โดรนเปอร์เซียตราหมีขาวช่วยชะลอการรุกกลับของยูเครน?

  การตอบโต้กลับของกองทัพยูเครนเพื่อช่วงชิงภูมิภาคเคอร์ซอนคืนจากการยึดครองของรัสเซียในห้วงตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ดูคล้ายชะลอตัวลงหรือปรากฏบนพื้นที่ข่าวน้อยลง สาเหตุที่แท้จริงคงยากที่จะมีใครทราบได้ท่ามกลางม่านหมอกแห่งสงครามในช่วงนั้น อย่างไรก็ดี ผู้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนบางส่วนเห็นว่าอาวุธเล็กๆ ราคาถูกๆ (เมื่อเทียบกับรถถังหรือเครื่องบิน) ชิ้นหนึ่งของรัสเซียอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ยูเครนต้องชะลอการรุกคืบไปก่อน นั่นก็คือโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน ซึ่งรัสเซียนำไปดัดแปลงแล้วตั้งชื่อว่า Geran-2 /Герань-2 หรืออาจเรียกได้ว่ามันคือโดรนเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่แปะยี่ห้อหมีขาว (รัสเซีย) นั่นเอง สาเหตุสำคัญที่โดรนพลีชีพดังกล่าวอาจมีบทบาทสำคัญต่อสมรภูมินี้ หรือสงครามในยุคต่อไป ทั้งที่มันไม่ได้มีเทคโนโลยีที่โดดเด่นใดๆ เลยเมื่อเทียบกับโดรนไฮเทคอย่างรีปเปอร์ (Reaper) ของสหรัฐอเมริกา ก็คือโดรน Shahed-136/Geran-2 มีราคาถูกมากๆ เมื่อเทียบกับราคาของระบบป้องกันภัยอากาศที่ต้องใช้สกัดกั้นมัน และที่สำคัญคือมันไม่เคยฉายเดี่ยว แต่มันมากันเป็นฝูงงงง !!!! มีรายงานทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องในห้วงตุลาคม 2565 ว่ารัสเซียใช้โดรน Geran-2 ซึ่งมีราคาเพียงประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ บินลึกเข้าไปโจมตีในยูเครน เน้นด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบซึ่งห่างจากดินแดนที่รัสเซียยึดครองไปหลายร้อยกิโลเมตร โดรนดังกล่าวสามารถฝ่าดงระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยที่ยูเครนได้รับจากชาติตะวันตกเข้าไปได้อย่างไร? ทั้งที่แม้แต่เครื่องบินรบอันทันสมัยของรัสเซียก็ยังหลีกเลี่ยงการบินลึกเข้าไปโจมตีในยูเครน? เราจะมาลองเจาะรายละเอียดของโดรนดังกล่าวกัน แล้วลองวิเคราะห์ดูว่ามันจะมีบทบาทในสงครามครั้งนี้ต่อไปอย่างไร? ภาพร่างโดรน Shahed-136/Geran-2 (ภาพจากสำนักข่าว AP)   โดรน…

อาวุธชีวภาพ: ภัยไกลตัวที่ควรเฝ้าระวัง

ข่าวการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นระยะๆ เป็นสิ่งสะท้อนว่าโลกเสี่ยงจะเผชิญปัญหาจากเชื้อโรคสายพันธุ์ต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งเชื้อโรคตามธรรมชาติจากพืชและสัตว์ และเชื้อโรคที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพดัดแปลง และปัญหาจะรุนแรงขึ้นหากเชื้อโรคเหล่านั้นกลายเป็นต้นเหตุของโรคระบาด หรือมีการนำไปพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพเพื่อใช้ในการโจมตี ทั้งที่เป็นการกระทำของรัฐและตัวแสดงที่มิใช่รัฐ ผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สร้างความเสียหายไม่ด้อยไปกว่าการโจมตีด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร เห็นได้จากยอดผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก และผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมที่ยาวนานกว่า 3 ปี ทำให้เกิดความห่วงกังวลว่า การอุบัติขึ้นของโรคโควิด-19 อาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสนใจใช้อาวุธชีวภาพเพื่อก่อเหตุ แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าโรคโควิด-19 เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อโรคเป็นอาวุธ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและความมั่นคงเห็นว่ายังเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดการโจมตีด้วยอาวุธเชื้อโรค แต่ก็ยอมรับว่า ปัญหาจากเชื้อโรคและอาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ การกำหนดมาตรการป้องกันและคุ้มครอง (Prevention and Protection) ประชาชน การเตรียมการจัดการเมื่อเกิดเหตุและการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ เพื่อลดความเสียหายในระดับประเทศและบุคคล เนื่องจากหากมีการนำอาวุธชีวภาพไปใช้โจมตีในที่สาธารณะหรือระบบสาธารณูปโภค อาจสร้างความเสียหายในวงกว้างและยากต่อการควบคุม เฉพาะอย่างยิ่งเชื้อหรือสารก่อโรคใหม่ ที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาวิจัย รวมถึงการติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่พิสูจน์ทราบได้ยาก สหรัฐฯ เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาจากเชื้อโรค เห็นได้จากการที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อตุลาคม 2565 ระบุให้โรคระบาดและการป้องกันด้านชีวภาพ (Pandemics and Biodefense) เป็นหนึ่งในภารกิจที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญและต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากโรคระบาดในอนาคตจะร้ายแรงขึ้นและทำให้ถึงแก่ความตายได้มากขึ้น การเตรียมการรับมือระดับประเทศและระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน…

ดีอาร์คองโก, post ที่ยังไม่ได้ผ่านพ้นไป, กับการปลดแอกมรดกจากการเป็นอาณานิคม

กษัตริย์ Leopold ที่ 2 ของเบลเยียม ไม่เคยเสด็จเยือนแผ่นดินที่ปัจจุบันเป็นอาณาเขตของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก แต่สามารถยึดเอาผืนแผ่นดินดังกล่าวเป็นสมบัติส่วนพระองค์และปกครองด้วยระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ในชื่อ “Congo Free State” ตลอดห้วงปี 2428-2451 ก่อนที่ประเทศเบลเยียมจะผนวกดินแดนดังกล่าวเป็นอาณานิคมของเบลเยียมในชื่อ “Belgian Congo” ตั้งแต่ปี 2451 จนกระทั่งได้รับเอกราชในปี 2503 เอกราชของดีอาร์คองโกเกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของยุคจักรวรรดินิยมใหม่ (New Imperialism ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20) การดำรงอยู่และพัฒนาการของประเทศดีอาร์คองโกจึงควบคู่กันไปกับพัฒนาการของยุคหลังจักรวรรดินิยม (Postcolonialism) ความท้าทายของดีอาร์คองโกเป็นความท้าทายเดียวกันกับประเทศเกิดใหม่ร่วมยุคสมัยนั้น คือการจัดการกระบวนการ decolonization ความตลกก็คือแม้ชื่อยุคจะบอกว่าเป็นยุค “post” colonialism แต่หลักใหญ่ใจความจริง ๆ ของกระบวนการ decolonization คือการขจัดอิทธิพลของจักวรรดินิยมให้หมดไป มันจึงเป็น “post” ที่ยังไม่ได้ผ่านพ้นไป ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “System K” ของผู้กำกับ Renaud Barret ชาวฝรั่งเศส ออกฉายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2562 แต่เพิ่งมีโอกาสได้ฉายรอบปฐมฤกษ์ของเบลเยียมเป็นครั้งแรกเมื่อ…

5 เทคโนโลยีเพื่องานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในงาน AidEx 2022

ธงชาติกาตาร์โบกพลิ้วเด่นอยู่หน้าอาคาร 11 ศูนย์ประชุม Brussels Expo ประเทศเบลเยียม สถานที่จัดงาน “AidEx 2022″ งานประจำปีที่รวบรวมเอาผู้ปฏิบัติงานด้านการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยในทุกภาคส่วนมาเจอกัน ปีนี้จัดที่บรัสเซลส์ เมืองศูนย์กลางหน่วยงานระหว่างประเทศในยุโรป โดยมีกาตาร์เป็นผู้สนับสนุนทุน ห้วงเวลา 2 วันของการจัดงานระหว่าง 16-17 พฤศจิกายน 2565 มีกิจกรรมหลากหลายที่จัดเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของงาน คือการสร้างเครือข่ายผู้ของปฏิบัติงานด้านนี้ มีทั้งการบรรยาย สัมมนา เวิร์กช็อป และอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจมากคือการออกร้านจัดนิทรรศการของบริษัทห้างร้านที่เอาของดีสินค้าเด่นของตัวเองมาจัดแสดง ในโอกาสที่ “ลูกค้า” คือบรรดาบุคคลในองค์กรด้านการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ ว่าง่าย ๆ ก็คือเป็นงานผู้ผลิตพบผู้บริโภคในบริบทของวงการนี้นั่นเอง อาจจะไม่ได้ระบุไว้เป็น Theme ของงาน แต่บูธทุกบริษัทส่งข้อความออกมาในทิศทางเดียวกัน คือการใช้เทคโนโลยีสำหรับการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม คำถามคือหน่วยงานเพื่อมนุษยธรรมจะเอาเทคโนโลยีมายกระดับการช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ได้อย่างไรบ้าง คำถามนี้มีคำตอบหนึ่งจากป้ายของบูธบริษัท Gizlab ที่เขียนป้ายใหญ่ ๆ ไว้ว่า “Let the private sector do the work for you” ก็คือจะบอกให้ถอยออกไปห่าง ๆ ซะเถอะบรรดาหน่วยงานที่ไม่แสวงผลกำไรอย่างภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ…

Digital Divide ในมิติการศึกษา

Digital Divide หรือการที่มนุษย์มีความสามารถหรือช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่แตกต่างกัน มีช่องว่าง หรือ gap ที่อาจเป็นผลจากความรู้ ฐานะทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ทำให้คนเราไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ

จับตาความเคลื่อนไหวนักการทูตสหรัฐฯ และจีน

เมื่อนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กำลังจะเยือนกรุงปักกิ่งของจีน เพื่อพบหารือกับผู้นำจีน รวมทั้งนายฉิน กัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนใน 5-6 กุมภาพันธ์ 2566 โดยจะเป็นการพบกันครั้งแรก หลังจากนายฉิน กัง เข้ารับตำแหน่งต่อจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนคนก่อนที่พ้นจากตำแหน่งไปเพื่อดำรงตำแหน่งที่สูงกว่าเมื่อต้น มกราคม 2566 การพบกันครั้งนี้ดูเหมือนว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะต้องวางแผนล่วงหน้าค่อนข้างมาก เพราะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของจีนคนนี้เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอเมริกาอย่างดี เนื่องจากเคยเป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นอกจากนี้ นายฉิน กัง คนนี้ยังได้รับฉายาว่าเป็น “นักรบหมาป่า” หรือ wolf warrior ที่หมายถึงนักการทูตสายแข็งที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีนในต่างประเทศด้วย ดังนั้น การพบกันระหว่างนายบลิงเคนกับนายฉิน กัง น่าจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับจีน และเรื่องระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญอย่างตรงไปตรงมา เพราะจากผลงานของนายบลิงเคนที่ผ่านมาก็มีท่าทีแข็งกร้าวและไม่อ่อนข้อต่อเรื่องจีนเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยอะไรกันบ้างในการพบกันครั้งนี้? The Intelligence ขอนำเสนอไว้ตรงนี้ก่อนอย่างน้อย 3 เรื่อง ที่เป็นเรื่องสำคัญของทั้ง 2 ฝ่ายในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความตึงเครียดหลายประเด็น เรื่องสำคัญแรกในการคุยกันครั้งนี้ คือ การร่วมกันทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่า จีนและสหรัฐฯ จะไม่ใช่ตัวร้ายที่แข่งขันกันจนขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลก รวมทั้งอาจยังร่วมมือกันได้ในบางประเด็น…

จับคาร์บอน ปลูกไฟฟ้า ลดโลกร้อน

ดูเหมือนว่าการ “ลด” เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทัน…… จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) เมื่อปี 2022 ระบุไว้ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2024 เร็วกว่าที่เคยทำนายไว้ 1 ทศวรรษ ถือว่ามนุษยชาติจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกันใหม่ เพราะพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ที่เคยทำในช่วงที่คิดว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างไม่จำกัดนั้น…ได้สิ้นสุดแล้ว และจะทำอย่างไร เมื่อจำนวนประชากรยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

Universal Design กับความหลากหลายของสังคมเมือง

  Universal Design เป็นหลักการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานสำหรับทุกเพศทุกวัย ส่วนมากถูกให้ความหมายครอบคลุมถึงการออกแบบเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ให้สามารถใช้งานอุปกรณ์หรือสถานที่ได้อย่างเท่าเทียมกัน และสามารถใช้งานได้ด้วยตนเอง เช่น การมีทางลาดสำหรับรถเข็น เสียงเตือนบนชานชาลารถไฟ อักษรนูนต่ำตามป้าย เพื่อชดเชยประสาทสัมผัสที่สูญเสียไปของผู้พิการทางร่างกาย แต่นั่นเป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในสังคมแห่งความหลากหลายเท่านั้น ในปัจจุบัน ความหลากหลายทางสังคมได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง บางกลุ่มอยู่ในช่วงของการโต้แย้งเพื่อสร้างความยอมรับในสังคม หรือบางกลุ่มก็เป็นกลุ่มที่ไม่เคยได้รับความเท่าเทียมในสังคมใดสังคมหนึ่งมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเพศหญิง ซึ่งการจะทำให้การออกแบบนั้นสอดคล้องกับหลักการเรื่องความหลากหลาย ผู้ออกแบบจำเป็นต้นคำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากการสร้างความสะดวกสบายเพื่อลดข้อจำกัดทางด้านกายภาพด้วย โดยเฉพาะการคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน ที่อาจจะต้องแลกมากับการเปลี่ยนค่านิยมของสังคมไปด้วย ลองจินตนาการเมืองที่มี Universal Design ที่เอื้อต่อการใช้งานของเด็กหรือเยาวชน กลุ่มคนที่มีอายุ 6-17 ปี ที่จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องให้ผู้ปกครองคอยดูแล นั่นหมายถึงเมืองที่มีความปลอดภัยสูง และเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพสมวัย หน้าที่เมืองจะต้องส่งเสริมการสร้างสรรค์ กระตุ้นการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดการเติบโต ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างพิพิธภัณฑ์หรือลานกิจกรรมเพียงเท่านั้น แต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เอื้อต่อการรับรู้ทักษะทางด้านต่างๆ ช่วยดึงเด็กออกจากห้องและหน้าจอ เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคม และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะหวงแหนในชุมชนของตนเอง ปัญหาการกดขี่เพศหญิงในอดีตทุเลาลงในปัจจุบัน ทำให้มีการออกแบบที่เอื้อต่อผู้หญิงมากขึ้น เช่น การให้ขนาดพื้นที่ห้องน้ำหญิงใหญ่กว่าห้องน้ำชายตามพฤติกรรมการใช้งาน มีห้องให้นมบุตรสำหรับมารดา ประตูอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้แรงมากในการเปิด จนไปถึงสุขภัณฑ์สำหรับการยืนปัสสาวะสำหรับผู้หญิง แม้จะไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักก็ตาม แต่ในปัจจุบัน “เพศ” ไม่ได้มีเพียงแค่ชายหญิงเพียงเท่านั้น เพศทางเลือกอื่นๆ…

เวนส์เดย์ : พลวัตของความมั่นคง และรับมือกับความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลง

Wednesday ซีรี่ย์สืบสวน-แฟนตาซี จาก Netflix นำการ์ตูน Addam’s Family กลับมาเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเวนส์เดย์ ลูกสาวของตระกูล ซีรี่ย์เรื่องดังกล่าวได้รับความนิยม และถูกนำมากล่าวถึง ทั้งด้านศิลปะและประเด็นสังคมที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ ในบทความนี้จึงชวนดู Wednesday อีกครั้ง ผ่านมุมมองความมั่นคง

เพลงป๊อป สังคม การเมือง : อำนาจละมุนกับความเสมอภาคทางเพศ

I’m so sick of running as fast as I can ฉันเบื่อกับการที่ต้องวิ่งเร็วสุดฝีเท้าอยู่ตลอด Wondering if I’d get there quicker ฉันสงสัยว่าฉันจะไปถึงเป้าหมายเร็วกว่านี้ไหม? If I was a man ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ช่วงแรกของท่อนคอรัสเพลง The Man (2562) ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ สะท้อนมุมมองเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เทย์เลอร์กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงว่า “สังคมเรายังมีประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน (double standard) อยู่” เธอเล่าต่อว่าเธอคิดมาตลอดว่าอยากถ่ายทอดประเด็นความไม่เสมอภาคทางเพศ รวมถึงประสบการณ์การทำงานกว่า 10 ปีของเธอ เนื้อหาสำคัญของเพลง คือ ถ้าหากเป็น “ผู้ชาย” ทุกการกระทำของเธอจะได้รับการยอมรับ และได้รับการยกย่องอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์ฉันคนรักที่ล้มเหลวกี่ครั้ง หรือการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ถ้าเธอเป็นผู้ชายก็คงไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเป็นผู้หญิง ก็จะถูกตัดสินในทันทีทันใด เทย์เลอร์นำเสนอประเด็นสองมาตรฐานที่ชัดเจน ในท่อนบริดจ์ของเพลง ในห้วงเวลาราว 10…