วิเคราะห์ตลาดทุเรียนไทย จะยังรุ่งเรืองแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่

ในฤดูร้อนของทุก ๆ ปี ประเด็นทุเรียนมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่เพราะมีรอบการผลิดอกออกผลของผลไม้เมืองร้อนจากไร่ใน จ.จันทบุรี และภาคตะวันออกเพียงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่ไทยเป็นผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ที่สุดในโลก มีผลผลิตต่อปีมากกว่า 1,300,000 ตัน ทั้งยังมีมูลค่าที่ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้เล่นรายสำคัญในตลาดโลกอีก โดยในปี 2564 ไทยสามารถส่งออกทุเรียนไปยังคู่ค้าในจีน ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา คิดรวมเป็นเงินกว่า 3,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย (150,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และมาเลเซีย (30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เกิน 100 เท่าตัว หากพิจารณาเอาจากภาพรวมที่ปรากฏขณะนี้ หลายคนคงอาจจะเชื่อว่าตลาดทุเรียนไทยยังคงแข็งแกร่ง เพราะมีมูลค่าและปริมาณการผลิตทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งไปค่อนข้างไกลหลายเท่าตัว แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปกว่าระยะพื้นผิว ……..ข้อคิดดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงเลย เพราะสิ่งที่มักถูกละเลยไปในประเด็นทุเรียนไทยและต่างประเทศ คือ ต้นทุนการผลิต และมูลค่าของสินค้าที่ถูกขายออกไปในตลาดโลก ทุเรียนมาเลเซีย มีการเพาะปลูกในปริมาณน้อยกว่า หรือประมาณ 400,000 ตันต่อปี แต่กลับสามารถตั้งราคาขายในตลาดได้ถึง 600-700 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ทุเรียนไทยซึ่งครองสถานะเป็นเจ้าตลาด มีอัตราการเพาะปลูกกันมากกว่าพันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 3 เท่าตัว แต่กลับมีราคาขายในตลาดเพียง 130-150 บาทต่อกิโลกรัม ที่เป็นเช่นนั้น…

วิเคราะห์ปัจจัยเงินบาทจะยังแข็งค่าต่อไปไหม?

ในปี 2565 พิษของสถานการณ์เงินเฟ้อและความขัดแย้งทางการทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครนได้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าสูงสุดไปที่ระดับ 38.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมและธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกหลายรายได้รับอานิสงส์จนมีผลกำไรเติบโตดีอย่างก้าวกระโดดมากที่สุดในรอบ 3 ปี หลังไวรัส COVID-19 ระบาดไปทั่วโลก โดยถึงขั้นมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์การเงินมือสมัครเล่น

ทิศทางตลาดหลังการประชุม FOMC ของ FED เดือนกุมภาพันธ์ 2566

หลังการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% เป็น 3.75-4.00% โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 พร้อมกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่อ่อนแรงลงในเดือนธันวาคมของปี 2565 ที่ผ่านมา ตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดคาดเดาเอาไว้นั้น ทำให้เกิดความเชื่อในคนกลุ่มดังกล่าวว่า FED มีแนวโน้มจะยุติแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ขึ้นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ตลาดมีการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 เพื่อนำเงินกลับเข้าไปหมุนในตลาดของสินทรัพย์เสี่ยงไม่ว่าจะ Dow Jones (DJI), NASDAQ, หรือ Cryptocurrency ที่ภาพรวมจนถึงปัจจุบันนี้ถือว่าปิดบวกไปไม่ต่ำกว่า 17%, 19% และ 50% ได้แล้วตามลำดับ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนับว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่นักลงทุนในตลาด “เชื่อ” ไปเองเท่านั้น หาใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในตลาดไม่ เพราะหากพิจารณาผลการประชุม FOMC และสุนทรพจน์ของ Jerome Powell ประธาน FED จริง ๆ จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่ Powell บอกว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปี…

เบียร์กับการเมืองระหว่างประเทศ

International Beer Day (IBD) หรือวันเบียร์สากลที่จะมีขึ้นในวันศุกร์แรกของเดือนสิงหาคม เป็นวันที่นาย Jesse Avshalomov เจ้าของร้านอาหารและบาร์ในเมือง Santa Cruz รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำหนดขึ้นมาเมื่อปี 2550 เพื่อที่จะฉลองให้กับผู้ที่คิดค้น ผลิต กลั่น และเซิร์ฟเครื่องดื่มชนิดนี้ ให้เป็นที่นิยมทั่วโลกมาหลายยุคหลายสมัย และเป็นโอกาสที่ทำให้นักดื่มเบียร์มารวมตัวกันตามร้านต่าง ๆ เพื่อฉลองให้กับผู้ผลิตและคิดค้นเครื่องดื่มชนิดใหม่ ๆ มาเพื่อทำให้ผู้คนได้ทดลองชิมและสนุกสนานไปกับบรรยากาศและเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ กิจกรรม IBD เริ่มขึ้นจากจุดเล็ก ๆ และขยายออกไปเป็นกิจกรรมที่ร้านเบียร์หลายแห่งทั่วโลกเอามาใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองให้กับร้าน และเชิญชวนนักดื่มให้มาร่วมงานกัน ดูเหมือนว่าร้านอาหารในไทยบางแห่งก็ใช้โอกาสนี้จัดแคมเปญที่น่าสนใจเหมือนกัน เป้าหมายสำคัญมีแค่เรื่องการให้เพื่อนฝูงมาพบกัน ร่วมฉลองไปกับผู้ผลิตเบียร์ที่สามารถทำให้ “เบียร์” หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลักมาจากมอลต์ชนิดนี้ กลายเป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคีกลมเกลียวของผู้คน แม้ว่าวันเบียร์สากล หรือ IBD นี้ไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองหรือเหตุการณ์ระหว่างประเทศอะไรเลย แต่เมื่อวัฒนธรรมการดื่มเบียร์สามารถสร้างการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายได้ เราเลยอยากรู้ขึ้นมาว่า ที่ผ่านมา “เบียร์” มีบทบาทแค่เป็นเครื่องดื่มเพื่อการเข้าสังคมและผ่อนคลายอารมณ์เท่านั้นหรือเปล่า หรือในบางช่วงเวลาโอกาส..เบียร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับดราม่าการเมืองระหว่างประเทศบ้างไหม หรือเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจาย soft power ของประเทศใด และเมื่อค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ แห่ง ก็พบว่าเบียร์มีความสำคัญในช่วงสงคราม…

โดรนเปอร์เซียตราหมีขาวช่วยชะลอการรุกกลับของยูเครน?

  การตอบโต้กลับของกองทัพยูเครนเพื่อช่วงชิงภูมิภาคเคอร์ซอนคืนจากการยึดครองของรัสเซียในห้วงตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ดูคล้ายชะลอตัวลงหรือปรากฏบนพื้นที่ข่าวน้อยลง สาเหตุที่แท้จริงคงยากที่จะมีใครทราบได้ท่ามกลางม่านหมอกแห่งสงครามในช่วงนั้น อย่างไรก็ดี ผู้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนบางส่วนเห็นว่าอาวุธเล็กๆ ราคาถูกๆ (เมื่อเทียบกับรถถังหรือเครื่องบิน) ชิ้นหนึ่งของรัสเซียอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ยูเครนต้องชะลอการรุกคืบไปก่อน นั่นก็คือโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน ซึ่งรัสเซียนำไปดัดแปลงแล้วตั้งชื่อว่า Geran-2 /Герань-2 หรืออาจเรียกได้ว่ามันคือโดรนเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่แปะยี่ห้อหมีขาว (รัสเซีย) นั่นเอง สาเหตุสำคัญที่โดรนพลีชีพดังกล่าวอาจมีบทบาทสำคัญต่อสมรภูมินี้ หรือสงครามในยุคต่อไป ทั้งที่มันไม่ได้มีเทคโนโลยีที่โดดเด่นใดๆ เลยเมื่อเทียบกับโดรนไฮเทคอย่างรีปเปอร์ (Reaper) ของสหรัฐอเมริกา ก็คือโดรน Shahed-136/Geran-2 มีราคาถูกมากๆ เมื่อเทียบกับราคาของระบบป้องกันภัยอากาศที่ต้องใช้สกัดกั้นมัน และที่สำคัญคือมันไม่เคยฉายเดี่ยว แต่มันมากันเป็นฝูงงงง !!!! มีรายงานทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องในห้วงตุลาคม 2565 ว่ารัสเซียใช้โดรน Geran-2 ซึ่งมีราคาเพียงประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ บินลึกเข้าไปโจมตีในยูเครน เน้นด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบซึ่งห่างจากดินแดนที่รัสเซียยึดครองไปหลายร้อยกิโลเมตร โดรนดังกล่าวสามารถฝ่าดงระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยที่ยูเครนได้รับจากชาติตะวันตกเข้าไปได้อย่างไร? ทั้งที่แม้แต่เครื่องบินรบอันทันสมัยของรัสเซียก็ยังหลีกเลี่ยงการบินลึกเข้าไปโจมตีในยูเครน? เราจะมาลองเจาะรายละเอียดของโดรนดังกล่าวกัน แล้วลองวิเคราะห์ดูว่ามันจะมีบทบาทในสงครามครั้งนี้ต่อไปอย่างไร? ภาพร่างโดรน Shahed-136/Geran-2 (ภาพจากสำนักข่าว AP)   โดรน…

อาวุธชีวภาพ: ภัยไกลตัวที่ควรเฝ้าระวัง

ข่าวการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นระยะๆ เป็นสิ่งสะท้อนว่าโลกเสี่ยงจะเผชิญปัญหาจากเชื้อโรคสายพันธุ์ต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งเชื้อโรคตามธรรมชาติจากพืชและสัตว์ และเชื้อโรคที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพดัดแปลง และปัญหาจะรุนแรงขึ้นหากเชื้อโรคเหล่านั้นกลายเป็นต้นเหตุของโรคระบาด หรือมีการนำไปพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพเพื่อใช้ในการโจมตี ทั้งที่เป็นการกระทำของรัฐและตัวแสดงที่มิใช่รัฐ ผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สร้างความเสียหายไม่ด้อยไปกว่าการโจมตีด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร เห็นได้จากยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก และผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมที่ยาวนานกว่า 3 ปี ทำให้เกิดความห่วงกังวลว่า การอุบัติขึ้นของโรคโควิด-19 อาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสนใจใช้อาวุธชีวภาพเพื่อก่อเหตุ แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าโรคโควิด-19 เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อโรคเป็นอาวุธ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและความมั่นคงเห็นว่ายังเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดการโจมตีด้วยอาวุธเชื้อโรค แต่ก็ยอมรับว่า ปัญหาจากเชื้อโรคและอาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ การกำหนดมาตรการป้องกันและคุ้มครอง (Prevention and Protection) ประชาชน การเตรียมการจัดการเมื่อเกิดเหตุและการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ เพื่อลดความเสียหายในระดับประเทศและบุคคล เนื่องจากหากมีการนำอาวุธชีวภาพไปใช้โจมตีในที่สาธารณะหรือระบบสาธารณูปโภค อาจสร้างความเสียหายในวงกว้างและยากต่อการควบคุม เฉพาะอย่างยิ่งเชื้อหรือสารก่อโรคใหม่ ที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาวิจัย รวมถึงการติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่พิสูจน์ทราบได้ยาก สหรัฐฯ เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาจากเชื้อโรค เห็นได้จากการที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อตุลาคม 2565 ระบุให้โรคระบาดและการป้องกันด้านชีวภาพ (Pandemics and Biodefense) เป็นหนึ่งในภารกิจที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญและต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากโรคระบาดในอนาคตจะร้ายแรงขึ้นและทำให้ถึงแก่ความตายได้มากขึ้น การเตรียมการรับมือระดับประเทศและระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน…

ดีอาร์คองโก, post ที่ยังไม่ได้ผ่านพ้นไป, กับการปลดแอกมรดกจากการเป็นอาณานิคม

กษัตริย์ Leopold ที่ 2 ของเบลเยียม ไม่เคยเสด็จเยือนแผ่นดินที่ปัจจุบันเป็นอาณาเขตของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก แต่สามารถยึดเอาผืนแผ่นดินดังกล่าวเป็นสมบัติส่วนพระองค์และปกครองด้วยระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ในชื่อ “Congo Free State” ตลอดห้วงปี 2428-2451 ก่อนที่ประเทศเบลเยียมจะผนวกดินแดนดังกล่าวเป็นอาณานิคมของเบลเยียมในชื่อ “Belgian Congo” ตั้งแต่ปี 2451 จนกระทั่งได้รับเอกราชในปี 2503 เอกราชของดีอาร์คองโกเกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของยุคจักรวรรดินิยมใหม่ (New Imperialism ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20) การดำรงอยู่และพัฒนาการของประเทศดีอาร์คองโกจึงควบคู่กันไปกับพัฒนาการของยุคหลังจักรวรรดินิยม (Postcolonialism) ความท้าทายของดีอาร์คองโกเป็นความท้าทายเดียวกันกับประเทศเกิดใหม่ร่วมยุคสมัยนั้น คือการจัดการกระบวนการ decolonization ความตลกก็คือแม้ชื่อยุคจะบอกว่าเป็นยุค “post” colonialism แต่หลักใหญ่ใจความจริง ๆ ของกระบวนการ decolonization คือการขจัดอิทธิพลของจักวรรดินิยมให้หมดไป มันจึงเป็น “post” ที่ยังไม่ได้ผ่านพ้นไป ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “System K” ของผู้กำกับ Renaud Barret ชาวฝรั่งเศส ออกฉายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2562 แต่เพิ่งมีโอกาสได้ฉายรอบปฐมฤกษ์ของเบลเยียมเป็นครั้งแรกเมื่อ…

5 เทคโนโลยีเพื่องานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในงาน AidEx 2022

ธงชาติกาตาร์โบกพลิ้วเด่นอยู่หน้าอาคาร 11 ศูนย์ประชุม Brussels Expo ประเทศเบลเยียม สถานที่จัดงาน “AidEx 2022″ งานประจำปีที่รวบรวมเอาผู้ปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยในทุกภาคส่วนมาเจอกัน ปีนี้จัดที่บรัสเซลส์ เมืองศูนย์กลางหน่วยงานระหว่างประเทศในยุโรป โดยมีกาตาร์เป็นผู้สนับสนุนทุน ห้วงเวลา 2 วันของการจัดงานระหว่าง 16-17 พฤศจิกายน 2565 มีกิจกรรมหลากหลายที่จัดเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของงาน คือการสร้างเครือข่ายผู้ของปฏิบัติงานด้านนี้ มีทั้งการบรรยาย สัมมนา เวิร์กช็อป และอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมากคือการออกร้านจัดนิทรรศการของบริษัทห้างร้านที่เอาของดีสินค้าเด่นของตัวเองมาจัดแสดง ในโอกาสที่ “ลูกค้า” คือบรรดาบุคคลในองค์กรด้านการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ ว่าง่าย ๆ ก็คือเป็นงานผู้ผลิตพบผู้บริโภคในบริบทของวงการนี้นั่นเอง อาจจะไม่ได้ระบุไว้เป็น Theme ของงาน แต่บูธทุกบริษัทส่งข้อความออกมาในทิศทางเดียวกัน คือการใช้เทคโนโลยีสำหรับการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม คำถามคือหน่วยงานเพื่อมนุษยธรรมจะเอาเทคโนโลยีมายกระดับการช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง คำถามนี้มีคำตอบหนึ่งจากป้ายของบูธบริษัท Gizlab ที่เขียนป้ายใหญ่ ๆ ไว้ว่า “Let the private sector do the work for you” ก็คือจะบอกให้ถอยออกไปห่าง ๆ ซะเถอะบรรดาหน่วยงานที่ไม่แสวงผลกำไรอย่างภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ…

Digital Divide ในมิติการศึกษา

Digital Divide หรือการที่มนุษย์มีความสามารถหรือช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่แตกต่างกัน มีช่องว่าง หรือ gap ที่อาจเป็นผลจากความรู้ ฐานะทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ทำให้คนเราไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ

จับตาความเคลื่อนไหวนักการทูตสหรัฐฯ และจีน

เมื่อนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กำลังจะเยือนกรุงปักกิ่งของจีน เพื่อพบหารือกับผู้นำจีน รวมทั้งนายฉิน กัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนใน 5-6 กุมภาพันธ์ 2566 โดยจะเป็นการพบกันครั้งแรก หลังจากนายฉิน กัง เข้ารับตำแหน่งต่อจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนคนก่อนที่พ้นจากตำแหน่งไปเพื่อดำรงตำแหน่งที่สูงกว่าเมื่อต้น มกราคม 2566 การพบกันครั้งนี้ดูเหมือนว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะต้องวางแผนล่วงหน้าค่อนข้างมาก เพราะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของจีนคนนี้เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอเมริกาอย่างดี เนื่องจากเคยเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นอกจากนี้ นายฉิน กัง คนนี้ยังได้รับฉายาว่าเป็น “นักรบหมาป่า” หรือ wolf warrior ที่หมายถึงนักการทูตสายแข็งที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีนในต่างประเทศด้วย ดังนั้น การพบกันระหว่างนายบลิงเคนกับนายฉิน กัง น่าจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับจีน และเรื่องระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญอย่างตรงไปตรงมา เพราะจากผลงานของนายบลิงเคนที่ผ่านมาก็มีท่าทีแข็งกร้าวและไม่อ่อนข้อต่อเรื่องจีนเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยอะไรกันบ้างในการพบกันครั้งนี้? The Intelligence ขอนำเสนอไว้ตรงนี้ก่อนอย่างน้อย 3 เรื่อง ที่เป็นเรื่องสำคัญของทั้ง 2 ฝ่ายในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความตึงเครียดหลายประเด็น เรื่องสำคัญแรกในการคุยกันครั้งนี้ คือ การร่วมกันทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่า จีนและสหรัฐฯ จะไม่ใช่ตัวร้ายที่แข่งขันกันจนขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลก รวมทั้งอาจยังร่วมมือกันได้ในบางประเด็น…