รู้ทันการจารกรรมข้อมูล : กรณีจีนตรวจสอบสถานีตรวจสภาพอากาศทั่วประเทศ

การจารกรรมข้อมูล หรือ espionage เป็นวิธีการที่รัฐบาลต่าง ๆ หรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) ดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข่าวสารเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของฝ่ายตรงข้าม โดยที่ฝ่ายตรงข้ามหรือเป้าหมายที่ถูกจารกรรมนั้นตรวจสอบไม่ได้ หรือไม่รู้ตัว ที่ผ่านมา การจารกรรมข้อมูลมีวิธีการที่หลากหลาย และในปัจจุบันก็มีการจารกรรมข้อมูลผ่านเทคโนโลยีหรือด้วยเครื่องมือในโลกไซเบอร์ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเทคโนโลยีหรือข้อมูลสำคัญในปัจจุบันจะไหลผ่านโลกไซเบอร์มากแค่ไหน การจารกรรมในรูปแบบดั้งเดิมด้วยวิธีการตั้งแต่ปฏิบัติการลับในต่างประเทศ มีองค์การบังหน้า มีการปกปิดการดำเนินการทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ รวมทั้งมีการสร้างบุคลากรและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจารกรรมข้อมูลไปพร้อม ๆ กับระมัดระวังไม่ให้ประเทศเป้าหมายตรวจสอบได้ ยังคงเป็นแนวทางที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้เพื่อให้ได้ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ถือว่าเป็น 1 ในปัจจัยสร้างพลังอำนาจ และความได้เปรียบในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ นั่นเอง ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ได้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประเทศอื่น ๆ ที่อาจจะไปทำการจารกรรมข้อมูลในจีนอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพราะเมื่อปลายปี 2565 จีนได้เปิดประเทศให้การลงทุน การสานความสัมพันธ์ และปรับภาพลักษณ์จีนให้นานาชาติเข้าถึงและเข้าใจจีนมากขึ้น จีนจึงเปิดรับต่างชาติเข้าไปทำงานและดำเนินธุรกิจในจีนจำนวนมาก และมีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี จีนได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาในประเทศ แต่ในระยะหลัง ๆ รัฐบาลจีนเริ่มสังเกตว่า การดำเนินกิจกรรมบางอย่างในจีน โดยหน่วยงานหรือองค์กรใหม่ ๆ…

ทำไมรัสเซียตัดสินใจบุกยูเครน? : ศึกษาหาคำตอบผ่านปฏิบัติการข่าวสารของทางการรัสเซีย

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ตัดสินใจด้วยเหตุผล ถึงแม้การตัดสินใจนั้นจะขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อย่างไรก็ตามแต่ สุดท้ายแล้วทุกการตัดสินใจของมนุษย์ล้วนมีการให้เหตุผลรองรับ ส่วนเหตุผลนั้นจะเข้าท่าหรือไม่คง..เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นเหตุผลที่โน้มน้าวให้มนุษย์ผู้นั้นคล้อยตามความคิดของตัวเองจนกระทำการลงไป……..

การอนุรักษ์โลมาน้ำจืดในเอเชียและอเมริกาใต้

เมื่อ 24 ตุลาคม 2566 ซึ่งตรงกับวันโลมาน้ำจืดโลก มีข่าวดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ก็คือการที่ประเทศในเอเชียกับประเทศในอเมริกาใต้รวมกัน 11 ประเทศ จะร่วมมือกันอนุรักษณ์ปลาโลมาน้ำจืด สาเหตุที่ต้องอนุรักษ์และให้ความสำคัญเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมีข้อมูลว่าโลมาเหล่านี้เสี่ยงจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า จากข้อมูลที่เชื่อถือได้บอกว่าจำนวนโลมาน้ำจืดลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะมีภัยคุกคามหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการทำประมงแบบผิดวิธีการ การสร้างเขื่อนพลังงานน้ำ มลภาวะจากการทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมทั้งแหล่งที่อยู่ของโลมาที่ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ จากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเพราะโลกรวน ……และสำหรับใครที่สงสัยว่าทำไม 2 ภูมิภาคนี้ถึงมาร่วมมือกัน นั่นก็เป็นเพราะว่าแม่น้ำสายสำคัญของทั้ง 2 ภูมิภาคก็มีโลมาน้ำจืดอาศัยอยู่ ได้แก่ แม่น้ำโขง แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสินธุ และแม่น้ำแยงซีในเอเชีย ส่วนในอเมริกาใต้ ได้แก่ แม่น้ำแอมะซอน และแม่น้ำ Orinoco เป็นต้น ความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศอเมริกาใต้ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมที่ประเทศโคลอมเบีย โดยเป็นการลงนามในข้อตกลงที่จะอนุรักษ์โลมา 6 สายพันธุ์ เรียกว่า Global Declaration for River Dolphins เป้าหมายสำคัญคือลดคาวมเสี่ยงที่โลมาเหล่านี้จะสูญพันธุ์ รักษาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อโลมาที่มีอยู่ในปัจจุบัน แก้ไขปัญหามลภาวะที่จะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำ พร้อม ๆ กับเพิ่มจำนวนให้มันมากขึ้นผ่านการวิจัยร่วมกัน โดยใช้ความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ…

