มหา’ลัยเหมืองแร่ กับความโรแมนซ์ของแรงงานชนชั้นกลาง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีโอกาสได้ชมหนังเรื่อง มหา’ลัย เหมืองแร่ ที่ดำเนินเรื่องด้วยตัวพระเอก “อาจินต์” นิสิตชาย ชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ที่โดนรีไทร์ ทำให้จับพลัดจับผลูไปทำงานไกลถึง “เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง” อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา เหมืองแร่ดีบุกในยุคเฟืองฟู พูดได้ว่าบทหนังได้สื่อให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่และลักษณะภูมิสังคมของชาวบ้านในยุคก่อน รวมไปถึงการทำงานใช้แรงงานเป็น “กรรมกรเหมืองแร่” ของผู้คนที่ต้องกินอยู่กับเหมืองแร่และเรือขุด ที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ในแง่ผลตอบรับด้านรายได้ แม้ว่า มหา’ลัย เหมืองแร่ จะเป็นหนังที่ล้มเหลว ทำรายได้เพียง 30 ล้านบาท โดยต้นทุนการสร้างหนังอยู่ราว ๆ 70 ล้านบาท แต่หนังกลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม ในปีนั้น มหา’ลัย เหมืองแร่กวาดรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 ไปได้ถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะสาขาหลักอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม จากการถ่ายทอดเรื่องราวที่ชัดเจนและเป็นกันเอง ฉายภาพชีวิตของชาวเหมืองแร่ที่ขายแรง หาเช้ากินค่ำ และความผูกพันหลายระดับตั้งแต่นายงานจนถึงลูกจ้างรายวัน พร้อมปรัชญาชีวิตของท้องถิ่น ซึ่งมหา’ลัย เหมืองแร่…

วิเคราะห์ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จากถ้อยแถลงของ Jerome Powell 7-8 มีนาคม 2566

จากถ้อยแถลงของ Jerome Powell ในฐานะประธานธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯ (Fed) ต่อสภาคองเกรส เมื่อวันอังคารและพุธที่ 7-8 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่น่าสนใจและเป็นสัญญาณที่แวดวงการลงทุนควรจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะพัฒนาการดังกล่าวนี้น่าจะส่งผลอย่างมากต่อความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงในตลาด อาทิ ดัชนี Dow Jones, S&P500, แร่โลหะมีค่า (precious metals), Cryptocurrencies รวมถึง ดัชนี SET Index ของไทยอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคม 2566 นี้ หรืออย่างน้อยก็จนกว่าการประชุม FOMC Meeting ประจำเดือนในห้วง 21-22 มีนาคม 2566 จะผ่านพ้นไป เนื่องจาก Fed จะประกาศการตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วยความรุนแรงเพียงร้อยละ 0.25 หรือเพิ่มเป็น 0.50 พร้อมกับเผยแนวทางที่ชัดเจนขึ้นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการชะลอหรือยุติการขึ้นดอกเบี้ย สำหรับสิ่งที่ Jerome Powell กล่าวนั้น ประโยคสำคัญที่สุดเลยอยู่ที่ “The latest economic data have…

เศรษฐกิจจีนปี 2566 ยังเป็นที่หมายปองของนักลงทุนหรือไม่

จีนเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลกมาตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่ที่เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำจีนคนหนึ่งในยุคสงครามเย็นพยายามจะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจให้นักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุน และจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็มีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากไทยอย่างเครือ Charoen Pokphand (CP) เข้าไปริเริ่มค้าขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เปิดโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ และห้างสรรพสินค้า โดยไม่นานหลังจากที่เครือ CP เข้าไปลงทุน รัฐบาลจีนในสมัยประธานาธิบดี Jiang Zemin ก็ประกาศนโยบายที่จะนำพาประเทศบูรณาการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการผ่านการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization -WTO) ในห้วงปลายปี 2544 กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจจีนจึงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในระยะเวลาเพียง 2 ทศวรรษ จากเดิมที่มีขนาดเพียงร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของทุกประเทศทั่วโลก (global GDP) มาเป็นเกือบร้อยละ 20 ภายในปี 2563 อีกทั้งยังมีสถิติการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 4 คิดเป็น 9 เท่าจากสถิติเดิมในปี 2544  กลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนารวมมากกว่า 120 ประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไต้หวัน และรัสเซีย[1] หากจะถามว่าแล้วปัจจัยใดที่ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่ง…

