศาสตร์ทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดียอย่างเป็นทางการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนคงคุ้นหูด้วยศัพท์บัญญัติของนักวิชาการและสื่อมวลชนตะวันตกว่า…. ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก หรือ String of Pearls เนื่องจากการสนับสนุนการสร้างและพัฒนาท่าเรือให้ประเทศริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียกลายเป็นหมุดหมายของจีนในการเคลื่อนไหวทางทะเล ซึ่งกระตุ้นให้อินเดียวิตกกังวลเพิ่มขึ้นทุกทีถึงการขยับเข้าใกล้ของจีน จนนำไปสู่การริเริ่ม……..ยุทธศาสตร์สร้อยเพชร หรือ Necklace of Diamonds ที่มีการเอ่ยอ้างขึ้นครั้งแรกโดยนาย Lalit Mansingh อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเมื่อสิงหาคม 2554 จีนปักหมุดเม็ดไข่มุกตามที่บรรดาชาติตะวันตกเรียก กินพื้นที่ประเทศที่อยู่ริมชายฝั่งตั้งแต่ต้นถึงปลายมหาสมุทรอินเดีย เช่น เมียนมา บังกลาเทศ มัลดีฟส์ ศรีลังกา ปากีสถาน เซเชลล์ และจิบูตี และช่องแคบทางยุทธศาสตร์ ทั้งฮอร์มุซ มะละกา และลอมบอก การรุกขยายความร่วมมือและช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในการพัฒนาท่าเรือและฐานทัพ แม้ทั้งจีนและประเทศผู้รับยืนยันตรงกันว่าเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่ไม่อาจลดความเคลือบแคลงให้ประเทศคู่แข่งขันหรือมีข้อพิพาทกับจีนทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า…..จะไม่มีการเข้าใช้ประโยชน์ด้านการทหาร โดยเฉพาะอินเดียที่เดิมนิ่งนอนใจจนเหมือนจะเฉยชากับการกระชับความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านที่ล้วนเป็นประเทศริมชายฝั่งเนื่องจากมั่นใจว่าพื้นที่แถบนี้เป็นเขตอิทธิพลของตนเอง…

ทำไมเกาหลีจึงแบ่งแยกดินแดนและความคิด

         การแบ่งแยกดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงของการแข่งขันอิทธิพล อำนาจและแย่งชิงผลประโยชน์เป็นระยะๆมายาวนานของจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา ตลอดจนผลจากความแตกต่างทางความคิดของผู้นำทางการเมือง……… ทั้งนี้…..เมื่อปี ค.ศ. 1864 พระเจ้าโกจง แห่งราชวงศ์โซซอน ที่ครองราชย์ด้วยวัยเพียง 11 พรรษา ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์อย่างมาก แม้ว่าจะมีพระราชินีมินจายองเป็นผู้สำเร็จราชการแทนหลังบัลลังก์ แต่ก็ทำให้ราชสำนักขณะนั้นต้องเผชิญกับความท้าทายจาก 3 มหาอำนาจ คือ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย โดยความสัมพันธ์ของเกาหลีกับจีนอยู่ในแบบบรรณาการ ที่รับปากกันว่าเมื่อเกาหลีเกิดความวุ่นวายจีนต้องเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ญี่ปุ่นไม่พอใจเนื่องจากญี่ปุ่นต้องการเข้ามามีอิทธิพลในเกาหลี สงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นจึงเริ่มขึ้นช่วง ค.ศ.1894-1895 ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ ทำให้เกาหลีหลุดลอยไปจากอำนาจของจีน แต่สงครามก็ยังไม่จบเพราะในปี ค.ศ.1910 ญี่ปุ่นรุกหนักมากจนสามารถเอาชนะกองทัพรัสเซียได้ ทำให้ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีมาเป็นอาณานิคมได้อย่างเป็นทางการ จากนั้นได้ปลดพระเจ้าโกจงออกจากราชบัลลังก์  และสถาปนาพระเจ้าซุกจงซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าโกจงเป็นจักรพรรดิเกาหลี แต่เพียงแค่ในนามเพราะว่าข้าหลวงใหญ่ของญี่ปุ่นต่างหากที่เป็นผู้ครองเกาหลี แต่แล้วในปี ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นก็แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม เกาหลีจึงได้รับเอกราชตามคำประกาศของฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้เกาหลีถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 เขตการยึดครอง คือเขตการยึดครองของโซเวียตและเขตยึดครองของสหรัฐฯ โดยมีเส้นขนานองศาที่ 38…

จักรพรรดิกวงสู : จักรพรรดิหัวสมัยใหม่ที่สุดเท่าที่จีนเคยมี

          เมื่อคริสต์ศักราช 1898 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจักรวรรดิจีน ถือเป็นปีสำคัญที่ฮ่องเต้กวงสู จักรพรรดิของประเทศจีนได้เริ่มการปฏิรูปรื้อระบบและโครงสร้างของอำนาจการบริหารประเทศ ท่ามกลางสังคมที่มีระเบียบแบบแผนตามคติขงจื้ออันมีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์มหาศาลของชนทุกชั้น ก่อนที่การปฏิรูปดังกล่าวจะถูกยกเลิกด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจจักรพรรดิโดยพระนางซูสีไทเฮา โดยมีช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปการปกครองรูปแบบใหม่เพียง 103 วัน (ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน –21 กันยายน) จักรพรรดิกวงสูได้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูป พระองค์ขึ้นครองราชย์ในขณะที่มีพระชนม์เพียง 3 พรรษา จึงมีพระนางซูสีและพระนางซูอันเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนภายหลังจากที่จักรพรรดิบรรลุนิติภาวะ ก็เริ่มดำเนินพระราชกรณียกิจด้วยตัวพระองค์เอง แต่กระนั้นพระนางซูสียังคงดึงอำนาจในการตัดสินพระทัยและดำเนินกรณีกิจแทนองค์จักรพรรดิอยู่เสมอ            พระองค์มีหัวสมัยใหม่และมีความสนใจใคร่รู้ ในช่วงที่มีการดำเนินการวางแผนการปฏิรูป จักรพรรดิกวงสูได้มีบรรดานักคิดคนสำคัญคอยช่วยเหลือเสนอแนวคิด ซึ่งได้แก่ คังโหย่วเว่ย เหลียงฉีเฉา ถานซื่อถง และนักคิดหลักอีก 4 ท่านที่ช่วยกันทำให้การปฏิรูปนี้เป็นรูปร่างขึ้นมาได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศจีนให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมอารยธรรมตะวันตกและต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเพื่อให้จีนรอดพ้นภัยที่ชาติมหาอำนาจคุกคาม ดังนั้นบทบาทของจักรพรรดิกวงสูจึงมีความสำคัญต่อประเทศจีนอย่างมาก และอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ปฏิรูปจีนคนแรก ๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก จึงอยากจะแนะนำให้ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และการพัฒนาของประเทศจีน เข้าใจบทบาทของอดีตผู้นำจีนคนนี้ และศึกษารูปแบบแนวคิดการปฏิรูปจากอดีตจักรพรรดิจีน ที่ทำให้เห็นพัฒนาการการปฏิรูปของประเทศจีน ที่มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว    …

ความสัมพันธ์ลาว-สิงคโปร์ ห่างไกลแต่ทำไมใกล้ชิด!?

สมาชิกอาเซียนมีอยู่ 10 ประเทศ และความสัมพันธ์ของแต่ละประเทศก็มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่าความร่วมมือในกรอบอาเซียนเท่านั้น แต่ละสมาชิกยังมีการสร้างความสัมพันธ์กันแบบตัวต่อตัว หรือ Bilateral ซึ่งเป็นแนวทางสร้างความสัมพันธ์ที่ว่ากันว่าจะสามารถพูดคุยและทำความตกลงได้ง่ายกว่า ถ้าเทียบกับการดำเนินการแบบเป็นกลุ่มหรือ Multilateral

เที่ยว (ปลูก) ป่าเพื่อบำบัดใจ

  ในยุคสมัยนี้ …ต่อให้คุณเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวย นักการเมืองที่มีอำนาจล้นเหลือ หรืออาจเป็นนักศึกษาที่ร่ำเรียนอย่างเคร่งเครียด พวกคุณและพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องการการพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้า และไม่มีอะไรที่จะทำได้ดีมากไปกว่า “การเดินเข้าป่า” เพื่อไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ สำหรับบางคน การเดินเข้าป่า..ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบัน เรากำลังเห็นแนวโน้มที่คนสนใจกิจกรรมนี้มากขึ้น เพราะในทุกวันหยุดยาวจะมีรถจำนวนมากหลั่งไหลออกจากเมืองหลวง เพื่อมุ่งไปสู่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ในหลายเมืองสำคัญทั่วโลกก็ให้มีแนวคิดที่จะพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองสีเขียว” (City in the garden) เพราะทุกครั้งที่มนุษย์กลับไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ในบรรยากาศที่โอบล้อมประสาทสัมผัสในภาวะสบาย มีเสียงจากน้ำตกที่ทำให้สมองอยู่ในช่วงความถี่ 7-14 รอบต่อวินาที แสงสีน้ำเงินที่เกิดจากการสะท้อนเข้าตาทำให้รู้สึกสดใสสบายตา และอุณหภูมิในช่วง 22-29 องศาเซลเซียส พอเหมาะกับความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 20-75% ….สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ จะทำให้มนุษย์รู้สึกสบาย สงบ ปลอดภัย พร้อมที่จะพักผ่อนให้ร่างกายและจิตใจได้ปล่อยวางจากความวุ่นวายจากสังคมเมือง แม้มนุษย์จะเริ่มใช้ชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติจากป่าไม้เข้าสู่ป่าคอนกรีตในเมืองอันหนาแน่น เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่างๆ แต่อันที่จริง….การแยกทางจากธรรมชาตินี้เพิ่งเกิดขึ้นเพียง 500 กว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคสมัยใหม่ที่เริ่มมีการใช้วิทยาศาสตร์ในการทำความเข้าใจธรรมชาติ ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.1 ของวิวัฒนาการของการเป็นมนุษย์ที่มีมายาวนานกว่า 500,000 ปี ดังนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหินห่างหรือตัดขาดจากการดำรงอยู่ท่ามกลางธรรมชาตินั้นยังคงเป็นกระบวนการที่ดำเนินอยู่เรื่อย ๆ กระบวนการที่ยังไม่เสร็จสิ้นนี้ ทำให้มนุษย์เกิดความโหยหาความสบายใจและพลังบวกจากธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก!!…ที่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ…