ความฝันของนักอุดมคติ : ว่าด้วยการต่อสู้กับกองทัพเมียนมาด้วยคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชน

อุดมการณ์ตั้งต้นของกลุ่มผู้บุกเบิกคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชนคือการปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชน และการปกป้องเสรีภาพทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ลัทธิ Crypto-anarchism เชื่อว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้ด้วยการทำลายการผูกขาดอำนาจทางการเงินของรัฐ แล้วกระจายอำนาจนั้นออกไปให้เป็นระบบการเงินแบบไม่รวมศูนย์ แนวคิดเช่นนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่ารัฐที่ผูกขาดอำนาจคือภัยอันตรายที่สุดต่อความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของประชาชน อุปสรรคที่ Crypto-anarchist ต้องเผชิญเป็นปัญหาทั่วไปที่นักอุดมคติหลีกเลี่ยงได้ยาก การแปลงเอาอุดมการณ์มาปฏิบัติจริงในรูปแบบของคริปโตเคอร์เรนซีอาจมองได้ว่าประสบความสำเร็จในด้านที่ Bitcoin เริ่มได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง (ในสถานะที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่มุมมอง แต่ก็ถือว่ามีที่ยืนเป็นหลักแหล่งในสังคม) แต่ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ ก็แปดเปื้อนเมื่อการใช้งานขยายออกสู่หมู่คนวงกว้าง จนทิศทางหลักบิดเบี้ยวไปจากเดิมที่นักอุดมคติขีดเขียนไว้ ความจริงที่ต้องยอมรับคือสถานะที่ผู้ถือครองส่วนใหญ่ให้กับคริปโตเคอร์เรนซีที่ตัวเองเป็นเจ้าของนั้นคือ …มองมันเป็น “สินทรัพย์เพื่อการลงทุน” ที่มีศักยภาพจะสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองในอนาคต คงจะเหลือเพียงกลุ่มนักอุดมคติจำนวนไม่มากเท่านั้นที่ยืนหยัดกับอุดมการณ์ที่ว่าคริปโตเคอร์เรนซีคือ…เครื่องมือสำหรับการปลดแอกจากเผด็จการโดยรัฐ หลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับสนับสนุนข้อคิดเห็นข้างต้น คือการเติบโตอย่างมั่งคั่งยั่งยืนของแพล็ตฟอล์มซื้อขายแบบรวมศูนย์ (Centralize Exchange-CEX) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางไม่ต่างจากธนาคาร (ซึ่งลัทธิ Crypto-anarchism เกลียดมาก) หรือกระแสการเรียกร้องให้รัฐออกกฎระเบียบคุ้มครองนักลงทุนจากการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ก็สะท้อนถึงความเป็นจริงที่ว่าอย่างไรแล้วสังคมก็ให้คุณค่ากับความสะดวกสบายของการปกป้องคุ้มครองโดยอำนาจที่เหนือกว่า มากกว่ามุ่งเน้นการปกป้องตัวเองอย่างที่สำนักอนาธิปไตยพร่ำเพรียก รวมทั้งอีกตัวอย่างที่สุดขั้วยิ่งขึ้นคือกระแส ณ ปัจจุบันที่ผู้ถือครอง Bitcoin เร่งเร้าให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อนุมัติกองทุนรวมดัชนี Bitcoin (Exchange Traded Fund-ETF) เพราะวาดฝันว่าจะช่วยดันราคา Bitcoin ให้พุ่งทะยานหลุดพ้นห้วงตลาดหมีโดยเร็ววัน ซึ่งพูดได้ว่าเป็นความคิดที่ยอมศิโรราบให้ Bitcoin อยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทจัดการการลงทุนที่เป็นเจ้าของ ETF…

ประเทศขนาดกลางกับบทบาทที่เด่นชัดขึ้นในโลกการเมืองสองขั้วอำนาจ

สี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน กล่าวในการพบหารือกับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในโอกาสเยือนสหรัฐฯ เมื่อ มิถุนายน 2556 ว่า มหาสมุทรแปซิฟิกกว้างใหญ่พอที่จะมีประเทศใหญ่สองประเทศ เช่นสหรัฐฯ และจีน “The vast Pacific Ocean has enough space for two large countries like the United States and China.”

