จับคาร์บอน ปลูกไฟฟ้า ลดโลกร้อน

ดูเหมือนว่าการ “ลด” เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทัน…… จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) เมื่อปี 2022 ระบุไว้ว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2024 เร็วกว่าที่เคยทำนายไว้ 1 ทศวรรษ ถือว่ามนุษยชาติจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกันใหม่ เพราะพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ที่เคยทำในช่วงที่คิดว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างไม่จำกัดนั้น…ได้สิ้นสุดแล้ว และจะทำอย่างไร เมื่อจำนวนประชากรยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

Universal Design กับความหลากหลายของสังคมเมือง

  Universal Design เป็นหลักการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานสำหรับทุกเพศทุกวัย ส่วนมากถูกให้ความหมายครอบคลุมถึงการออกแบบเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ให้สามารถใช้งานอุปกรณ์หรือสถานที่ได้อย่างเท่าเทียมกัน และสามารถใช้งานได้ด้วยตนเอง เช่น การมีทางลาดสำหรับรถเข็น เสียงเตือนบนชานชาลารถไฟ อักษรนูนต่ำตามป้าย เพื่อชดเชยประสาทสัมผัสที่สูญเสียไปของผู้พิการทางร่างกาย แต่นั่นเป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในสังคมแห่งความหลากหลายเท่านั้น ในปัจจุบัน ความหลากหลายทางสังคมได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง บางกลุ่มอยู่ในช่วงของการโต้แย้งเพื่อสร้างความยอมรับในสังคม หรือบางกลุ่มก็เป็นกลุ่มที่ไม่เคยได้รับความเท่าเทียมในสังคมใดสังคมหนึ่งมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเพศหญิง ซึ่งการจะทำให้การออกแบบนั้นสอดคล้องกับหลักการเรื่องความหลากหลาย ผู้ออกแบบจำเป็นต้นคำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากการสร้างความสะดวกสบายเพื่อลดข้อจำกัดทางด้านกายภาพด้วย โดยเฉพาะการคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน ที่อาจจะต้องแลกมากับการเปลี่ยนค่านิยมของสังคมไปด้วย ลองจินตนาการเมืองที่มี Universal Design ที่เอื้อต่อการใช้งานของเด็กหรือเยาวชน กลุ่มคนที่มีอายุ 6-17 ปี ที่จะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องให้ผู้ปกครองคอยดูแล นั่นหมายถึงเมืองที่มีความปลอดภัยสูง และเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพสมวัย หน้าที่เมืองจะต้องส่งเสริมการสร้างสรรค์ กระตุ้นการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดการเติบโต ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างพิพิธภัณฑ์หรือลานกิจกรรมเพียงเท่านั้น แต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เอื้อต่อการรับรู้ทักษะทางด้านต่างๆ ช่วยดึงเด็กออกจากห้องและหน้าจอ เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคม และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะหวงแหนในชุมชนของตนเอง ปัญหาการกดขี่เพศหญิงในอดีตทุเลาลงในปัจจุบัน ทำให้มีการออกแบบที่เอื้อต่อผู้หญิงมากขึ้น เช่น การให้ขนาดพื้นที่ห้องน้ำหญิงใหญ่กว่าห้องน้ำชายตามพฤติกรรมการใช้งาน มีห้องให้นมบุตรสำหรับมารดา ประตูอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้แรงมากในการเปิด จนไปถึงสุขภัณฑ์สำหรับการยืนปัสสาวะสำหรับผู้หญิง แม้จะไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักก็ตาม แต่ในปัจจุบัน “เพศ” ไม่ได้มีเพียงแค่ชายหญิงเพียงเท่านั้น เพศทางเลือกอื่นๆ…

เวนส์เดย์ : พลวัตของความมั่นคง และรับมือกับความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลง

Wednesday ซีรี่ย์สืบสวน-แฟนตาซี จาก Netflix นำการ์ตูน Addam’s Family กลับมาเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเวนส์เดย์ ลูกสาวของตระกูล ซีรี่ย์เรื่องดังกล่าวได้รับความนิยม และถูกนำมากล่าวถึง ทั้งด้านศิลปะและประเด็นสังคมที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์ ในบทความนี้จึงชวนดู Wednesday อีกครั้ง ผ่านมุมมองความมั่นคง

เพลงป๊อป สังคม การเมือง : อำนาจละมุนกับความเสมอภาคทางเพศ

I’m so sick of running as fast as I can ฉันเบื่อกับการที่ต้องวิ่งเร็วสุดฝีเท้าอยู่ตลอด Wondering if I’d get there quicker ฉันสงสัยว่าฉันจะไปถึงเป้าหมายเร็วกว่านี้ไหม? If I was a man ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ช่วงแรกของท่อนคอรัสเพลง The Man (2562) ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ สะท้อนมุมมองเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เทย์เลอร์กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงว่า “สังคมเรายังมีประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน (double standard) อยู่” เธอเล่าต่อว่าเธอคิดมาตลอดว่าอยากถ่ายทอดประเด็นความไม่เสมอภาคทางเพศ รวมถึงประสบการณ์การทำงานกว่า 10 ปีของเธอ เนื้อหาสำคัญของเพลง คือ ถ้าหากเป็น “ผู้ชาย” ทุกการกระทำของเธอจะได้รับการยอมรับ และได้รับการยกย่องอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์ฉันคนรักที่ล้มเหลวกี่ครั้ง หรือการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ถ้าเธอเป็นผู้ชายก็คงไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเป็นผู้หญิง ก็จะถูกตัดสินในทันทีทันใด เทย์เลอร์นำเสนอประเด็นสองมาตรฐานที่ชัดเจน ในท่อนบริดจ์ของเพลง ในห้วงเวลาราว 10…

Nusantara กับความท้าทายของผืนป่าแห่งเกาะบอร์เนียว

Nusantara ซึ่งในภาษาบาฮาซาอินโดนีเซีย แปลว่า หมู่เกาะ (Archipelago) เริ่มเป็นที่คุ้นเคยของผู้คนมากขึ้นในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า  ชื่อนี้จะเป็นชื่อของเมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซียบนเกาะบอร์เนียว รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนจะสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่แทนกรุงจาการ์ตา โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียประกาศแผนดังกล่าวเมื่อปี 2562 และต่อมามื่อปี 2565 รัฐสภาอินโดนีเซียก็ผ่านกฎหมายในการย้ายเมืองหลวงของประเทศ สาเหตุสำคัญของการย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียมาจากความท้าทายทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมที่กรุงจาการ์ตากำลังเผชิญและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในอนาคต ทั้งปัญหาความแออัดของประชากรโดยประมาณการว่ามีประชาชนอย่างน้อย 10 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงจาการ์ตา ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหาน้ำท่วม และที่สำคัญมากที่สุด คือ การที่กรุงจาการ์ตากำลังจะจมน้ำ จากการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ในเมืองในปริมาณที่มากเกินไป ข้อมูลในปัจจุบันชี้ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงจาการ์ตาจะจมน้ำในระดับที่รวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำภายในปี 2583 ขณะที่รายงานของธนาคารโลกระบุว่า พื้นที่กรุงจาการ์ตาจะลดระดับต่ำลงถึง 40-60 เซนติเมตรในปี 2568 เมื่อเทียบกับอัตราในปี 2551 ดังนั้น อินโดนีเซียจึงจำเป็นต้องเตรียมกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการปรับตัวและเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ กรุงจาการ์ตายังเผชิญปัญหามลพิษทางน้ำมากมาย และน้ำใต้ดินส่วนใหญ่ที่ประชาชนใช้ก็เต็มไปด้วยสารปนเปื้อน Nusantara เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซียตั้งอยู่ระหว่างเขตเปอนาจัมปาเซร์เหนือ และเขตกูไตการ์ตาเนอการา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว (หรือเกาะกาลิมันตัน) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าให้ Nusantara เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการปกครองในห้วงปลายปี…

ปฏิรูปที่ดินเพื่อผู้ประกอบการทางเกษตรกรรม

ตามที่กฎกระทรวงผังเมืองรวมได้กำหนดให้พื้นที่เมืองแบ่งขอบเขต (zone) การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นหลายประเภท ได้แก่ (1) ผังสีเหลือง พื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (2) ผังสีส้ม พื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นต่ำ (3) ผังสีน้ำตาล พื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัยความหนาแน่นสูง (4) ผังสีแดง พื้นที่ประเภทพาณิชยกรรม (5) ผังสีม่วง พื้นที่ประเภทอุตสาหกรรม (6) ผังสีม่วงเม็ดมะปราง พื้นที่ประเภทคลังสินค้า (7) ผังสีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว พื้นที่ประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (8) ผังสีเขียว พื้นที่ประเภทชนบทและเกษตรกรรม และ (9) ผังสีน้ำเงิน พื้นที่ประเภทสถาบันราชการ สาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสาธารณะประโยชน์ …การแบ่งผังเมืองตามสีต่าง ๆ ข้างต้นถูกกำหนดเอาไว้ก็จริง แต่ไม่จะเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป…

สวีเดนจะแข็งกร้าวขึ้นเมื่อเป็นประธานหมุนเวียนของ EU

สวีเดน ประเทศในกลุ่มแสกนดิเนเวียที่ได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกอันดับที่ 7 ในปี 2566 กำลังจะได้เป็นประธานหมุนเวียนของสหภาพยุโรปเป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ มกราคม 2566 เป็นต้นไป ถัดจากสาธารณรัฐเชค ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สวีเดนได้มาด้วยการหมุนเวียนไปตามประเทศสมาชิก และหน้าที่นี้จะทำให้สวีเดนต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมต่าง ๆ กำหนดวาระการประชุม และอำนวยความสะดวกการเจรจา พูดคุยระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งสวีเดนเคยได้เป็นประธานหมุนเวียน EU แล้วเมื่อปี 2544 และปี 2552

แต่การที่สวีเดนได้บทบาทการเป็นประธานหมุนเวียนของ EU ในครั้งนี้ มีสิ่งที่น่าติดตามแตกต่างจากครั้งอื่น ๆ เพราะครั้งนี้ สวีเดนรับบทประธานในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปมีความตึงเครียดและขัดแย้งหลายประเด็น และสวีเดนก็ได้ประกาศชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับเรื่องที่เกี่ยวกับ “ยูเครน” โดยในฐานะประธานหมุนเวียนของสหภาพยุโรป สวีเดนจะสนับสนุนการเพิ่มความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแก่ยูเครน รวมทั้งสนับสนุนกระบวนการที่ยูเครนต้องการเป็นสมาชิก EU ด้วย

Zero Tolerance….. คนไทยควรมีไหม……

ความอดทนเป็นศูนย์ หรือหากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือ จะไม่อดทนกับสิ่งที่ได้พบและได้เห็น และขอตั้งคำถามต่อไปว่า สิ่งนี้ ควรเป็นคุณสมบัติของคนไทยว่าควรมีไหม ? ที่ไปที่มาที่ทำให้ความรู้สึกนี้กลับมารบกวนจิตใจอีกครั้ง เนื่องจากเกิดขึ้นกับตนเองที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้พบอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งพอใจและไม่พอใจ แม้ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสังคม และไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ทำให้ต้องกลับไปคิดว่า เราควร Zero Tolerance กับสิ่งนั้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้ปัญหานั้นลุกลาม หรือการทำตัวเองให้เป็น Zero Tolerance จะยิ่งทำให้สังคมขัดแย้งกันมากขึ้น

การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย

กรณีที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกัน (prisoner swap) ฝ่ายละ 1 คน เมื่อ 8 ธันวาคม 2565 กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ แม้ว่าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เมื่อการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียค่อนข้างห่างเหิน ไม่ไว้วางใจ และมีเรื่องขัดข้องหมองใจกันอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องรัสเซีย–ยูเครน…ดังนั้น การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษครั้งนี้ทำให้หลายสื่อเดาว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะดีขึ้นหรือไม่ และสหรัฐอเมริกากับรัสเซียจะใช้การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเป็นช่องทางหารือกันเรื่องอื่น ๆ หรือเปล่า? รัสเซียไม่ปล่อยให้ทั่วโลกต้องรอคอยคำตอบนี้นาน… โดยสื่อรัสเซียเผยแพร่มุมมองของนาย Dmitry Peskov โฆษกรัฐบาลที่ยืนยันว่า การแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องและไม่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียที่ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจ (sorry state) แม้ว่าประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียจะบอกว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันอีกในอนาคต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะกลับไปใกล้ชิดกันด้วยเหตุผลนี้ และยังย้ำอีกด้วยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อรัสเซีย เพื่อให้การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินไปได้อย่างราบรื่น สำหรับ “การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ” ระหว่างประเทศ ถือเป็นกลไกที่รัฐมีสิทธิใช้และดำเนินการตามหลัก case-by-case ความสำเร็จส่วนมากขึ้นอยู่กับกระบวนการเจรจาทางการทูตที่มีความละเอียดอ่อน รายละเอียดการเจรจาจึงมักจะปิดเป็นความลับ ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากับรัสเซียเจรจาเรื่องการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษคู่นี้มานานแล้ว แต่ว่ากันว่ารัสเซียเป็นฝ่ายยื้อเรื่องการแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้กลายเป็นผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ดูเหมือนว่ารัสเซียจะจริงจังเรื่องการแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งนี้มากขึ้นกว่าเดิม…

เวียดนาม-เกาหลีใต้ยุคใหม่…ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ประธานาธิบดี Nguyen Xuan Phuc ของเวียดนามเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเกาหลีใต้เป็นระยะเวลา 3 วัน ไปเมื่อ 4-6 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งสำคัญ เพราะนอกจากผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายจะได้พบกัน และพูดคุยประเด็นความร่วมมือรอบด้าน เวียดนามกับเกาหลีใต้ยังขยับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ใกล้ชิดขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” หรือ comprehensive strategic partnership ด้วย หลังจากทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาได้ 30 ปี ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับเกาหลีใต้อยู่ในระดับ strategic partnership ตั้งแต่ปี 2555 แต่วันนี้ทั้ง 2 ประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามให้เกาหลีใต้อยู่ในระดับเดียวกันกับจีน รัสเซีย และอินเดียเลยทีเดียว โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายมีค่านิยมร่วมกัน และเชื่อใจกันอย่างมาก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เวียดนามยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าเวียดนามกำลังปรับนโยบายให้เปิดกว้างมากขึ้น ตลอดจนเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิม ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการขยายความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ด้วย สำหรับผลลัพธ์การเยือนในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดี Yoon…