แนวคิดสีจิ้นผิง บทเรียนใหม่ประจำปีการศึกษา 2564

กระแสข่าวด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับประเทศจีนในเวลานี้คงหนีไม่พ้นการปฏิรูประบบการศึกษาและปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนของพรรคคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับการบรรจุเนื้อหาวิชาว่าด้วย “ความคิดของสีจิ้นผิงเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะแบบจีนสำหรับยุคใหม่” ซึ่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาวิชานี้ได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการในแบบเรียนเป็นครั้งแรก   รัฐบาลจีนโดยกระทรวงศึกษาธิการให้เหตุผลสำคัญเกี่ยวกับการบรรจุวิชานี้ลงไปในหลักสูตรว่า “การบรรจุวิชานี้จะช่วยให้เยาวชนได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ์ และเสริมสร้างความมั่นใจในแนวทาง ทฤษฎี ระบบ และวัฒนธรรมของสังคมนิยมที่มีลักษณะจีน” แน่นอน โดยเนื้อหาของรายวิชานี้จะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรของนักเรียนและนักศึกษาทุกระดับชั้น   โดยหลักสูตรในระดับประถมศึกษาจะมุ่งเน้นไปที่การปลูกฝังความรักชาติ พรรคคอมมิวนิสต์และอุดมการณ์สังคมนิยม ในขณะที่หลักสูตรของนักเรียนมัธยมจะถูกเน้นไปที่การผสมผสานทางด้านการรับรู้เชิงประสบการณ์และองค์ความรู้จากการศึกษา เพื่อวางรากฐานความเข้าใจทางการเมืองให้เยาวชนเหล่านี้ ซึ่งในระดับมหาวิทยาลัยจะเป็นการเน้นไปที่การวิเคราะห์และทำความเข้าใจในเชิงทฤษฎี   ความพยายามครั้งใหม่ของรัฐบาลจีนครั้งนี้ถือเป็นการผลักดันและส่งเสริมแนวคิดสังคมนิยมแบบจีนให้เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มเยาวชนที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ววิชาในลักษณะนี้ของจีนนั้นมีการบรรจุในแบบเรียนของจีนอยู่แล้ว และไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดสำหรับประเทศจีน ต่างกันเพียงแค่ในครั้งนี้มีการบรรจุแนวคิดของผู้นำคนล่าสุดลงไปเท่านั้น ซึ่งไม่ค่อยปรากฏมาก่อนในทางการเมืองจีนเท่าไหร่นัก   จริง ๆ แล้วความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์ในการส่งเสริมแนวคิดของสีจิ้นผิงให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนจีนนั้นเริ่มทำกันมานานพอสมควรแล้ว หนึ่งในเอกสารชิ้นสำคัญคือการออกหนังสือชุด จำนวน 3 เล่มในชื่อ “Xi Jinping The Governance of China” ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมถ้อยแถลงต่าง ๆ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในโอกาสและวาระต่าง ๆ ออกมาเป็นรูปเล่มเพื่อเผยแพร่   หนังสือชุดนี้ถือเป็นภาพสะท้อนและอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของสีจิ้นผิงได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศจีน และถือเป็นตำราที่สำคัญซึ่งถูกใช้ในการสอนวิชาใหม่นี้ในระดับมหาวิทยาลัย ฉะนั้นจะเห็นว่าวิชาดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการจัดระบบการทำความเข้าใจระบบสังคมนิยมในลักษณะแบบจีนใหม่เท่านั้น ที่สำคัญคือวิชาดังกล่าวได้เคยมีการนำร่องสอนในบางพื้นที่ของประเทศมาก่อนหน้านี้แล้วด้วย   หากนำปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นมาพิจารณาวิเคราะห์จะเห็นได้ว่าการบรรจุวิชา “ความคิดของสีจิ้นผิงเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมที่มีลักษณะแบบจีนสำหรับยุคใหม่” ลงในแบบเรียนของจีนนั้นเป็นวิวัฒนาการทางการศึกษาแนวคิดสังคมนิยมของจีนที่มีมาตลอดอยู่แล้ว…