โอกาสและความท้าทายจากนโยบายวีซ่าฟรี : บทเรียนจากต่างประเทศ

  นโยบายวีซ่าฟรีเป็นหนึ่งในแผนที่รัฐบาลหลายประเทศในปัจจุบันรวมถึงไทยหวังจะใช้กระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศตนให้กลับคึกคักอีกครั้งหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนอกเหนือจากไทยแล้วยังมีประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกันที่ออกนโยบายผ่อนปรนวีซ่าหรือวีซ่าฟรีก่อนไทย(ให้วีซ่าฟรีชั่วคราวแก่นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถานระหว่าง 25 กันยายน 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567) เช่น ญี่ปุ่นได้ยกเว้นวีซ่าให้กับ 70 ประเทศทั่วโลก เวียดนามได้ยกเว้นวีซ่าให้ 25 ประเทศ ไต้หวันได้ขยายเวลาฟรีวีซ่าให้ประเทศไทย บรูไน ฟิลิปปินส์จนถึงปี 2567 คาซัคสถานได้ยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ และประเทศจีนเองก็เตรียมนำนโยบายปลอดวีซ่ามาใช้เช่นกัน โดยจากข้อสังเกตจะเห็นว่าหลายประเทศใช้นโยบายวีซ่าฟรีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและส่งเสริมกิจการเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้อีกครั้งหลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะติดขัดในช่วงการแพร่ระบาด ภายหลังจากการประกาศใช้นโยบายวีซ่าฟรี ผลลัพธ์ของนโยบายนี้นับได้ว่าช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวจริงอย่างเห็นได้ชัดในหลาย ๆ ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ได้ดำเนินมาตรการยกเว้นวีซ่าก่อนประเทศไทยซึ่งเริ่มตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2565 ภายในเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียวก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าญี่ปุ่นจำนวนเกือบ 5 แสนคนจากช่วงเดือนกันยายนที่มีจำนวนเพียง 2 แสนกว่าคนเท่านั้น โดยในเดือนพฤศจิกายนได้เพิ่มสูงถึง 9 แสนคน ก่อนที่ในเดือนธันวาคมจะสามารถแตะไปจนถึง 1 ล้านกว่าคน และในปี 2566 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวก็เดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องอีกจำนวน 1-2 ล้านคน ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยให้ธุรกิจโรงแรมในญี่ปุ่นถูกจองเป็นจำนวนมาก ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานหลายตำแหน่ง และสร้างรายได้ให้กับประเทศญี่ปุ่นจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วย ยกตัวอย่างอีกหนึ่งประเทศซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย อย่างประเทศเวียดนาม…

วงการอาหารเช้า

สังคมมนุษย์พัฒนาพฤติกรรมการกินมาทุกยุคสมัย จากการล่าเมื่อหิว…มาสู่การรับประทานอาหารเป็นมื้อ จนกลายเป็นหลักโภชนาการที่ควรบริโภคอาหาร 5 หมู่ให้ครบ 3 มื้อต่อวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อสุขภาพแข็งแรง ควบคู่ไปกับการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเฉพาะวัยแรงงานที่ต้องการกำลังในการทำงาน

ความมั่นคงทางอาหาร : โอกาสของไทยในวันที่ทั่วโลกสั่นคลอน

“มอสโกขับเคี่ยวสงครามนี้ไปจนกระทั่งให้โลกล่มสลาย…พวกเขาต้องการให้ตลาดอาหารโลกล่มสลาย เกิดวิกฤตราคาอาหาร และปั่นป่วนผู้ผลิต” นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีประธานาธิบดียูเครน เผยแพร่ข้อความข้างต้นผ่านเทเลแกรม เมื่อคืนวันที่ 2 สิงหาคม 2566 หลังจากโกดังเก็บธัญพืชของยูเครน ที่ท่าเรืออิซมาอิล ในแม่น้ำดานูบ ถูกโดรน ของรัสเซียโจมตี ประกอบกับที่รัสเซียตัดสินใจไม่ลงนามขยายเวลาในข้อตกลงทะเลดำเพื่อขนส่งธัญพืช (Black Sea Grain Initiative)

ไขข้อข้องใจ Soft power ใหม่ แฟชั่นเวียดนาม ทำไมถึงได้รับความนิยมทั่วโลก?