รู้จักมูลค่าของ “ข้อมูล” ในยุค Big Data Hype

        ร้านขายโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีการเปิดบริการรับจำนำ iCloud โดยเป็นการนำรหัสการเข้าถึง iCloud ของมือถือซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บข้อมูล เอกสาร ไฟล์ และรหัสต่างๆ ไว้ ภายใต้เงื่อนไขการผ่อนชำระ ที่แทบจะไม่แตกต่างจากการจำนำทรัพย์สินอื่นๆ หากไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามที่กำหนด เจ้าของข้อมูลก็จะไม่สามารถใช้งาน iPhone ได้ แม้ตอนที่ระหว่างการจำนำจะใช้งานได้ปกติ แต่หากผ่อนจ่ายไม่ครบ รหัส iCloud จะถูกยึดไว้และไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อโทรศัพท์มือถือ iPhone ใช้ iCloud ไม่ได้ ก็เท่ากับถูกลดประสิทธิภาพการใช้งานลง เพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลส่วนตัวและทำธุรกรรมต่างๆ ได้จนกว่าจะผ่อนชำระจนครบถ้วนตามสัญญาที่ระบุไว้ ถ้านิยาม iCloud ว่าเป็นแหล่งข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ และมีมูลค่าสามารถใช้ในการจำนำได้ เท่ากับว่า แหล่งข้อมูลดังกล่าวมีมูลค่า (value) ทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คิด ……….และนั่นคือ…ความสำคัญของแหล่งข้อมูล!! ที่เริ่มมีมูลค่ามากขึ้นจนมีค่าเท่าทรัพย์สิน แตกต่างจากการจำนำเครื่องโทรศัพท์มือถือ แต่จำนำเพียงแค่รหัสการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลก็จะสามารถแลกเงินหลักหมื่นได้ ที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มของการจำนำข้อมูลในรูปแบบนี้มีโอกาสจะเติบโตมากขึ้น เพราะข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีความสำคัญตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน สังคมปัจจุบันการเข้าถึงโลก social ผ่านอินเทอร์เนต และมีการทำธุรกรรมทางการเงินอยู่บนโลกออนไลน์ที่เข้าถึงได้จากการกรอกรหัสมือถือ ดังนั้น มูลค่าของธุรกิจออนไลน์อาจถูกประเมินจากรายได้หรือกำไรที่สร้างได้จากการค้าขายและบริการผ่านแฟลตฟอร์มต่างๆ และถูกประเมินเป็นมูลค่าของรหัสที่ใช้ login พฤติกรรมนี้ทำให้ “รหัสเพียงไม่กี่ตัว” มีมูลค่าสูงไม่ต่ำกว่าหลักล้าน…