ความขัดแย้งทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์โควิดของเนปาล

เนปาลประเทศเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาหิมาลัย มีเพื่อนบ้านเพียง 2 ประเทศคือ อินเดีย และจีน ขนาดเศรษฐกิจของประเทศแห่งนี้ไม่ใหญ่มาก และถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อย หลายปีที่ผ่านมาเนปาลได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนมากจากภายนอก ทั้งจากเพื่อนบ้าน และองค์การระหว่างประเทศ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศแห่งนี้   แต่ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในหน้าประวัติศาสตร์โลก เพราะในช่วงปี 2539-2549 ประเทศแห่งนี้เกิดสงครามกลางเมืองที่เป็นการต่อสู้กันทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง และขบวนการเคลื่อนไหวเหมาอิสต์ที่ต้องการเปลี่ยนให้ประเทศเป็นระบอบสังคมนิยม   การหยิบอาวุธขึ้นต่อสู้กันที่กินเวลาเกือบ 10 ปี ส่งผลให้ประเทศเนปาลถอยหลังเป็นอย่างมาก และประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมายมหาศาล กลายเป็นบาดแผลของหลายครัวเรือนที่ยังคงติดตรึงมาจนถึงทุกวันนี้   อย่างไรก็ตามหลังการเจรจาสมานฉันท์ และผลักดันให้ขบวนการเคลื่อนไหวเหมาอิสต์หันหน้ามาทำการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จหลังสิ้นสุดสงครามเย็น อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็งอกเงยในแผ่นดินแห่งนี้อย่างมาก ในหลายครั้ง หลายวาระพรรคฝ่ายซ้ายของเนปาลประสบความสำเร็จอย่างมากในการเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาล   เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี 2560  พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล – มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ (Communist Party of Nepal–Unified Marxist-Leninist (CPN-UML)) ซึ่งนำโดยนายKP Sharma Oli และพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล – เหมาอิสต์ (Communist…

คาราบัค เอฟเค : มรดกแห่งสงครามอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย

เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ หมวกไหมพรม ถุงมือ กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ, ดวงตาของผมเป็นเพียงส่วนเดียวของร่างกายที่โผล่พ้นออกมาจากบรรดาเครื่องนุ่งห่ม และในตอนนั้นมันกำลังเพ่งมองผ่านความหนาวเย็น เพื่อมองให้เห็นกลุ่มชายสารพัดวัยราว 30 คน ที่กำลังถอดเสื้อเปลือยให้เห็นขนหน้าอก กอดคอ กระโดด และร้องเพลงร่วมกันกลางอุณหภูมิเลขตัวเดียว ที่สนามกีฬา Tofiq Bahramov กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน …

“Chinese Football Dream” : ฝันให้ไกล ไปยังไม่ถึง

ถ้าจับเอาทุกประเทศทั่วโลกมายืนเรียงลำดับกันตามอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พาชาวจีนมายืนอยู่ลำดับที่ 2 และกำลังท้าทายตำแหน่งหัวแถวของสหรัฐฯ จนอยู่ไม่สุข ความสำเร็จเช่นนี้ เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนถึงการบรรลุเป้าหมาย “ความฝันของจีน” หรือ “Chinese Dream” ที่ประธานาธิบดีสีให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ตั้งแต่ตอนที่ขึ้นดำรงตำแหน่งว่าจะฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ให้กับจีน….

ทำไมพรรครัฐบาลอินเดียลุกขึ้นมาเปลี่ยนมุขมนตรีหลายรัฐ ?

การเมืองอินเดียกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเพราะเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาพรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party: BJP) พรรครัฐบาลของอินเดียนั้นได้มีการเปลี่ยนตัวมุขมนตรีรัฐคุชราต ซึ่งถือเป็นรัฐที่เป็นฐานคะแนนสำคัญของพรรค BJP

การประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย

เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมามีการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization: SCO) ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศในเอเชียกลาง 5 ประเทศ (คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน) รัสเซีย อินเดีย ปากีสถาน และจีน ซึ่งเป็นการประชุมแบบ Hybrid ผ่านการหารือห้องประชุม ที่เมืองดูซานเบ ของทาจิกิสถาน ควบคู่กับการหารือผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แน่นอนว่าประเด็นสำคัญของการพูดคุยกันรอบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “อัฟกานิสถาน” ซึ่งถือเป็นเหตุผลหนึ่งของการก่อตั้งองค์การนี้ด้วย   สำคัญกว่านั้นคือปีนี้ อิหร่านจะเข้ามาเป็นสมาชิกถาวรขององค์การความร่วมมือนี้ ซึ่งสมัครตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยที่จีนเป็นผู้ที่สนับสนุนอิหร่านให้เข้ามาเป็นสมาชิกถาวร ลักษณะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังขยายบทบาทของตัวเองเข้าไปในภูมิภาคเอเชียตะวันตกมากยิ่งขึ้น ผ่านทางอิหร่าน หลังก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ประเทศได้ลงนามความร่วมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน   ยิ่งไปกว่านั้น กาตาร์ อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย จะเข้ามาเป็นผู้สังเกตุการณ์ใน SCO อย่างเป็นทางการในปีนี้ ตอกย้ำให้ชัดมากขึ้นว่า SCO กำลังขยายความสนใจไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันตกมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันตก และยูเรเซียเข้าหากัน…

Mutti Merkel กับ Strategic Patience และความมั่นคงของเยอรมนี

“Mutti Merkel” หรือคุณแม่แมร์เคล ฉายาของ นางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีวัย 67 ปี สังกัดพรรค Christian Democratic Union ที่กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศใน 26 กันยายน 2564 ปัจจุบัน สื่อต่างประเทศจับตาบทบาทของนางแมร์เคล เพราะการลงจากตำแหน่งครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนผู้นำของเยอรมนีในรอบ 16 ปี แล้วยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้นในห้วงที่เยอรมนีและสหภาพยุโรป (European Union-EU) เผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงหลากหลาย ทั้งความท้าทายรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการขยายอิทธิพลของรัสเซียที่แข็งกร้าวและมีแนวโน้มจะใช้ hybrid warfare การดำเนินนโยบายที่ไม่แน่ไม่นอนของสหรัฐฯ ปัญหาเอกภาพของ EU ความเคลื่อนไหวของกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง คลื่นผู้อพยพและผู้ลี้ภัย การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และวิกฤตโลกร้อนที่กลายเป็น Global Agenda และบังคับให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัว   บทบาทของนางแมร์เคลที่ผ่านมามีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศเยอรมนี และความร่วมมือในกรอบ EU แม้เดิมที เยอรมนีจะมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์อยู่ตรงกลางยุโรปที่เอื้อต่อการเป็นมหาอำนาจอยู่แล้ว แต่เยอรมนีก็ค่อนข้างระมัดระวังการแสดงพลังอำนาจเพราะเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เยอรมนีมี “culture of restraint”…

ทวิตเตอร์ เฟกนิวส์ กับการเสื่อมถอยของอำนาจรัฐ

พลังอำนาจสื่อสังคมออนไลน์มีที่มาจากคุณสมบัติหลักใน 2 มิติ คือความเร็ว (ส่งสาร-รับสารได้ในทันที) และความกว้าง (ทุกคนที่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ไร้ข้อจำกัด) ทำให้เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับการรวมกลุ่มผู้คนที่มีความคิดความเห็นในแบบเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน อำนาจของรัฐต่อการจัดตั้งกลุ่ม (ทั้งในด้านการเป็นผู้ตั้ง และเป็นผู้ควบคุม ภาพตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือกฎหมายการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคม บริษัท พรรคการเมือง ฯลฯ)

สร้างเมืองให้โตตามทิศทางด้วย “ภาษีที่ดิน”

ประเทศไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งถนน คลองส่งน้ำ ไฟฟ้า การขนส่งระบบราง ทำให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงสาธารณูปโภคได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น การลงทุนพัฒนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางต่างๆ ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้เกิดกิจกรรมของผู้คนที่ต้องปรับตัวตามไปด้วย

ออกเที่ยวแบบใหม่ เที่ยวต่อไปให้ยั่งยืน

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในวิถีใหม่ (new normal) เกิดการเปลี่ยนแปลงกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้และสร้างเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อเราต้องดำเนินชีวิตด้วยการรักษาระยะห่าง กักตัวอยู่ในบ้าน หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดและการพบปะ ทำให้วิถีการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป   เมื่อหลายประเทศไม่สามารถปล่อยให้เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเสียหายไปได้มากกว่านี้ จึงมีนโยบายกระตุ้น และเอื้อให้คนสามารถออกมาท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย เช่น การพกหลักฐานแสดงการฉีดวัคซีนก่อนเข้าสถานที่ท่องเที่ยว (vaccine passport) การลงทะเบียนเพื่อติดตามการเดินทาง การกำหนดขอบเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ รวมไปถึงแนวคิดทางการท่องเที่ยวสีเขียว (green tourism) ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และแนวคิด building back better ที่ส่งเสริมการปรับตัวหลังจากผ่านสถาการณ์ที่เลวร้าย ถือเป็นการทบทวนสถานการณ์เพื่อวางแผนจัดการการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไปให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน   แม้การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ทำให้แหล่งท่องเที่ยว ป่า ภูเขา ทะเล และเกาะ ไร้คนไปเยี่ยมเยียน แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับพบว่า สัตว์น้อยใหญ่ได้กลับมาปรากฏตัวจากที่ไม่เคยได้เห็นมานาน เช่น การพบฉลามหูดำที่เกาะห้อง จังหวัดกระบี่, พบกระรอกบินที่อุทยานภูซาง จังหวัดพะเยา และการพบฝูงพะยูนที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง เป็นต้น บ่งชี้ว่า ทั้งสัตว์และพืชกำลังเจริญเติบโต ภายหลังจากที่จำนวนของมนุษย์ที่เข้าไปพื้นที่ลดลง…