รู้หรือไม่ ปัจจุบันเวียดนามกลายเป็นตลาดที่ดึงดูด “Fast Fashion” มากที่สุดในอาเซียน และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นี้กระแสแฟชั่นเวียดนามยังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับกระแสแฟชั่นเกาหลีใต้ที่ครองตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่าร้านเสื้อผ้าออนไลน์หลายร้านในไทยนำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าของเวียดนามจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่ผลิตสื่อเนื้อหาเกี่ยวกับการไปซื้อเสื้อผ้าที่เวียดนามแบบเหมาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมถึงคอนเทนต์ Unboxing เสื้อผ้าจากเวียดนาม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมและเกิดเป็นกระแสไวรัล ไม่ใช่เพียงแค่ในไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกด้วย กล่าวได้ว่าแฟชั่นกำลังกลายเป็น Soft power ใหม่ของเวียดนาม และยังส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว จุดเริ่มต้นความนิยม Fast Fashion ในเวียดนาม เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 เวียดนามเป็นประเทศที่มีแบรนด์ต่างชาติ เช่น ZARA H&M และ Uniqlo เข้ามาขยายสาขาและจ้างแรงงานผลิตสินค้า เนื่องจากแรงงานเวียดนามมีมาตรฐานที่ค่อนข้างดี ขณะที่ค่าจ้างก็ราคาถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ย่านการค้าในเวียดนาม เช่น โฮจิมินห์ จึงเต็มไปด้วยแบรนด์สัญชาติต่าง ๆ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสิ่งทอในเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถผันตัวเองจาก “ประเทศฐานการผลิต” สู่ “ประเทศผู้ผลิตและส่งออก” ได้ ปัจจัยที่ทำให้กระแสแฟชั่นเวียดนามได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่…

วิกฤตมนุษยธรรมระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน: เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค

ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่คุกรุ่นจากการปะทะกันมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) กลายมาเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาคมโลกมากขึ้นในขณะนี้ หลังจากเมื่อ 19 กันยายน 2566 ที่อาร์เซอร์ไบจานเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัคอีกครั้ง พื้นที่ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ อยู่ทางตอนเหนือของอิหร่าน และทางตอนใต้ของรัสเซีย โดยในช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลายและได้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานขึ้นเมื่อพ.ศ. 2534 พื้นที่ดังกล่าวก็ได้รับการรับรองจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน แม้ว่าแท้จริงแล้ว ประชากรส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายอาร์เมเนียและมีการบริหารพื้นที่ประหนึ่งเป็นรัฐเอกราชโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายอาร์เมเนียก็ตาม โดยพวกเขาจะเรียกตนเองว่าสาธารณรัฐอาร์ตซัค (Republic of Artsakh) จากนั้นมาพลเมืองในพื้นที่และรัฐบาลอาเซอร์ไบจานต่างฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้ จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นเรื่อยมา การกระทบกระทั่งกันระหว่างอาร์เซอร์ไบจานและอาร์เมเนียเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนขยายกลายเป็นสงครามนั้นก็เกิดขึ้นในปี 2563 ในครั้งนั้น สงครามระหว่างอาเซอร์ไบจานกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนชาวอาร์เมเนียได้ดำเนินไปเป็นเวลา 44 วัน จบลงด้วยชัยชนะของอาเซอร์ไบจานที่ได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากตุรกี หลังจากนั้นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานก็ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงโดยมีรัสเซียเป็นคนกลางในการเจรจา หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อตกลงคือ การให้หลักประกันความมั่นคงบริเวณระเบียงลาชิน (Lachin corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางบกทางเดียวที่เชื่อมต่อจากอาร์เมเนียเข้าไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค โดยทหารรัสเซียเป็นผู้รักษาสันติภาพรับผิดชอบบริเวณเส้นทางนี้ แต่ทว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวถูกละเมิดอยู่หลายครั้งโดยทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็กล่าวหากันและกันว่าทำการโจมตีอย่างหนักต่อพลเรือนในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค และทำให้เกิดการปะทะรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งเมื่อ ธันวาคม 2565 อาเซอร์ไบจานเริ่มปิดล้อมถนนบริเวณระเบียงลาชิน ที่เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่ดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้การเดินทางเข้าออกพื้นที่ระหว่างอาร์เมเนียกับนากอร์โน-คาราบัค เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้นเผชิญกับสภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เชื้อเพลิง รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จนนานาประเทศหวั่นว่าจะกลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม และอาจรวมถึงการเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย เพราะการปิดกั้นเส้นทางจากอาร์เมเนียไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค…