เปิดอุโมงค์ลงสู่โลกใต้ดิน

  รู้หรือไม่ว่าทั่วโลกมีอุโมงค์อยู่มากมายหลายแห่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางภูเขาที่ขวางกั้นลดระยะเวลาการเดินทาง การหลบภัยใต้ดิน เป็นสถานีทดลอง เป็นที่เก็บทรัพยากร ระบายน้ำ และเป็นที่เก็บน้ำ ในอดีต มนุษย์ยุคหินเก่า (10,000 ปีก่อนปัจจุบัน) อาศัยกันในอุโมงค์หรือถ้ำตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีมากพอในการขุดหรือเจาะภูเขาเพื่อสร้างอุโมงค์ที่ใหญ่หรือแข็งแรง เป็นการอาศัยอยู่ในถ้ำที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ การผังทลายของหิน หรือดินยุบเป็นหลุมขนาดใหญ่ ช่องโพรงเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยจนทำให้มนุษย์อยู่รอด ก่อนที่จะออกสู่ทุ่งกว้างเพื่อล่าสัตว์หรือทำเกษตรในยุคต่อมา จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค มนุษย์ยังคงต้องการความปลอดภัยจากที่อยู่อาศัยไม่ต่างจากถ้ำ แต่เปลี่ยนรูปแบบมาในลักษณะของห้อง เป็นความต้องการพื้นฐานของร่างกายที่จะพักผ่อนในพื้นที่ปิดล้อมปราศจากแสงเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จึงได้มีการก่อสร้างอาคารเกิดขึ้น โดยการระเบิดภูเขาทำคอนกรีต ย้ายหินและทรายมาประกอบกันเพื่อเป็นถ้ำแห่งใหญ่หลายชั้นที่เรียกว่าตึกสูงได้ มนุษย์ได้ย้ายออกมาจากอุโมงค์ได้สำเร็จ และได้ทิ้งอุโมงค์ร้างไว้จำนวนมากเพื่อใช้ชีวิตบนอากาศในตึกสูง แต่เมื่อโลกข้างบนไม่น่าอยู่อาศัย ปัญหามลภาวะรุนแรง ความเสียหายจากสงคราม ทำให้เราเริ่มสรรหาพื้นที่ปลอดภัยใต้ดินอีกครั้ง “อุโมงค์” กลับกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งผลิตอาหารปลูกพืชผักด้วยแสงจากหลอดไฟ เพื่อได้อาหารที่ปลอดสารพิษ และประหยัดพื้นที่ในการเพาะปลูก นอกจากเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ อุโมงค์ยังสามารถทำได้ใต้พื้นดินและกลายเป็นเส้นทางขนส่งอาหารได้ การคมนาคมขนส่งกับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างทวีปด้วย Hyperloop ใต้ดิน การพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมการก่อสร้างทำให้การขุดดินหรือสร้างอุโมงค์นั้นทำได้ง่ายขึ้น เช่น จีนสามารถสร้างอุโมงค์ 167 แห่ง ภายในเวลา 4 ปี เพื่อสร้างเส้นทางรถไฟ…

Startup Story

  วัยทำงานในยุคปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียว งานประจำจึงไม่ใช่ช่องทางเดียวของรายได้อีกต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนรายได้ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา ธุรกิจหลายอย่างเริ่มต้นจากงานที่เป็นรายได้เสริม และขยายเติบโตไปสู่การเป็นรายได้หลัก มีการจ้างงานและนำไปสู่การก่อตั้งเป็น Startup อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่ไม่ต้องการการลงทุนมาก เพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ก็สามารถสร้างช่องทางการติดต่อลูกค้า เพื่อมอบสินค้า บริการหรือประสบการณ์ให้กับตลาดได้อย่างรวดเร็ว คำว่า “Startup” เริ่มต้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2555 เป็นช่วงที่การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป  เนื่องจากการเติบโตที่รวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจหน้าใหม่ได้นำเสนอแนวคิดในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เป็นการเปิดตลาดให้กว้างขวางมากขึ้น เจ้าของกิจการรุ่นใหม่ต่างหลั่งไหลเข้าสู่เมืองที่มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานสูง ทั้งธุรกรรมทางด้านการเงิน การคมนาคม และกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ธุรกิจเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้แรงบันดาลใจในการทำงาน เหล่าคน Gen Z ที่เกิดในช่วงปี 2538 – 2552 จะมองหาแนวคิดของการทำงาน หรือรูปแบบบริษัทที่ตรงกับความสนใจของตนเอง เพื่อที่จะหาประสบการณ์และแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการทำงานในลักษณะของ “partner” มากกว่าที่จะเป็น “ลูกน้อง” ที่ทำตามคำสั่งของเจ้านาย และด้วยจำนวนตัวเลือกแหล่งงานที่มีอยู่อย่างมากมาย กับความต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการเองของคนรุ่นใหม่ ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องเผชิญกับการลาออกและต้องฝึกคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการเติบโตของกิจการ ในทางกลับกัน การตั้งธุรกิจออนไลน์ในหัวเมืองรอง กลับมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะทางเลือกการแข่งขันที่น้อยกว่า ทำให้อัตราการย้ายงานต่ำกว่า สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและค่าครองชีพที่ไม่สูงเท่าเมืองหลวง จึงไม่กดดันให้พนักงานต้องเปลี่ยนงานเพื่อเพิ่มระดับรายได้…

ปรากฏการณ์ธนาคารทยอยล้ม จะจุดชนวนซ้ำรอย Lehman Brothers หรือไม่?

ห้วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมาประเด็นธนาคารหลายแห่ง อาทิ Silicon Valley Bank (SVB), First Republic Bank (FRB), รวมถึงกรณีที่เกิดกับ Credit Suisse Bank (CS) ต่างพากันเผยสัญญาณล้มละลายออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ตลาดทุนและสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรุนแรงทั่วโลก กระทบดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ รวมถึง SET Index ของไทยที่มักได้รับการขนานนามจากนักลงทุนว่าเป็นดัชนีที่มีพฤติกรรมสวนทางกับตลาดโลกก็ยังปิดราคาติดลบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน โดยร่วงลงไปกว่าร้อยละ 5 ณ วันที่ 14 มีนาคม 2566 สะท้อนถึงความหวาดกลัวของนักลงทุนในตลาดว่าอาจจะเกิดวิกฤตการณ์ซ้ำรอยกรณี Lehman Brothers ล้มละลายเมื่อปี 2551 ขึ้นมาจริงๆ ประเด็นนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนเป็นอย่างแรก คือ รูปแบบและลักษณะของวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธนาคาร Lehman Brothers เมื่อห้วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และกรณีล้มละลายที่เกิดขึ้นกับธนาคารระดับภูมิภาคอย่าง SVB และระดับโลกอย่าง CS นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…

ก้าวต่อไปของ AUKUS

ความคืบหน้าล่าสุดของกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง 3 ฝ่าย ระหว่างออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ที่มีการหารือของผู้นำทั้ง 3 ประเทศเมื่อ 13 มีนาคม 2566 ที่เมืองซานดิเอโก สหรัฐฯ ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า ต่อจากนี้ สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้ขายเรือดำน้ำให้ออสเตรเลียจำนวน 5 ลำแรก โดยเป็นเรือดำน้ำชั้น Virginia ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ขับเคลื่อน

Cynicism กับภาวะหมดไฟจากการทำงาน

ภาวะหมดไฟจากการทำงาน หรือที่เรารู้จักกันผ่านคำว่า Burnout เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลกในยุคปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจจากต่างประเทศที่น่าสนใจว่า ตอนนี้กลุ่มคนทำงานทุกช่วงวัยกำลังเผชิญภาวะหมดไฟในการทำงานสูงขึ้นอย่างมาก แม้จะหมดยุคการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่เป็นปัจจัยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานมาแล้ว และไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ วัยทำงานตอนต้น หรือ Gen Y เท่านั้นที่รู้สึกหมดไฟในการทำงาน แต่คนรุ่นใหญ่อย่าง Gen X ก็กำลังเหนื่อยล้าและเผชิญภาวะ Burnout ไม่แพ้กัน ปัญหาหมดไฟในการทำงานถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับนานาชาติ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกิจกรรมในมิติต่าง ๆ ของโลก และที่สำคัญ คือ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับมนุษย์เราโดยตรง ทำให้วงการทำงานและสาธารณสุขจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) ตระหนักถึงปัญหานี้และเริ่มเพิ่มความจริงจังในการแก้ไขเรื่องนี้ด้วยวิธีการด้านสาธารณสุข คือ จัดให้ภาวะหมดไฟจากการทำงานเป็น International Classification of Diseases หรือ ICD เพื่อให้วงการแพทย์มีการวินิจฉัยปัญหานี้อย่างจริงจัง แม้ว่าจะยังไม่นับเป็นความเจ็บป่วยทางจิตเวชก็ตาม สำหรับผลการวินิจฉัยในตอนนี้ อธิบายภาวะหมดไฟจากการทำงานว่าเป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีอาการหลัก ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย รู้สึกต่อต้านและมองงานตัวเองในแง่ลบ ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ห่างเหินจากผู้อื่น และขาดความผูกพันกับที่ทำงาน…

ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่างฮอนดูรัสกับจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกันถ้วนหน้าเมื่อ 15 มีนาคม 2566 เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไประหว่างฮอนดูรัสกับจีน เนื่องจากประธานาธิบดี Xiomara Castro ผู้นำฮอนดูรัสออกมาประกาศผ่านทวิตเตอร์ว่าต้องการจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีน โดยได้สั่งการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฮอนดูรัสดำเนินการเรื่องนี้ทันที …ท่าทีนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ฮอนดูรัสเป็นหนึ่งใน 14 ประเทศทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ดังนั้น การที่ฮอนดูรัสจะริเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีนครั้งนี้ อาจเท่ากับว่าต้องตัดความสัมพันธ์กับไต้หวันไปโดยทันที ข่าวว่าไต้หวันพยายามติดต่อฮอนดูรัสทันทีเพื่อให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมกับเตือนมิตรประเทศให้ทบทวนดี ๆ และระวังการติด “กับดัก” ของจีน เพราะในระยะหลัง จำนวนประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันลดน้อยลงทุกที และครั้งนี้จะเป็นอีก 1 ประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางที่เปลี่ยนท่าทีไป หลังจากที่นิการากัวยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันไปเมื่อปี 2564 อย่างไรก็ตาม ฮอนดูรัสเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้แล้วว่าอาจจะยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน เพื่อเริ่มใหม่กับจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจ แต่เมื่อปี 2565 ฮอนดูรัสก็ยังบอกว่าอยากจะรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวันไว้ด้วย สำหรับท่าทีของนักการเมืองฮอนดูรัสบางส่วนก็ยังไม่เห็นด้วยกับการยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน เพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างฮอนดูรัสกับสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ตัวจริงในปัจจุบัน เพราะสหรัฐฯน่าจะอยากให้ฮอนดูรัสรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวันไว้ และไม่หันไปใกล้ชิดกับจีนที่สหรัฐฯ เชื่อว่าพยายามขยายอิทธิพลในละตินอเมริกามากขึ้น ทำไมฮอนดูรัสตัดสินใจเปลี่ยนความสัมพันธ์กับจีนในตอนนี้ ? คำตอบอาจจะเป็นเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ มีสัญญาณว่าฮอนดูรัสติดต่อกับจีนใกล้ชิดมากขึ้นตั้งแต่เมื่อ 1 มกราคม 2566 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฮอนดูรัสไปพบกับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ที่บราซิล…

สหรัฐฯ กลับมาพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกแล้ว?

  วิกฤตการณ์ธนาคารระดับภูมิภาคในสหรัฐฯ อย่าง Silicon Valley Bank (SVB) กับ First Republic Bank (FRB) และระดับโลกอย่าง Credit Suisse (CS) ล้มละลายอย่างกะทันหันจากปัญหาสภาพคล่องเมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดเมื่อทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์ต่างประกาศเข้าอุ้มธนาคารดังกล่าวด้วยการอัดฉีดเงินปริมาณมากกว่า 100,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ[1] เข้าสู่ระบบเพื่อป้องกันปรากฏการณ์โดมิโนในกลุ่มธุรกิจธนาคาร นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากท่าทีของธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) ที่ตัดสินใจดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ตามแผนเดิม พร้อมยืนยันว่า ECB จะยังไม่ยุติภารกิจลดเงินเฟ้อ และจะรักษาเพดานของอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น สะท้อนว่ากรณี CS ขาดสภาพคล่องห้วงที่ผ่านมาไม่ได้กระทบถึงจุดยืนทางการคลังของสหภาพยุโรปเลย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการบ่งชี้ว่าภาคธนาคารยังคงแข็งแกร่ง และยังไม่มีแนวโน้มที่จะล้มลงง่ายๆแบบที่เป็นกระแสมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้น และกำลังกลายเป็นกระแสในกลุ่มนักลงทุนห้วงสัปดาห์นี้ คือ กรณีตัวเลขภายในงบดุล (Balance sheet) ของ Fed ได้ปรับตัวทะยานขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 300,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ[2] จากการอัดฉีดเงินกู้ชะลอวิกฤติ (Crisis lending) เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังจะตกอยู่ในภาวะล้มละลาย โดย…

ที่มาและความท้าทายในการปรับความสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย-อิหร่าน

มีข่าวดีมาฝาก!! เมื่อมหาอำนาจแห่งภูมิภาคตะวันออกกลางส่งสัญญาณว่าจะ “คืนดีกัน” เมื่อ 10 มีนาคม 2566 ทำให้ทั่วโลกตื่นเต้นและจับตามองความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้อย่างใกล้ชิด มหาอำนาจที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ ฝั่งหนึ่งคือ “ซาอุดีอาระเบีย” ผู้นำด้านเศรษฐกิจและโลกมุสลิมนิกายซุนนี ประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันและมีบทบาทการทูตโดดเด่นในประชาคมระหว่างประเทศเมื่อปี 2565

วิกฤตธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ล้ม จะสร้างความเสียหายในวงกว้างแค่ไหน?

ปูมหลังเกี่ยวกับธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) SVB นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2526 เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 16 ในสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีสินทรัพย์ในการครอบครองทั้งหมดราว 200,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ  โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ธนาคารดังกล่าวนี้เสนอขายต่อนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ (business loan) รูปแบบต่างๆ อาทิ เงินกู้สำหรับการเข้าซื้อกิจการ และบริการจัดการสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ SVB นั้นเป็นที่โด่งดังในกลุ่มนักลงทุนจำนวนมาก เป็นเพราะธนาคารแห่งนี้เป็นสถาบันการเงินแห่งเดียวที่มีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพ และบริษัทด้านเทคโนโลยีจากชุมชน Silicon Valley เช่น Roblox, Quotient, Circle, Rocket Lab USA และ Roku[1] SVB ล้มได้อย่างไร? ก่อนจะไปถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สั่งปิด SVB เมื่อ 10 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น ต้องอธิบายเป็นพื้นฐานก่อนว่าธุรกิจประเภทธนาคารนั้นมีวิธีการทำกำไรและสร้างการเติบโตอยู่ไม่กี่รูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการปล่อยกู้โดยคาดหวังดอกเบี้ยจากผู้กู้แต่ละราย และในกรณีของ SVB ผู้กู้ส่วนใหญ่นั้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีจาก Silicon…

วิวาห์เปอรานากัน ในมิติ LGBTQ และมุมมองทางด้านกฎหมายไทย

เปอรานากัน และ”บาบ๋า” และ “ย่าหยา” เป็นคําถูกใช้เรียกลูกหลานชาวจีนเลือดผสมที่ถือกําเนิด และอาศัยอยู่ ณ ดินแดนคาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติอื่น ๆ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ คาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย ทําให้ก่อกําเนิดเปอรานากันที่มีสายเลือดลูกผสมระหว่างชนพื้นเมืองเดิมกับชาวต่างชาติมากมาย ดังนั้นจึงสามารถแบ่งชาวเปอรานากันตามเชื้อชาติผสมได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวจีนเปอรานากัน (Peranakan Chinese) กลุ่มชาวอาหรับเปอรานากัน (Peranakan Arabs) กลุ่มชาวดัชต์เปอรานากัน(Peranakan Dutch) และกลุ่มชาวอินเดียเปอรานากัน (Peranakan Indians) แต่ด้วยกลุ่มชาวจีนเปอรานากันเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และมีบทบาทสําคัญในสังคม ทําให้คําว่า “เปอนารากัน” มักถูกใช้อ้างถึงเฉพาะกลุ่มชาวจีนเปอรานากันเท่านั้น นอกจากนี้ ชาวเปอรานากันแม้จะมีเชื้อสายมลายู แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่นับถือลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ และศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในส่วนนี้ก็จะนับถือเถรวาทควบคู่ไปกับความเชื่อดั้งเดิมที่นับถือ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยาม “บาบ๋า” และ “ย่าหยา” ว่า “เรียกชายที่เป็นลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดในมลายูและอินโดนีเซีย ว่า บ้าบ๋า, คู่กับ…