Defence Diplomacy: เครื่องมือทางการทูตเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ

ท่ามกลางความข้ดแย้งและแข่งขันของหลากตัวแสดงบนเวทีโลก ทั้งในกรณีการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองในเมียนมา ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คำอธิบายด้านรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาการระหว่างประเทศได้รับความสนใจจากสาธารณชนเพิ่มขึ้น เพื่อทำความเข้าใจและมุ่งหาทางออกจากสถานการณ์ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ โดยมอง “การทูต” ในมิติที่กว้างกว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์ “ประเด็นอะไร” (What) และ “อย่างไร” (How) ทำให้เราเห็นการทูตที่มีคำคุณศัพท์ เช่น การทูตเชิงวัฒนธรรม (cultural diplomacy) การทูตวิทยาศาสตร์ (science diplomacy) การทูตเชิงเงียบ (quiet diplomacy) การทูตโดยฝ่ายทหาร (defence diplomacy) เป็นต้น ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา เครื่องมือทางการทูตถูกนำมาอธิบายปรากฏการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงต่างๆ ในเวทีโลก สำหรับคำว่า Defence Diplomacy พบว่ามีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า การทูตโดยฝ่ายทหารและการทูตเชิงป้องกัน ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงการทูตเชิงป้องกันจะไปพ้องกับกรอบคิด preventive diplomacy จึงเลือกใช้คำว่า การทูตโดยฝ่ายทหารในบทความนี้ แนวคิด การทูตโดยฝ่ายทหาร เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น โดยสหราชอาณาจักรพยายามส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว เพื่อรักษาสันติภาพ โดยประเทศอื่นๆ ตอบรับและนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการทูตโดยฝ่ายทหารเป็นความพยายามของรัฐ ในการใช้เครื่องมือและขีดความสามารถทางการทหารเพื่อรักษาสันติภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง…

วิเคราะห์กระแสหุ้นกู้

ในช่วงเวลาที่นักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา(Fed) จะใช้ไม้แข็งในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy rate) ไว้ที่เพดาน 5-6% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จนสถานการณ์เศรษฐกิจอาจบานปลายไปสู่ภาวะถดถอย (recession) ภายในสิ้นปี 2567 ได้ ก็เป็นธรรมดาที่บริษัทเอกชนหลายๆแห่งจะพยายามดันผลิตภัณฑ์ทางการเงินความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนระหว่าง 3-5% หรือ 6-8% ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างเช่น ตราสารหนี้/หุ้นกู้ (corporate bonds) ออกมาสู่ตลาด เพื่อระดมเงินทุนและกระแสเงินสดไปใช้ต่อยอดขยายธุรกิจ แทนการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันทางการเงินที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า ซึ่งการจะซื้อหุ้นกู้ในปัจจุบันนั้นก็ง่ายแสนง่าย ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆที่มีสถานะเป็นตัวกลางในการซื้อขายหรือติดต่อที่ตัวแทนออนไลน์  จนหลายๆครั้งหุ้นกู้ที่ถูกดันออกมาขายนั้นถูกซื้อไปจนหมดภายในไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงแรกที่เปิดลงทะเบียน แต่ขึ้นชื่อว่า “หุ้นกู้” ผลิตภัณฑ์การเงินความเสี่ยงต่ำ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงไปเสียทีเดียว เพราะก็มีหลายกรณีอยู่เหมือนกันที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ท่าทางมีความน่าเชื่อถือ กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่า 5% แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อถึงเวลากลับไม่มีขีดความสามารถในการจ่ายเงินคืน กลายเป็นคดีความผิดนัดชำระหนี้ (debt default) ไปถึงในชั้นศาล จนนักลงทุนต่างเกิดอาการหวาดเสียวไปตามๆกัน เพราะต้องรอบริษัทเหล่านั้นไปหาแหล่งเงินกู้จากนอกประเทศมาจ่ายคืน ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำพวกความเสี่ยงต่ำที่โฆษณาประชาสัมพันธ์กันอยู่ทุกวันนี้ จึงไม่ใช่จะเสี่ยงต่ำระดับร้อยละ 0 (Risk-Free) เสมอไป หากผู้ลงทุนไม่ได้ติดตามหรือศึกษาพื้นเพรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย และแนวทางในการจัดการบริหารความเสี่ยงให้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยประเด็นแรกที่อยากจะให้ตระหนักกันไว้เหนือสิ่งอื่นใดเลย…

วิเคราะห์เศรษฐกิจยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

คงจะกล่าวได้อย่างเต็มปากไม่ยากแล้วว่าปี 2565 ที่ผ่านมานี้ คือ จุดเริ่มต้นของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอีกครั้ง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Fed policy rate) ที่กำลังจะทะยานขึ้นไปสู่ระดับ 5% ภายในปี 2566 เนื่องจากตัวเลขการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังไม่กลับไปสู่จุดที่ Fed มองว่าเป็นระยะปลอดภัย อีกทั้งหากพิจารณาจากสุนทรพจน์ของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ก็ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปจนถึงกลางปี 2566 และตรึงระดับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเอาไว้ประมาณ 1-2 ปี จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาที่ระดับ 2-4% หากจะให้อธิบายเกี่ยวกับนิยามของยุคดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างง่ายนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องต่ำ (low liquidity) ตั้งแต่รายย่อยอย่างประชาชนรายครัวเรือนจะเริ่มใช้จ่ายน้อยลง เก็บออมเงินมากขึ้นจากการที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมีอัตราสูงขึ้น บางธนาคารเริ่มปรับดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายใหญ่อย่างนักลงทุนระดับสถาบัน และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หลายๆแห่งเองก็จะชะลอการลงทุนลง เพราะการกู้เงินมาขยายธุรกิจในขณะนี้มีภาระด้านดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น กล่าวคือ ภาพรวมของตลาดขณะนี้กำลังเข้าสู่จุดที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการถือเงินสด (โดยเฉพาะบางสกุลเงิน) เอาไว้เฉยๆมีโอกาสจะได้ผลกำไรงอกเงยมากกว่าการนำไปจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน เมื่อพิจารณาเอาจากห้วงที่ผ่านมานี้ นอกจากการฝากหรือแลกเงินสดเป็นสกุลเงินต่างประเทศเพื่อพักเงินจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว สินทรัพย์ที่ดูจะได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติและรัฐบาลในหลายประเทศ คงหนีไม่พ้นกลุ่มโลหะมีค่า (precious…

Y2K 20 ปีที่เปลี่ยนแปลงไป

กระแสความนิยมของยุค Y2K กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ผู้คนเริ่มสนใจกับแฟชั่นในยุคที่เรียกได้ว่าจุดก้าวเข้าสู่ความทันสมัย ผู้คนหวังว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ล้ำยุคอย่างก้าวกระโดด จากการสื่อสารผ่านมือถือ การเริ่มมีโฮมเน็ต หรือการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ในระดับครัวเรือน จนทำให้ฝันของหลายๆ คนจะได้ใช้ชีวิตราวกับนวนิยายไซไฟชื่อดัง ดังนั้น การพ้นผ่านปี 2000 จะเรียกว่าการเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีก็ไม่ผิด

ไฮโดรเจน ไฟฟ้า ฟอสซิล

  ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาน้ำมันแพงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การพลิกตลาดรถยนต์จากเครื่องสันดาปไปสู่เครื่องยนต์ไฟฟ้ากำลังจะเกิดขึ้นในยุคนี้ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร ที่ประกาศว่าจะยกเลิกการใช้รถยนต์สันดาปทั้งหมดในปี 2573 ………..แต่คำถามสำคัญตอนนี้ก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นคำตอบของการแก้ไขปัญหาพลังงานในการคมนาคมได้หรือไม่?! เมื่อต้นกำเนิดของไฟฟ้ายังคงมาจากการเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2553-2558.. ขณะที่รถ EV (Electric Vehicle) เริ่มเป็นที่นิยม ยังมีเทคโนโลยีอีกประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนามาเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิล นั่นคือ “รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน” ที่มีทั้งค่ายรถใหญ่อย่าง TOYOTA และคนไทยได้ผลิตขึ้นมา แต่ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก เนื่องจากยังมีราคาสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั้งในส่วนของเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ ประกอบกับแหล่งเติมพลังงานยังมีน้อยและความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเครื่องยนต์ จึงทำให้กระแสของรถยนต์ไฮโดรเจนเงียบไป ในแง่ของการรักษาสิ่งแวดล้อม พลังงานไฮโดนเจนถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องยนต์ไฮโดนเจนนั้นทำงานโดยใช้ปฏิกิริยาระหว่างก๊าซไฮโดรเจน H2 (เชื้อเพลิง) กับก๊าซออกซิเจน O2 ทำให้เกิดกระแสฟ้าและความร้อนในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์  และปล่อยของเสียออกมาในรูปแบบของน้ำ H2O หรือเรียกได้ว่า ไม่มีของเสียหรือมลพิษเลยนั่นเอง ความวิเศษของพลังงานไฮโดนเจนนั้นมาจาก ความเรียบง่ายของธาตุไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นธาตุที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวาล การรวมตัวกันง่ายๆ ของ อิเล็กตรอน 1 ตัว ที่วิ่งเข้าหาโปรตรอนบริเวณนิวเคลียสของอะตอม ทำให้เกิดธาตุพื้นฐานที่เป็นส่วนประกอบกว่า 75% ในเอกภพ แม้แต่ในดวงอาทิตย์ก็ยังประกอบด้วยไฮโดรเจนที่อัดแน่นกันจนเกิดปฏิกิริยาฟิวชันและให้พลังงานมหาศาลออกมา จึงไม่แปลกที่มนุษย์จะมองหาแหล่งพลังงานจากสิ่งที่มีอยู่อย่างมากมายนี้ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างพลังงานที่ยั่งยืน…

A picture containing text, indoor Description automatically generated

Co-housing แนวคิดสร้างชุมชนใหม่ในบริบทเดิม

  Co-housing หมายถึง รูปแบบบการอยู่อาศัยของกลุ่มคนหรือชุมชน ประกอบกันด้วยหลายครัวเรือนที่อยู่อาศัยร่วมกันภายในบริเวณหนึ่ง มีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในการดำรงชีวิตอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องทำงาน โดยที่พื้นที่บางส่วนจะถูกรวมเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อใช้งานร่วมกันแบบสาธารณะ ทำให้เกิดผลประโยชน์ในด้านการลดพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยถูกลง และส่งผลให้เกิดการกระชับความสัมพันธ์ของคนในชุมชนได้ด้วย โครงการที่มีการใช้แนวคิดแบบ Co-housing จึงถูกนำมาใช้กับโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านเอื้ออาทร” โดยบ้านแต่ละหลังจะมีพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตส่วนตัวส่วนหนึ่ง และพื้นที่บางส่วนจะถูกนำมาไว้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ที่จอดรถ พื้นที่สีเขียว เนื่องจากต้องทำให้ค่าก่อสร้างต่ำที่สุด ความเป็นส่วนตัวจะลดลง แต่อสังหาริมทรัพย์บางโครงการก็มีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่เป็นปัจจัยหลัก จึงทำให้เกิดกระบวนการแบบ Co-housing ไปโดยธรรมชาติ นั่นคือ อาคารชุดแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ที่ยังคงรวมที่จอดรถ พื้นที่สีเขียว สระว่ายน้ำ พื้นที่ทำงาน (Co-working space) ห้องออกกำลังกาย สิ่งอำนวยความสะดวกลำดับที่ 2 ไว้ที่ส่วนกลาง แต่มีสิ่งที่จำเป็น ได้แก่ ห้องนอน ห้องครัว ที่ซักล้าง ไว้ในที่พักแต่ละยูนิต นั่นคือ Co-housing ที่เกิดขึ้นตามบริบทของโครงการ แต่ความหมายของ…

วิเคราะห์ตลาดทุเรียนไทย จะยังรุ่งเรืองแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่

ในฤดูร้อนของทุก ๆ ปี ประเด็นทุเรียนมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่เพราะมีรอบการผลิดอกออกผลของผลไม้เมืองร้อนจากไร่ใน จ.จันทบุรี และภาคตะวันออกเพียงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่ไทยเป็นผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ที่สุดในโลก มีผลผลิตต่อปีมากกว่า 1,300,000 ตัน ทั้งยังมีมูลค่าที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้เล่นรายสำคัญในตลาดโลกอีก โดยในปี 2564 ไทยสามารถส่งออกทุเรียนไปยังคู่ค้าในจีน ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา คิดรวมเป็นเงินกว่า 3,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย (150,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และมาเลเซีย (30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เกิน 100 เท่าตัว หากพิจารณาเอาจากภาพรวมที่ปรากฏขณะนี้ หลายคนคงอาจจะเชื่อว่าตลาดทุเรียนไทยยังคงแข็งแกร่ง เพราะมีมูลค่าและปริมาณการผลิตทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งไปค่อนข้างไกลหลายเท่าตัว แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปกว่าระยะพื้นผิว ……..ข้อคิดดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงเลย เพราะสิ่งที่มักถูกละเลยไปในประเด็นทุเรียนไทยและต่างประเทศ คือ ต้นทุนการผลิต และมูลค่าของสินค้าที่ถูกขายออกไปในตลาดโลก ทุเรียนมาเลเซีย มีการเพาะปลูกในปริมาณน้อยกว่า หรือประมาณ 400,000 ตันต่อปี แต่กลับสามารถตั้งราคาขายในตลาดได้ถึง 600-700 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ทุเรียนไทยซึ่งครองสถานะเป็นเจ้าตลาด มีอัตราการเพาะปลูกกันมากกว่าพันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 3 เท่าตัว แต่กลับมีราคาขายในตลาดเพียง 130-150 บาทต่อกิโลกรัม ที่เป็นเช่นนั้น…

วิเคราะห์ปัจจัยเงินบาทจะยังแข็งค่าต่อไปไหม?

ในปี 2565 พิษของสถานการณ์เงินเฟ้อและความขัดแย้งทางการทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครนได้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าสูงสุดไปที่ระดับ 38.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมและธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกหลายรายได้รับอานิสงส์จนมีผลกำไรเติบโตดีอย่างก้าวกระโดดมากที่สุดในรอบ 3 ปี หลังไวรัส COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก โดยถึงขั้นมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์การเงินมือสมัครเล่น

ทิศทางตลาดหลังการประชุม FOMC ของ FED เดือนกุมภาพันธ์ 2566

หลังการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% เป็น 3.75-4.00% โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 พร้อมกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่อ่อนแรงลงในเดือนธันวาคมของปี 2565 ที่ผ่านมา ตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดคาดเดาเอาไว้นั้น ทำให้เกิดความเชื่อในคนกลุ่มดังกล่าวว่า FED มีแนวโน้มจะยุติแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ขึ้นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ตลาดมีการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 เพื่อนำเงินกลับเข้าไปหมุนในตลาดของสินทรัพย์เสี่ยงไม่ว่าจะ Dow Jones (DJI), NASDAQ, หรือ Cryptocurrency ที่ภาพรวมจนถึงปัจจุบันนี้ถือว่าปิดบวกไปไม่ต่ำกว่า 17%, 19% และ 50% ได้แล้วตามลำดับ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนับว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่นักลงทุนในตลาด “เชื่อ” ไปเองเท่านั้น หาใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในตลาดไม่ เพราะหากพิจารณาผลการประชุม FOMC และสุนทรพจน์ของ Jerome Powell ประธาน FED จริง ๆ จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่ Powell บอกว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปี…

เบียร์กับการเมืองระหว่างประเทศ

International Beer Day (IBD) หรือวันเบียร์สากลที่จะมีขึ้นในวันศุกร์แรกของเดือนสิงหาคม เป็นวันที่นาย Jesse Avshalomov เจ้าของร้านอาหารและบาร์ในเมือง Santa Cruz รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำหนดขึ้นมาเมื่อปี 2550 เพื่อที่จะฉลองให้กับผู้ที่คิดค้น ผลิต กลั่น และเซิร์ฟเครื่องดื่มชนิดนี้ ให้เป็นที่นิยมทั่วโลกมาหลายยุคหลายสมัย และเป็นโอกาสที่ทำให้นักดื่มเบียร์มารวมตัวกันตามร้านต่าง ๆ เพื่อฉลองให้กับผู้ผลิตและคิดค้นเครื่องดื่มชนิดใหม่ ๆ มาเพื่อทำให้ผู้คนได้ทดลองชิมและสนุกสนานไปกับบรรยากาศและเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ กิจกรรม IBD เริ่มขึ้นจากจุดเล็ก ๆ และขยายออกไปเป็นกิจกรรมที่ร้านเบียร์หลายแห่งทั่วโลกเอามาใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองให้กับร้าน และเชิญชวนนักดื่มให้มาร่วมงานกัน ดูเหมือนว่าร้านอาหารในไทยบางแห่งก็ใช้โอกาสนี้จัดแคมเปญที่น่าสนใจเหมือนกัน เป้าหมายสำคัญมีแค่เรื่องการให้เพื่อนฝูงมาพบกัน ร่วมฉลองไปกับผู้ผลิตเบียร์ที่สามารถทำให้ “เบียร์” หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลักมาจากมอลต์ชนิดนี้ กลายเป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคีกลมเกลียวของผู้คน แม้ว่าวันเบียร์สากล หรือ IBD นี้ไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองหรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศอะไรเลย แต่เมื่อวัฒนธรรมการดื่มเบียร์สามารถสร้างการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายได้ เราเลยอยากรู้ขึ้นมาว่า ที่ผ่านมา “เบียร์” มีบทบาทแค่เป็นเครื่องดื่มเพื่อการเข้าสังคมและผ่อนคลายอารมณ์เท่านั้นหรือเปล่า หรือในบางช่วงเวลาโอกาส..เบียร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับดราม่าการเมืองระหว่างประเทศบ้างไหม หรือเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจาย soft power ของประเทศใด และเมื่อค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ แห่ง ก็พบว่าเบียร์มีความสำคัญในช่วงสงคราม…