“มนุษย์เป็ด” จะกลายเป็นทักษะที่จำเป็นของแรงงานไทยในอนาคตได้อย่างไร?

โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดวิกฤติโควิด-19 คนที่พร้อมในยุคนี้ต้องเป็นคนที่มีความคล่องตัวและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพของตนเองได้ทุกเวลา… ทำให้มีการเกิดขึ้นของกลุ่มคนที่เรียกว่า “มนุษย์เป็ด (Multipotentiality)” ซึ่งคำว่า ‘Multipotentiality’ เป็นคำที่นักจิตวิทยาใช้มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายพฤติกรรมของคนที่มีความสนใจและความสามารถหลายอย่าง หรือที่ชอบพูดกันว่า ‘Jack of all trades, master of none’ ……..จริงๆ แล้ว แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมหลากความสนใจนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยนักประวัติศาสตร์จะเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า ‘Polymath’ อย่างเช่น Aristotle ที่เป็นทั้งนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ หรือ Galileo Galilei ที่ได้รับขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่ บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ และบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ โดยถือเป็นคำเรียกของบุคคลที่มีความสามารถที่หลากหลาย แต่มักจะไม่ได้เชี่ยวชาญอย่างที่สุดในความสามารถนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วคนที่โดดเด่นกว่าคนอื่น   มักจะเป็นคนที่มีความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะทางใดทางหนึ่ง  ซึ่งเรามักจะได้ยินคนพูดอยู่เสมอว่าให้ฝึกทักษะอะไรบางอย่างให้เชี่ยวชาญโดยยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญในสมัยก่อนอาจมีความสำคัญเพราะเก่งในเรื่องที่ทำเพียงอย่างเดียว  ซึ่งอาจเพียงพอต่อการประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ แต่ในยุคปัจจุบันวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เราต้องเรียนรู้มากกว่าเดิม ……..โดยปกติแล้วคนหนึ่งคนมักจะมีพรสวรรค์เพียงไม่กี่อย่างและมักจะมีพรสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทำได้ดีเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคำนิยามเหล่านี้จะถูกเสมอไป เราอาจจะสามารถนิยามคนที่มีความสามารถของการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ได้มากมายแต่อาจจะไม่สุดทาง ให้นับว่าเป็นอีกหนึ่งพรสวรรค์ที่แตกต่างจากรูปแบบแรกได้เช่นกัน และคนเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า ‘มนุษย์เป็ด’ ความสามารถที่รู้ได้รอบด้านก็จะถูกผลักดันให้เฉิดฉายขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่เราเติบโตในหน้าที่การงานไปถึงจุดหนึ่งแล้ว เราอาจจะต้องเปลี่ยนจากการเป็นเป็ดที่รู้หลายอย่าง ไปสู่การเป็นเป็ดที่สามารถบริหารในหลายเรื่องได้แทน การคาดการณ์ของ…

สาเหตุเหนือธรรมชาติ…ของการสูญพันธุ์ครั้งใหม่

  ปัจจุบันพูดได้ไม่ผิดว่าเราอยู่ในยุคที่มนุษย์ครองโลก แต่ก่อนที่เราจะได้เป็นใหญ่ในหมู่สรรพสัตว์แบบทุกวันนี้ สิ่งมีชีวิตได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาหลายครั้ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญต่อการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตคงไม่พ้น “การสูญพันธุ์” ทุกครั้งที่มีการสูญพันธุ์ จะเป็นการสิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์เป็นจำนวนมาก แต่นั่นทำให้สายพันธุ์อื่น ๆ ได้มีโอกาสที่จะวิวัฒนาการต่อในโลกแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม จนถึงตอนนี้ โลกได้ผ่านการสูญพันธุ์ใหญ่มาแล้ว 5 ครั้ง และกำลังเข้าสู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 โดยเร็วอย่างคาดไม่ถึง ก่อนอื่น ขอเล่าย้อนไปถึงการสูญพันธุ์ครั้งที่ผ่าน ๆ มาเพื่อเปรียบเทียบดูว่าเกิดจากอะไรและจะมีสัญญาณอะไรถึงการสูญพันธ์ุครั้งต่อไปได้บ้าง สำหรับการสูญพันธุ์ครั้งที่ 1 ในยุคออร์โดวิเชี่ยน-ไซลูเรียน (Ordovician-Silurian Extinction) เมื่อประมาณ 444 ล้านปีก่อน มีสิ่งมีชีวิตมากกว่าร้อยละ 85 ของสายพันธุ์ทั้งหมด ที่สูญสิ้นไปจากการเกิดยุคน้ำแข็งอย่างฉับพลันจนอากาศแปรปรวนยากต่อการดำรงชีวิต ครั้งที่ 2 ในปลายยุคดีโวเนียน (Late Devonian Extinction) หลังจากการสูญพันธุ์ครั้งที่ 1 ประมาณ 80 ล้านปีเมื่อจำนวนสัตว์ลดลง แต่พืชบกกลับวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องทำให้แร่ธาตุในแผ่นดินและอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตที่เพิ่งเริ่มอาศัยอยู่บนบกต้องสูญพันธุ์ไปร้อยละ 80 ของสายพันธุ์ทั้งหมดในยุคนั้น ครั้งที่ 3 เป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นเมื่อ 252 ล้านปีก่อนในยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก…

Ecovillage ชุมชนเปลี่ยนโลก

  Ecovillage หรือชุมชนนิเวศ เป็นรูปแบบชุมชนที่มีมาตั้งแต่ปี 2521 เริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาบนพื้นที่ 378 เอเคอร์ มี 70 ครัวเรือน โดยตั้งขึ้นมาพร้อมแนวคิดที่จะลดการใช้ทรัพยากรจากภายนอกให้น้อยที่สุด พึ่งพาตนเองทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และน้ำ จนทำให้เกิดรูปแบบชีวิตที่เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ดังนั้น รูปแบบชีวิตของคนในชุมชน Ecovillage จึงใกล้เคียงกับสังคมเกษตรกรรมในอดีต ที่ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค ไม่ใช่การทำการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อตอบสนองระบบอุตสาหกรรม และเพื่อให้ได้อาหารที่ปลอดภัย ดินและน้ำที่ใช้ในการเกษตรจะต้องไม่มีสารเคมีเจือปน ทำให้การรักษาแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นของวิถีชีวิต เมื่อชีวิตต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องรักษาดินที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำสะอาดที่มีปริมาณมากเพียงพอต่อคนในชุมชน และแหล่งทรัพยากรพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ตั้ง (Location) ของชุมชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญของ Ecovillage เสมือนการตั้งถิ่นฐานของคนในอดีต ที่เลือกที่ตั้งหมู่บ้านหรือเมืองจากพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ทุกคนในชุมชนประกอบอาชีพใกล้เคียงกันที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ และเมื่อชุมชนค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น เกิดการแบ่งหน้าที่และแบ่งเขตกันอย่างชัดเจน ความแตกต่างในบทบาทหน้าที่นั้นเองที่ทำให้พฤติกรรมความเป็นชุมชนลดลง คือ คนแต่ละกลุ่มจะให้ความสนใจและมีเป้าหมายในการดำรงอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน ภาพรวมในการอยู่ร่วมกันด้วยบริบทเดียวกันค่อยๆ เลือนราง กลายเป็นภาพชีวิตของตัวบุคคลที่จะต้องเอาตัวรอดในสภาวะที่ทรัพยากรเดิมเริ่มไม่เพียงพอต่อขนาดชุมชนที่ขยายใหญ่ขึ้น ต้องมีการนำเข้าทรัพยากรจากภายนอกเข้ามา และถือเป็นจุดจบของการพึ่งตนเองในชุมชน การกลับมาของแนวคิด Global Ecovillage Network นั้นเป็นเครือข่ายระดับโลก มีจำนวนสมาชิกไม่ต่ำกว่า…

การบริหารจัดการความมั่นคง : กรณีผู้นำสหรัฐฯ เยือนยูเครน

กลายเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ที่โลกได้เห็นภาพประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐอเมริกาไปเยือนยูเครน โดยเป็นการเดินทางไปกรุงเคียฟครั้งแรกตั้งแต่มีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน และเป็นครั้งที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้จะครบรอบ 1 ปีที่รัสเซียปฏิบัติการทางการทหารในยูเครน แถมยังเป็นการเยือนที่ตรงกับ “Presidents’ Day” หรือวันประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมีขึ้นเพียง 1 วันก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีรัสเซียจะแถลงต่อสภาด้วย!!!

Defence Diplomacy: เครื่องมือทางการทูตเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ

ท่ามกลางความข้ดแย้งและแข่งขันของหลากตัวแสดงบนเวทีโลก ทั้งในกรณีการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองในเมียนมา ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คำอธิบายด้านรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาการระหว่างประเทศได้รับความสนใจจากสาธารณชนเพิ่มขึ้น เพื่อทำความเข้าใจและมุ่งหาทางออกจากสถานการณ์ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยมอง “การทูต” ในมิติที่กว้างกว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์ “ประเด็นอะไร” (What) และ “อย่างไร” (How) ทำให้เราเห็นการทูตที่มีคำคุณศัพท์ เช่น การทูตเชิงวัฒนธรรม (cultural diplomacy) การทูตวิทยาศาสตร์ (science diplomacy) การทูตเชิงเงียบ (quiet diplomacy) การทูตโดยฝ่ายทหาร (defence diplomacy) เป็นต้น ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา เครื่องมือทางการทูตถูกนำมาอธิบายปรากฏการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงต่างๆ ในเวทีโลก สำหรับคำว่า Defence Diplomacy พบว่ามีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า การทูตโดยฝ่ายทหารและการทูตเชิงป้องกัน ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงการทูตเชิงป้องกันจะไปพ้องกับกรอบคิด preventive diplomacy จึงเลือกใช้คำว่า การทูตโดยฝ่ายทหารในบทความนี้ แนวคิด การทูตโดยฝ่ายทหาร เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น โดยสหราชอาณาจักรพยายามส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว เพื่อรักษาสันติภาพ โดยประเทศอื่นๆ ตอบรับและนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการทูตโดยฝ่ายทหารเป็นความพยายามของรัฐ ในการใช้เครื่องมือและขีดความสามารถทางการทหารเพื่อรักษาสันติภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง…

วิเคราะห์กระแสหุ้นกู้

ในช่วงเวลาที่นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา(Fed) จะใช้ไม้แข็งในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate) ไว้ที่เพดาน 5-6% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จนสถานการณ์เศรษฐกิจอาจบานปลายไปสู่ภาวะถดถอย (recession) ภายในสิ้นปี 2567 ได้ ก็เป็นธรรมดาที่บริษัทเอกชนหลายๆแห่งจะพยายามดันผลิตภัณฑ์ทางการเงินความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนระหว่าง 3-5% หรือ 6-8% ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างเช่น ตราสารหนี้/หุ้นกู้ (corporate bonds) ออกมาสู่ตลาด เพื่อระดมเงินทุนและกระแสเงินสดไปใช้ต่อยอดขยายธุรกิจ แทนการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันทางการเงินที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า ซึ่งการจะซื้อหุ้นกู้ในปัจจุบันนั้นก็ง่ายแสนง่าย ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆที่มีสถานะเป็นตัวกลางในการซื้อขายหรือติดต่อที่ตัวแทนออนไลน์  จนหลายๆครั้งหุ้นกู้ที่ถูกดันออกมาขายนั้นถูกซื้อไปจนหมดภายในไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงแรกที่เปิดลงทะเบียน แต่ขึ้นชื่อว่า “หุ้นกู้” ผลิตภัณฑ์การเงินความเสี่ยงต่ำ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงไปเสียทีเดียว เพราะก็มีหลายกรณีอยู่เหมือนกันที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ท่าทางมีความน่าเชื่อถือ กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่า 5% แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อถึงเวลากลับไม่มีขีดความสามารถในการจ่ายเงินคืน กลายเป็นคดีความผิดนัดชำระหนี้ (debt default) ไปถึงในชั้นศาล จนนักลงทุนต่างเกิดอาการหวาดเสียวไปตามๆกัน เพราะต้องรอบริษัทเหล่านั้นไปหาแหล่งเงินกู้จากนอกประเทศมาจ่ายคืน ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำพวกความเสี่ยงต่ำที่โฆษณาประชาสัมพันธ์กันอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่จะเสี่ยงต่ำระดับร้อยละ 0 (Risk-Free) เสมอไป หากผู้ลงทุนไม่ได้ติดตามหรือศึกษาพื้นเพรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย และแนวทางในการจัดการบริหารความเสี่ยงให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยประเด็นแรกที่อยากจะให้ตระหนักกันไว้เหนือสิ่งอื่นใดเลย…

วิเคราะห์เศรษฐกิจยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

คงจะกล่าวได้อย่างเต็มปากไม่ยากแล้วว่าปี 2565 ที่ผ่านมานี้ คือ จุดเริ่มต้นของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอีกครั้ง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Fed policy rate) ที่กำลังจะทะยานขึ้นไปสู่ระดับ 5% ภายในปี 2566 เนื่องจากตัวเลขการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังไม่กลับไปสู่จุดที่ Fed มองว่าเป็นระยะปลอดภัย อีกทั้งหากพิจารณาจากสุนทรพจน์ของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ก็ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปจนถึงกลางปี 2566 และตรึงระดับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเอาไว้ประมาณ 1-2 ปี จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาที่ระดับ 2-4% หากจะให้อธิบายเกี่ยวกับนิยามของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างง่ายนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องต่ำ (low liquidity) ตั้งแต่รายย่อยอย่างประชาชนรายครัวเรือนจะเริ่มใช้จ่ายน้อยลง เก็บออมเงินมากขึ้นจากการที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีอัตราสูงขึ้น บางธนาคารเริ่มปรับดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายใหญ่อย่างนักลงทุนระดับสถาบัน และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หลายๆแห่งเองก็จะชะลอการลงทุนลง เพราะการกู้เงินมาขยายธุรกิจในขณะนี้มีภาระด้านดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น กล่าวคือ ภาพรวมของตลาดขณะนี้กำลังเข้าสู่จุดที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการถือเงินสด (โดยเฉพาะบางสกุลเงิน) เอาไว้เฉยๆมีโอกาสจะได้ผลกำไรงอกเงยมากกว่าการนำไปจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน เมื่อพิจารณาเอาจากห้วงที่ผ่านมานี้ นอกจากการฝากหรือแลกเงินสดเป็นสกุลเงินต่างประเทศเพื่อพักเงินจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว สินทรัพย์ที่ดูจะได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติและรัฐบาลในหลายประเทศ คงหนีไม่พ้นกลุ่มโลหะมีค่า (precious…