ความมั่นคงทางอาหาร : โอกาสของไทยในวันที่ทั่วโลกสั่นคลอน

“มอสโกขับเคี่ยวสงครามนี้ไปจนกระทั่งให้โลกล่มสลาย…พวกเขาต้องการให้ตลาดอาหารโลกล่มสลาย เกิดวิกฤตราคาอาหาร และปั่นป่วนผู้ผลิต” นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีประธานาธิบดียูเครน เผยแพร่ข้อความข้างต้นผ่านเทเลแกรม เมื่อคืนวันที่ 2 สิงหาคม 2566 หลังจากโกดังเก็บธัญพืชของยูเครน ที่ท่าเรืออิซมาอิล ในแม่น้ำดานูบ ถูกโดรน ของรัสเซียโจมตี ประกอบกับที่รัสเซียตัดสินใจไม่ลงนามขยายเวลาในข้อตกลงทะเลดำเพื่อขนส่งธัญพืช (Black Sea Grain Initiative)

ไขข้อข้องใจ Soft power ใหม่ แฟชั่นเวียดนาม ทำไมถึงได้รับความนิยมทั่วโลก?

รู้หรือไม่ ปัจจุบันเวียดนามกลายเป็นตลาดที่ดึงดูด “Fast Fashion” มากที่สุดในอาเซียน และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นี้กระแสแฟชั่นเวียดนามยังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับกระแสแฟชั่นเกาหลีใต้ที่ครองตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่าร้านเสื้อผ้าออนไลน์หลายร้านในไทยนำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าของเวียดนามจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่ผลิตสื่อเนื้อหาเกี่ยวกับการไปซื้อเสื้อผ้าที่เวียดนามแบบเหมาก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมถึงคอนเทนต์ Unboxing เสื้อผ้าจากเวียดนาม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมและเกิดเป็นกระแสไวรัล ไม่ใช่เพียงแค่ในไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกด้วย กล่าวได้ว่าแฟชั่นกำลังกลายเป็น Soft power ใหม่ของเวียดนาม และยังส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว จุดเริ่มต้นความนิยม Fast Fashion ในเวียดนาม เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 เวียดนามเป็นประเทศที่มีแบรนด์ต่างชาติ เช่น ZARA H&M และ Uniqlo เข้ามาขยายสาขาและจ้างแรงงานผลิตสินค้า เนื่องจากแรงงานเวียดนามมีมาตรฐานที่ค่อนข้างดี ขณะที่ค่าจ้างก็ราคาถูกกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ย่านการค้าในเวียดนาม เช่น โฮจิมินห์ จึงเต็มไปด้วยแบรนด์สัญชาติต่าง ๆ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสิ่งทอในเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถผันตัวเองจาก “ประเทศฐานการผลิต” สู่ “ประเทศผู้ผลิตและส่งออก” ได้ ปัจจัยที่ทำให้กระแสแฟชั่นเวียดนามได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่…

วิกฤตมนุษยธรรมระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน: เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค

ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่คุกรุ่นจากการปะทะกันมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) กลายมาเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาคมโลกมากขึ้นในขณะนี้ หลังจากเมื่อ 19 กันยายน 2566 ที่อาร์เซอร์ไบจานเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัคอีกครั้ง พื้นที่ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ อยู่ทางตอนเหนือของอิหร่าน และทางตอนใต้ของรัสเซีย โดยในช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลายและได้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานขึ้นเมื่อพ.ศ. 2534 พื้นที่ดังกล่าวก็ได้รับการรับรองจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน แม้ว่าแท้จริงแล้ว ประชากรส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายอาร์เมเนียและมีการบริหารพื้นที่ประหนึ่งเป็นรัฐเอกราชโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายอาร์เมเนียก็ตาม โดยพวกเขาจะเรียกตนเองว่าสาธารณรัฐอาร์ตซัค (Republic of Artsakh) จากนั้นมาพลเมืองในพื้นที่และรัฐบาลอาเซอร์ไบจานต่างฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้ จึงเกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นเรื่อยมา การกระทบกระทั่งกันระหว่างอาร์เซอร์ไบจานและอาร์เมเนียเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนขยายกลายเป็นสงครามนั้นก็เกิดขึ้นในปี 2563 ในครั้งนั้น สงครามระหว่างอาเซอร์ไบจานกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนชาวอาร์เมเนียได้ดำเนินไปเป็นเวลา 44 วัน จบลงด้วยชัยชนะของอาเซอร์ไบจานที่ได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากตุรกี หลังจากนั้นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานก็ได้ทำข้อตกลงหยุดยิงโดยมีรัสเซียเป็นคนกลางในการเจรจา หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อตกลงคือ การให้หลักประกันความมั่นคงบริเวณระเบียงลาชิน (Lachin corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางบกทางเดียวที่เชื่อมต่อจากอาร์เมเนียเข้าไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค โดยทหารรัสเซียเป็นผู้รักษาสันติภาพรับผิดชอบบริเวณเส้นทางนี้ แต่ทว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวถูกละเมิดอยู่หลายครั้งโดยทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็กล่าวหากันและกันว่าทำการโจมตีอย่างหนักต่อพลเรือนในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค และทำให้เกิดการปะทะรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งเมื่อ ธันวาคม 2565 อาเซอร์ไบจานเริ่มปิดล้อมถนนบริเวณระเบียงลาชิน ที่เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่ดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้การเดินทางเข้าออกพื้นที่ระหว่างอาร์เมเนียกับนากอร์โน-คาราบัค เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้นเผชิญกับสภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เชื้อเพลิง รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จนนานาประเทศหวั่นว่าจะกลายเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม และอาจรวมถึงการเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย เพราะการปิดกั้นเส้นทางจากอาร์เมเนียไปสู่รัฐนากอร์โน-คาราบัค…

พลังของพ่อค้าคนกลางในระบบการค้าแบบ ESG

“การขายของ” เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค แต่ด้วยความใหญ่โตของสังคมที่มีความซับซ้อน และมีการบริโภคที่กว้างไกล ทำให้เกิดกระบวนการค้าขายที่มีมากกว่าผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้แก่ การเกิดขึ้นของบทบาทผู้ให้บริการทางการขาย และการขนส่ง ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างการแลกเปลี่ยนสินค้าและค่าใช้จ่าย เป็นการบริการที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “พ่อค้าคนกลาง” และยิ่งเส้นทางการส่งสินค้านั้นยาวไกล หรือมีขั้นตอนและการจัดการที่ซับซ้อนมากขึ้นเท่าไหร่ พ่อค้าคนกลางจะยิ่งมีมากขึ้น และแน่นอนว่าทุกอาชีพจะต้องการค่าตอบแทนซึ่งมาจากการบริการจัดหา จัดส่ง เสนอขาย ดูแลสินค้าจนถึงมือผู้บริโภค ทำให้สินค้ามีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ จึงไม่สามารถรักษาระดับราคาสินค้าให้คงที่เท่ากับราคาสินค้าจากผู้ผลิตได้ การสร้างรายได้ของ “พ่อค้าคนกลาง” ก็ไม่ต่างจากผู้ลงทุน (Trader) ในการอาศัยส่วนต่างทางการเงินในการสร้างผลกำไร พ่อค้าคนกลางสร้างรายได้จากความต่างของราคาสินค้าจากผู้ผลิตและราคาขายให้กับลูกค้า ดังนั้น ค่าตอบแทนที่จะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการกดราคาผู้ผลิต และการเพิ่มราคาสินค้ากับผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระราคาสินค้าราคาสูง และด้านผู้ผลิต กระบวนการนี้ทักจะทำให้เกิดการแข่งขันกันในการลดต้นทุนการผลิต จนทำให้สินค้าคุณภาพแย่ลงหรือต้องอาศัยการผลิตจำนวนมาก ……นั่นทำให้ “พ่อค้าคนกลาง” กลายเป็นผู้ร้ายที่มีอำนาจในตลาดและคอยเอาเปรียบคนอื่นทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญจากการล่วงรู้ข้อมูลในการผลิตและปกปิดข้อมูลบางส่วนเพื่อการค้า จึงไม่แปลกว่า อาชีพค้าขายออนไลน์แบบซื้อมาขายไป จึงเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงและเป็นที่นิยมของกลุ่มคนยุคใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนของกลไกของ “พ่อค้าคนกลาง” นั่นคือ “ผลผลิตทางการเกษตร” ที่ต้องเห็นเกษตรกรออกมาเทผลไม้ทิ้งเพื่อประท้วงราคาตก แต่ราคาผลไม้ในตลาดยังคงมีราคาสูงอยู่เสมอไม่เป็นไปตามอุปทาน ส่วนอุปสงค์ที่จะซื้อสินค้าในฤดูกาลกลับสูงมากแม้จะมีผลผลิตล้นตลาดก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ชนิดหรือพันธุ์ที่ถูกนำมาขายก็มีเพียงไม่กี่ชนิด จากการสำรวจตลาดพบว่า ความหลากหลายของผักที่นำมาใช้ประกอบอาหารมีประมาณ 40%…

ราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส

ราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นผลจากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสที่รุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ปัจจุบัน (10 ต.ค.66) ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับเพิ่มขึ้น 2.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อยู่ที่ 86.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบส่งมอบล่วงหน้าในตลาดสหรัฐอเมริกาปรับราคาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าอิสราเอลจะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพรวมความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ และอิสราเอลยังเป็นประเทศที่ตั้งโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา บริเวณทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งต้องปิดทำการลงชั่วคราว เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากฉนวนกาซา ส่วนโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งของอิสราเอลยังคงเปิดทำการได้ตามปกติ นอกจากนี้ อิสราเอลยืนยันว่าประเทศยังมีพลังงานสำรองมากเพียงพอเพื่อใช้ในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แนวโน้มราคาน้ำมันโลกจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นในระดับร้อยละ 4-5 หากสถานการณ์สู้รบครั้งนี้ยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าการสู้รบที่ยืดเยื้อจะทำให้ความมั่นคงของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ หากมีการกล่าวโทษและกดดันอิหร่านว่าสนับสนุนกลุ่มฮะมาส ซึ่งอาจตามด้วยมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติม หรือการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุสที่เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของตะวันออกกลาง ก็จะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกที่อาจไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ที่ผ่านมา ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก เพราะเป็นภูมิภาคที่มีประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่แล้ว เพราะประเทศผู้ผลิตน้ำมัน หรือ OPEC เพิ่งจัดการประชุมไปเมื่อต้นตุลาคม 2566 และหลายประเทศยืนยันแผนการควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อพยุงราคาให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ ปัจจุบันแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญยังไม่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ดังนั้น แม้การสู้รบยืดเยื้อก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันโลกเพียงเล็กน้อย จนถึงตอนนี้ อิหร่านปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการวางแผนโจมตี หรือปฏิบัติการ Al-Aqsa Flood ของกลุ่มฮะมาส แม้จะเคยมีรายงานว่าอิหร่านให้การสนับสนุนความเคลื่อนไหวและอาวุธกับกลุ่มฮะมาสมาโดยตลอด…

ท่องเที่ยวปั่นป่วน เมื่อโลกรวนจนเดือด

ที่ผ่านมาราวสองเดือนก่อนไฟป่าที่ยาวนานเป็นสัปดาห์ได้สร้างความสูญเสียร้ายแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่ฮาวาย ต่อมาอุทกภัยครั้งใหญ่จากฝนตกหนักในลิเบียทั้งยังถูกซ้ำเติมจากเขื่อนแตก แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายให้ตุรกีไม่น้อยกว่าภัยพิบัติอื่น ๆ และคลื่นความร้อนในหลายประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียใต้ และโอเชียเนียที่เกิดขึ้นทุกปี

บทบาทของเลขาธิการสหประชาชาติกับโลกยุคใหม่

สหประชาชาติเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาสมัยสามัญครั้งที่ 78 หรือ การประชุม United Nations General Assembly (UNGA) ไปแล้วเมื่อกันยายน 2566 ภายใต้หัวข้อชื่อว่า “Rebuilding trust and reigniting global solidarity” หรือสาระสำคัญเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือและภราดรภาพของโลก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน การประชุม UNGA ครั้งที่ 78 นี้จัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาเหมือนเช่นทุกปี มีผู้แทนจาก 193 ประเทศเข้าร่วม และครั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า 1 ในบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นไม่แพ้ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ที่มาเข้าร่วม ก็คือ นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติชาวโปรตุเกส ที่เข้าร่วมการประชุมวาระสำคัญ ๆ และเรียกได้ว่าแสดงบทบาทได้ชัดเจนในฐานะการเป็นกระบอกเสียงให้ประเทศกำลังพัฒนา ที่เป็นสัดส่วนจำนวนมากในโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงหลากหลายรูปแบบ ทั้งสภาพอากาศแปรปรวนและโลกเดือด โรคระบาด และผลประทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ บทความนี้จึงอยากชวนทำความรู้จักและเข้าใจบทบาทของคุณแอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN คนปัจจุบันที่นับว่าเป็นบุคคลที่อยู่ท่ามกลางแรงกดดัน การเปลี่ยนผ่าน และความท้าทายอย่างแท้จริง แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส (António…

พัฒนาการ IPEF กับโอกาสของอเมริกาและภูมิภาค

ประเทศไทยเพิ่งเสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาในกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก หรือ Indo-Pacific Economic Framework ตัวย่อว่า IPEF ไปเมื่อ 10-16 กันยายน 2566 เรียกว่าการเจรจากรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก รอบกรุงเทพฯ โดยการเจรจาในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อสานต่อความพยายามของประเทศหุ้นส่วนในกรอบ IPEF ที่มุ่งหวังให้กรอบความร่วมมือนี้ตอบโจทย์และความต้องการร่วมกันของสมาชิก ก่อนที่จะผลักดันให้เป็นกรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการที่อาจมีมาตรฐานกำหนดไว้ให้สมาชิกต้องปฏิบัติร่วมกัน หรืออย่างน้อย ๆ ก็มีเป้าหมายร่วมกันด้านเศรษฐกิจและการค้ามากขึ้น หากสงสัยว่าทำไม…ไทยจึงต้องร่วมเจรจากับอีก 13 ประเทศที่เป็นหุ้นส่วนของ IPEF ด้วย!? …ก็เป็นเพราะว่าไทยเองก็เป็น 1 ในหุ้นส่วนของ IPEF ที่เริ่มเจรจากันมาตั้งแต่ปี 2565 เช่นกัน โดยที่ผ่านมา หุ้นส่วนของ IPEF ก็ทยอยกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อเจรจา สำหรับการเจรจาที่สำคัญ ๆ ก่อนหน้านี้ เช่น การเจรจารอบที่ 4 ที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้เมื่อ กรกฎาคม 2566 เพราะเป็นการเจรจาที่มีความคืบหน้าในการร่างเอกสารความร่วมมือในกรอบ IPEF ครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน พลังงานสะอาด และภาษีและการต่อต้านทุจริต…

จีนยังตามสหรัฐฯ ไม่ทันในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์

แผ่นซิลิคอนขนาดจิ๋วที่เรียกว่าเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป ซึ่งมอบพลังการประมวลผลให้กับอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่สมาร์ตโฟน ไปจนถึงรถยนต์ และระบบนำวิถีของขีปนาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง กลายมาเป็นน้ำมันดิบแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สหรัฐอเมริกาและจีนแย่งกันเป็นผู้ครอบครองตลาด ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่ครอบครองส่วนแบ่งการผลิตของอุตสาหกรรมชิปผ่านพันธมิตรที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก เพราะตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ก็เริ่มต้นในสหรัฐฯ ขณะที่เครื่องพิมพ์ชิปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความซับซ้อนสูงก็อยู่ในมือของพันธมิตรสหรัฐฯ เช่น ในเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่น ไปจนถึงการผลิตชิปในไต้หวันและเกาหลีใต้ ห่วงโซ่อุปทานอยู่ในมือสหรัฐฯ และพันธมิตร Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ผู้ผลิตชิปที่เป็นซับพลายเออร์ให้กับยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีอย่าง Apple, Qualcomm, NVIDIA และ Intel ถือส่วนแบ่งในตลาดชิปประสิทธิภาพสูงไปแล้วถึงมากกว่า 94% และถือส่วนแบ่งการผลิตชิปทั้งหมดเกินกว่าครึ่ง ขณะที่ ASML ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ชิป (Lithography Machine) ด้วยรังสีเอ็กซ์ตรีมอัลตราไวโอเลต (EUV) ที่ใช้ในการผลิตชิปขั้นสูง ก็แทบจะครองส่วนแบ่งในตลาดแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันทางเทคโนโลยีชิปที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายสหรัฐฯ พยายามทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นการพัฒนาชิปของจีน โดยกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ออกมาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิตชิปไปยังจีน ซึ่งพันธมิตรอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ก็พร้อมทำตาม ไม่เพียงเท่านั้น นับวันสหรัฐฯ และพันธมิตรก็พยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีจีนอยู่ในนั้นด้วย เริ่มตั้งแต่การย้ายฐานการผลิตออกไปนอกจีน…

4 องค์ประกอบในการพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน : รัฐร่วมมือ เอกชนร่วมแรง ประชาชนร่วมใจ

“เมือง” ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เป็นเมืองหลวง เมืองรอง เมืองท่องเที่ยว ก็มักจะประกอบด้วยกลุ่มคนหลายกลุ่มทั้งประชาชนวัยแรงงาน ผู้สูงวัย ผู้ประกอบการธุรกิจที่มีทุนสูง หรือธุรกิจพาณิชย์ขนาดเล็ก รวมถึงผู้มีอำนาจในการบริหาร เช่น ภาครัฐหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานการศึกษาที่รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองที่คอยแนะนำและเสนอแผนการพัฒนาเมืองในหลากหลาย แม้เมืองจะมีความซับซ้อน แต่หลักการพัฒนาเมืองนั้นประกอบด้วยการพัฒนา 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ ด้านสังคมและการเมือง ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยบทบาทหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนเมืองด้วย 2 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ และภาคเอกชนที่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอยู่แล้ว บทความนี้จะขอแยกแยะและพูดถึงการพัฒนาเมืองในแต่ละด้าน เริ่มจาก การพัฒนาด้านสังคมและการเมือง เป็นด้านแรกๆ ที่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในเมือง ครอบคลุมหลายด้าน โดยประชาชนทุกอาชีพและทุกวัยจะได้รับการบริการขั้นพื้นฐานจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น ด้านนี้ภาครัฐจะมีหน้าที่ในการปฏิบัติโดยประชาชนเป็นผู้รับผลพลอยได้ ทั้งนี้ ประชาชนต้องสร้างความร่วมมือหรือมีบทบาทในการสร้างสังคมให้น่าอยู่ มากกว่าเพียงหวังพึ่งการสนับสนุนของภาครัฐเพียงอย่างเดียว เนื่องจากกประชาชนหรือภาคเอกชนนี้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาสังคมเมือง ด้านที่สอง คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ แหล่งน้ำ การประปา ไฟฟ้า พลังงาน การคมนาคมขนส่งสินค้าและสัญญาณต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องพัฒนาเวนคืนที่ดิน สร้างถนน วางท่อประปา และอื่นๆ…