มองประโยชน์ของ supply chain เกษตรกรรมด้วยมุมใหม่

          แม้เกษตรกรรมจะไม่ใช่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่น ๆ แต่การเกษตรยังคงมีความสำคัญต่อประเทศ เพราะอาหารมาจากภาคการเกษตรทั้งสิ้น รวมทั้งยังเป็นวัตถุดิบในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย แต่ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม การเกษตรจึงถูกผลักออกจากประเทศพัฒนาแล้วให้กับ “ประเทศที่กำลังพัฒนา” ให้รับบทเป็นฐานการผลิตส่งออกสินค้าเกษตรให้ เพราะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำได้ง่าย ไม่ได้ใช้เครื่องจักรหรือความเชี่ยวชาญที่ซับซ้อน จึงมีต้นทุนต่ำ…แต่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูง           หากมองการเกษตรเป็นแค่ส่วนของการเพาะปลูก อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของการทำเกษตรกรรมดูล้าหลัง ไม่มีการต่อยอดและโอกาสทางเศรษฐกิจสักเท่าไหร่ แต่หากพิจารณาระบบการผลิต การแปรรูปและการขายแล้ว ภาคการเกษตรจะมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้มากมาย ทั้งส่วนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ            ส่วน “ต้นน้ำ” ของการเกษตร หรือหัวใจหลักของกระบวนการนี้ คือ การเพาะปลูก ซึ่งปัญหาของเกษตรกรที่มีมานานหลายยุคสมัย คือ ราคาผลผลิตที่ไม่คงที่ ปรับขึ้นลงโดยพ่อค้าคนกลาง และยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนจนทำให้ผลผลิตเสียหาย แต่หากเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองก็จะสามารถควบคุมความต้องการของตลาด และวางแผนการผลิตได้ดียิ่งขึ้น จนสามารถเพาะปลูกได้ตรงกับความต้องการของตลาด และส่งเสริมรูปแบบการปลูกที่ดีกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยกับผู้บริโภค…

รู้จัก 5 หลักการที่ทำให้จีนรักษาสันติภาพมาได้นานกว่า 70 ปี

รัฐบาลจีนจัดงานพิธีฉลองครบรอบ 70 ปีที่ศาลามหาประชาชน กรุงปักกิ่ง เนื่องจากประเทศจีนได้สร้างและส่งเสริมหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ข้อ หรือ Five Principles of Peaceful Coexistence ที่รัฐบาลจีนทุกยุคสมัยยึดมั่นมาตลอด เพื่อรักษาสันติภาพและทำให้จีนอยู่ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ได้โดยปราศจากสงคราม ………….หลักการนี้เป็นแนวปฏิบัติสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และเมื่อ 29 มิถุนายน 2567 ก็ครบเวลา 70 ปีพอดีที่หลักการดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นแนวทางร่วมมือและรับมือกับสถานการณ์ต่างประเทศของจีน ขณะเดียวกันก็เป็น “ข้อความ” ส่งต่อให้นานาชาติรับรู้ว่าจีนเป็นประเทศที่ต้องการสันติภาพมาโดยตลอด บทความนี้จึงอยากชวนทำความรู้จัก เข้าใจ และวิเคราะห์ต่อไปว่า…ประเทศจีนที่กำลังก้าวเป็นมหาอำนาจโลกในปัจจุบันนี้ จะยังคงส่งเสริมสันติภาพและลดความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ได้ยังไง เพราะโลกอยู่ในยุคที่มีความขัดแย้งที่ตึงเครียดมากมาย หลาย ๆ เรื่องก็มีประเทศจีนเข้าไปเป็นตัวแสดงหลักเสียด้วย! หรือว่า…หลักการนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่จีนใช้สร้างเกราะป้องกันตนเองกันแน่!? ย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน ทำไมจีนจะต้องริเริ่มและส่งเสริมหลักการนี้ขึ้นมาด้วย?… ดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นของการคิดหลักการนี้ขึ้นมา จะเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลจีน สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ที่จะแก้ไขปัญหาขัดแย้งกับอินเดียเรื่องดินแดนทิเบต เพราะมีข้อมูลว่าหลักการนี้ หรือในภาษาจีนเขียนว่า 和平共处五项原则 อยู่ในข้อตกลงระหว่างจีนกับอินเดียเมื่อปี  2497 ซึ่งในส่วนของอินเดียจะเข้าใจหลักการนี้ คือ “ปัญจศีล” นั่นเอง…

ก้าวต่อไปของ G7 และความท้าทายเมื่อ BRICS+ เติบโต

          การประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกหรือ G7 เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 13-15 มิถุนายน 2567 ที่เมืองอาปูเลียของอิตาลี ผลการประชุมของกลุ่ม G7 ที่ผ่านมามักจะมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของโลก เนื่องจากกลุ่มประกอบด้วยประเทศสมาชิกที่เป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจทั้งจากภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ซึ่งจะส่งผู้นำไปรวมตัวกันเพื่อพูดคุยประเด็นโอกาสและความท้าทายในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาในต่างประเทศ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายของ G7 ต่อไป            จากจุดเริ่มต้นของ G7 ที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงที่โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานในปี 2516 ปัจจุบัน G7 ยังคงเป็นการรวมตัวของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญแม้ว่าจะมีกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา หรือจะมีการขยายกรอบการพูดคุยไปเป็น G20 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อิทธิฤทธิ์ของ G7 น้อยลง เพราะแต่ละสมาชิกยังมีอำนาจทางเศรษฐกิจ และมี GDP รวมกันคิดเป็นร้อยละ 25.8 ของโลก โดยสมาชิกของ G7 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี…