สวีเดนจะแข็งกร้าวขึ้นเมื่อเป็นประธานหมุนเวียนของ EU

สวีเดน ประเทศในกลุ่มแสกนดิเนเวียที่ได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกอันดับที่ 7 ในปี 2566 กำลังจะได้เป็นประธานหมุนเวียนของสหภาพยุโรปเป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ มกราคม 2566 เป็นต้นไป ถัดจากสาธารณรัฐเชค ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สวีเดนได้มาด้วยการหมุนเวียนไปตามประเทศสมาชิก และหน้าที่นี้จะทำให้สวีเดนต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมต่าง ๆ กำหนดวาระการประชุม และอำนวยความสะดวกการเจรจา พูดคุยระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งสวีเดนเคยได้เป็นประธานหมุนเวียน EU แล้วเมื่อปี 2544 และปี 2552

แต่การที่สวีเดนได้บทบาทการเป็นประธานหมุนเวียนของ EU ในครั้งนี้ มีสิ่งที่น่าติดตามแตกต่างจากครั้งอื่น ๆ เพราะครั้งนี้ สวีเดนรับบทประธานในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปมีความตึงเครียดและขัดแย้งหลายประเด็น และสวีเดนก็ได้ประกาศชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับเรื่องที่เกี่ยวกับ “ยูเครน” โดยในฐานะประธานหมุนเวียนของสหภาพยุโรป สวีเดนจะสนับสนุนการเพิ่มความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแก่ยูเครน รวมทั้งสนับสนุนกระบวนการที่ยูเครนต้องการเป็นสมาชิก EU ด้วย

Zero Tolerance….. คนไทยควรมีไหม……

ความอดทนเป็นศูนย์ หรือหากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือ จะไม่อดทนกับสิ่งที่ได้พบและได้เห็น และขอตั้งคำถามต่อไปว่า สิ่งนี้ ควรเป็นคุณสมบัติของคนไทยว่าควรมีไหม ? ที่ไปที่มาที่ทำให้ความรู้สึกนี้กลับมารบกวนจิตใจอีกครั้ง เนื่องจากเกิดขึ้นกับตนเองที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้พบอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งพอใจและไม่พอใจ แม้ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสังคม และไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ทำให้ต้องกลับไปคิดว่า เราควร Zero Tolerance กับสิ่งนั้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้ปัญหานั้นลุกลาม หรือการทำตัวเองให้เป็น Zero Tolerance จะยิ่งทำให้สังคมขัดแย้งกันมากขึ้น

การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย

กรณีที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกัน (prisoner swap) ฝ่ายละ 1 คน เมื่อ 8 ธันวาคม 2565 กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ แม้ว่าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เมื่อการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียค่อนข้างห่างเหิน ไม่ไว้วางใจ และมีเรื่องขัดข้องหมองใจกันอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องรัสเซีย–ยูเครน…ดังนั้น การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษครั้งนี้ทำให้หลายสื่อเดาว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะดีขึ้นหรือไม่ และสหรัฐอเมริกากับรัสเซียจะใช้การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเป็นช่องทางหารือกันเรื่องอื่น ๆ หรือเปล่า? รัสเซียไม่ปล่อยให้ทั่วโลกต้องรอคอยคำตอบนี้นาน… โดยสื่อรัสเซียเผยแพร่มุมมองของนาย Dmitry Peskov โฆษกรัฐบาลที่ยืนยันว่า การแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องและไม่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียที่ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจ (sorry state) แม้ว่าประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียจะบอกว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันอีกในอนาคต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะกลับไปใกล้ชิดกันด้วยเหตุผลนี้ และยังย้ำอีกด้วยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อรัสเซีย เพื่อให้การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินไปได้อย่างราบรื่น สำหรับ “การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ” ระหว่างประเทศ ถือเป็นกลไกที่รัฐมีสิทธิใช้และดำเนินการตามหลัก case-by-case ความสำเร็จส่วนมากขึ้นอยู่กับกระบวนการเจรจาทางการทูตที่มีความละเอียดอ่อน รายละเอียดการเจรจาจึงมักจะปิดเป็นความลับ ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากับรัสเซียเจรจาเรื่องการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษคู่นี้มานานแล้ว แต่ว่ากันว่ารัสเซียเป็นฝ่ายยื้อเรื่องการแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้กลายเป็นผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ดูเหมือนว่ารัสเซียจะจริงจังเรื่องการแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งนี้มากขึ้นกว่าเดิม…

เวียดนาม-เกาหลีใต้ยุคใหม่…ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ประธานาธิบดี Nguyen Xuan Phuc ของเวียดนามเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเกาหลีใต้เป็นระยะเวลา 3 วัน ไปเมื่อ 4-6 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งสำคัญ เพราะนอกจากผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายจะได้พบกัน และพูดคุยประเด็นความร่วมมือรอบด้าน เวียดนามกับเกาหลีใต้ยังขยับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ใกล้ชิดขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” หรือ comprehensive strategic partnership ด้วย หลังจากทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาได้ 30 ปี ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับเกาหลีใต้อยู่ในระดับ strategic partnership ตั้งแต่ปี 2555 แต่วันนี้ทั้ง 2 ประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามให้เกาหลีใต้อยู่ในระดับเดียวกันกับจีน รัสเซีย และอินเดียเลยทีเดียว โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายมีค่านิยมร่วมกัน และเชื่อใจกันอย่างมาก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เวียดนามยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าเวียดนามกำลังปรับนโยบายให้เปิดกว้างมากขึ้น ตลอดจนเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิม ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการขยายความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ด้วย สำหรับผลลัพธ์การเยือนในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดี Yoon…

ประยุกต์กระบวนการออกแบบ…สู่การทำงานอย่างถี่ถ้วน

หากกล่าวถึงคำว่า “ออกแบบ” หลายคนคงคิดถึงการคิดชิ้นงานศิลปะ จากการ “ออก” ซึ่งหมายถึงการสร้างหรือผลิตบางสิ่งออกมา และสิ่งที่ผลิตออกมานั้นคือ “แบบ” แม่พิมพ์ หรือพิมพ์เขียว ออกแบบจึงเป็นกระบวนการคิดก่อนที่จะผลิตชิ้นงานออกมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อศิลปินร่างภาพจากความคิดหรือจินตนาการออกมา เพื่อเริ่มสื่อสารผ่านแบบร่างนั้นให้กับผู้ที่จะร่วมทำงาน หากเป็นกระบวนการผลิตที่สามารถทำได้คนเดียวทั้งหมด กระบวนการออกแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นในหัวของศิลปินทั้งหมดก็ได้ แต่ถ้าเป็นงานออกแบบที่มีความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านที่ต้องสื่อสารกันระหว่างสถาปนิกและเจ้าของบ้าน หรือตึกสูงที่ต้องมีวิศวกรโครงสร้างปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ดังนั้น กระบวนการออกแบบไม่สามารถเกิดขึ้นในหัวของใครคนใดคนหนึ่งได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องนำความคิด สื่อสารออกมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อที่จะรับข้อมูล ประมวลผล ทำแบบร่างทางเลือก ทดสอบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และนำไปก่อสร้างจริง จนแล้วเสร็จ …………..สำหรบกระบวนการออกแบบจะให้ความสำคัญกับ 5 ขั้นตอนสำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ Empathize รับข้อมูลอย่างเอาใจใส่โดยไร้อคติ เพื่อเก็บข้อมูลมาประมวล โดยผู้รับข้อมูลจะต้องสวมบทบาทของผู้ใช้งาน เพื่อทำความเข้าใจถึงประสบการณ์และความรู้สึกในด้านต่างๆ กระบวนการนี้อาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพราะจะได้เก็บข้อมูลได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น Define หรือการระบุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย หาปัญหาเพียงหนึ่งเดียวที่ได้มาจากการกรองข้อมูลจำนวนมากที่ทำการศึกษามา Idea สร้างสรรค์หาวิธีแก้ปัญหา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องใช้ความคิดเป็นอย่างมาก เพื่อหลุดออกจากกรอบเดิมๆ มองหาทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มเติม แล้วจึงค่อยนำหลักการมาวางล้อม และสร้างกรอบความคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ ว่าทางเลือกใดสามารถเกิดขึ้นได้มากที่สุด…

ธุรกิจแบบยั่งยืน

ความยั่งยืน (Sustainable) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลกัน 3 ด้านได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่การพัฒนาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการเงินเป็นอย่างมาก จนเป็น priority แรกๆ จึงทำให้การพัฒนาในมิติด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมเสียหาย เกิดการสูญเสียทรัพยากรไปในจุดที่ไม่สามารถกู้คืนหรือฟื้นฟูกลับมาได้ การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดระยะห่างทางสังคม รวยกระจุกจนกระจาย แต่มูลค่าของเศรษฐกิจกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงและมีผลกระทบที่เป็นรูปธรรม ทำให้ผู้คนหลายกลุ่มเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การตั้งประเด็นเกี่ยวกับการลดการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่างๆ ปลูกพืชทดแทน หรือสร้างรายได้เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวจากการทำคาร์บอนเครดิต เพื่อหวังให้เกิดความยั่งยืน และให้โอกาสทรัพยากรธรรมชาติได้มีช่วงเวลาในการฟื้นตัวจากการถูกใช้งานอย่างหนัก อย่างไรก็ดี …ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ลดการใช้งานก็สามารถสร้างความยั่งยืนได้ เพราะต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูด้วย มนุษย์ยังต้องทำกิจกรรมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เช่น การลดใช้พลาสติด การคัดแยกขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นั่นเพื่อให้เกิดความสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา ภายใต้ความหวังว่า การกระทำนี้จะช่วยยืดอายุของโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างช้าลงที่สุด นั่นคือ การแก้ไขปัญหาในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ ในเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ดังนั้น บทความนี้ขอเสนอ รูปแบบการเงินและธุรกิจ ที่ควรจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นแบบยั่งยืน เป็นการวางแผนเพื่ออนาคตในระยะยาวมากขึ้น คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางราบกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และทางแนวตั้งกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ถ้าการแก้ไขปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม คือ การลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแล้วเหลือไว้ใช้ได้นานๆ พร้อมกับการฟื้นฟู ดังนั้น…

แก้ไขปัญหาการเกษตร ด้วยแนวคิดการลงทุน

…เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับความเห็นที่ว่า“กี่ยุคกี่สมัยชาวนาไทยก็ยังจนอยู่ดี”  ซึ่งผูกโยงมาจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก และทำให้ชาวนาต้องแบกรับหนี้สินที่เกิดจากการลงทุนปลูกข้าวที่มีแนวโน้มต้องเพิ่มการลงทุนสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ราคาข้าวก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการทำนาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายต่างกันราว 1,000 บาท เป็นเรื่องยากที่ชาวนาจะได้กำไร แต่ชาวนายังคงปลูกข้าวต่อไป…….เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำได้และรอความหวังจากความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น การจำนำข้าวหรือเงินอุดหนุนเมื่อนาข้าวเสียหายจากการเผชิญภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงแค่ข้าวที่ขาดกำไร แต่ผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ก็มีราคาที่ไม่แน่นอน และทำให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่รายได้น้อย เฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 บาทต่อคนต่อปี นั่นเพราะต้นทุนที่สูงมากขึ้น ทั้งค่าแรง ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และยาฆ่าแมลง ที่จำเป็นต้องใช้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความไม่แน่นอนของตลาดการรับซื้อ และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาระบบการผลิตนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย เพราะไทยมีจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรอยู่ที่ 9.3 ล้านคน หรือ 13% ของจำนวนประชากรทั้งหมดและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็น 8.6% ของ GDP ถือเป็นรายได้อันดับที่ 3 รองจาก อุตสาหกรรมและการค้า การเปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม ส่งออก หรือการท่องเที่ยวคงจะไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะความอุดมสมบูรณ์ทางด้านภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เพียงแต่รูปแบบการทำการเกษตรจะต้องเปลี่ยนแปลงไป บทความนี้ขอเสนอแนวคิดที่อาจช่วยแก้ไขปัญหาดังล่าวได้ ด้วยมุมมอง “ธุรกิจเกษตร” ที่เป็นการประยุกต์แนวคิดทางธุรกิจมาใช้ในการเพาะปลูกพืช เพื่อ “ขาย”…

ป่าเปลี่ยนไป เมื่อเราใช้น้ำบาดาล

เมื่อฝนตกลงมาสู่ภูเขาที่มีป่า น้ำฝนจะถูกซับลงไปใต้ดินผ่านระบบรากต้นไม้ ขณะที่ภูเขาทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำไว้ ภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับพื้นที่ดินจะค่อยๆ ใช้กลไกแรงโน้มถ่วงของโลก ดึงน้ำที่ซับไว้ในดินให้รวมกันและผุดออกมาเป็นตาน้ำเล็กๆ ที่ไหลรวมกันเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตตลอดเส้นทาง ……และนั่นคือวัฏจักรของป่าต้นน้ำ กับระบบนิเวศน้ำใต้ดิน ซึ่งปัจจุบันกำลังสูญเสียไป ไม่เฉพาะจากการตัดไม้ทำลายป่า (deforestation) ที่ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาไม่ถูกป่าดูดซับไว้ แต่การใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ราบรอบภูเขาก็ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลงเช่นกัน ซึ่งเป็นเพราะเมื่อน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าถูกดึงออกมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อการเกษตร หรือเพื่อการท่องเที่ยว ก็เท่ากับเป็นการนำน้ำที่อยู่ใต้ดินออกมาผึ่งแดดให้ระเหยไปอย่างรวดเร็ว น้ำใต้ดินที่หายไปจากการใช้น้ำบาดาล ก็จะถูกชดเชยด้วยน้ำใต้ดินบนภูเขาที่ถูกซับไว้ น้ำใต้ดินบนภูเขาจึงถูกใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อระบบนิเวศต้นไม้บนภูเขา จากที่สามารถดูดซึมน้ำที่ซับไว้ใช้ในการเจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปีแบบป่าดิบชื้น…ไม่สามารถทำได้อีก นอกจากนี้ เมื่อเข้าหน้าหนาวต้นไม้ก็จะผลัดใบ ในลักษณะของป่าไม้ผลัดใบ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้มากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปจากการขาดน้ำหล่อเลี้ยงป่า ส่งผลผระทบต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ เพราะพรรณไม้บางชนิด ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในวัฏจักรที่เปลี่ยนไป ทำให้ป่าเหลือต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิด กลายเป็นป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรัง ที่มีต้นไม้เพียง 2-5 ชนิดเท่านั้น ทำให้แหล่งอาหารของสัตว์ป่าไม่เพียงพอ และเกิดการอพยพหาแหล่งอาหารไปยังพื้นที่เกษตรรรอบข้าง กลายเป็นความขัดแย้งและอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ จนเรามักจะเห็นข่าวปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับสัตว์ป่าบ่อยครั้ง แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายแนวทาง ……..หนึ่งในนั้นคือการสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ภายในขอบเขตป่าที่กำหนดไว้ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้มาจากการใช้น้ำใต้ดิน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการทำระบบชลระทานหรือระบบน้ำประปาเพื่อส่งน้ำจากแหล่งไปยังพื้นที่ต่างๆ อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตาม การสร้างแหล่งน้ำอย่างเขื่อนหรือแก้มลิงขนาดใหญ่ก็ยังเป็นการลงทุนที่สูง ดังนั้น….. ทางเลือกที่จะพอทุเลาปัญหานี้ลงได้ไปพร้อมกับการขยายตัวของชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ที่ยังคงต้องการการใช้น้ำมากขึ้น คือ การสนับสนุนให้ทุกๆ…

ออสเตรเลียปรับมุมมองต่อการก่อการร้ายสะท้อนว่าความมั่นคงเป็นประเด็นลื่นไหล?!

ประเด็นความมั่นคง (security) หรือสิ่งที่เรากำหนดให้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความอยู่รอดของประชาชน รัฐบาล และอธิปไตยของชาติ ในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ถูกประกอบสร้างขึ้น (construct) หรือกำหนดไว้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง ผลประโยชน์แห่งชาติ และสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม ดังนั้น ในสาขาวิชาความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือ International Security จึงได้มีข้อสรุปหนึ่งว่า “ความมั่นคง” นั้นเป็นประเด็นที่เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย ตามสังคม หรือแม้กระทั่งตามผู้นำ และเพราะความมั่นคงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง และลื่นไหลได้นั้น ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ความมั่นคงรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ และหน้าตาของภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของความมั่นคงในต่างเวลา สถานที่ และมุมมองของผู้คนเช่นกัน ที่ผ่านมาเราจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงและลื่นไหลไปมาตามยุคสมัยและตามผู้ที่ถืออำนาจอยู่ เช่น หลังเหตุวินาศกรรม 9/11 การก่อการร้ายได้ขยับตัวไปเป็นประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ และเป็นภัยคุกคามร่วมกันของประเทศตะวันตก นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ประเด็นสาธารณสุขขยับจากการเป็นประเด็นประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาธารณะไปเป็นประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ …นี่คือ ตัวอย่างง่าย ๆ ของกระบวนการ securitization หรือทำให้ประเด็นใดประเด็นหนึ่งกลายเป็นเรื่อง “ความมั่นคง” โดยผู้มีบทบาทสำคัญ คือ รัฐบาลหรือผู้ครองอำนาจในการประกาศว่าเรื่องใดจะเป็นเรื่องความมั่นคงของสังคมนั้น ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องไหนขึ้นมา ในความรู้สึกของประชาชนมันก็ดูจะเป็นเรื่องจริงจัง สมควรได้รับความสนใจ ความร่วมมือ และจัดสรรงบประมาณไปเพื่อดำเนินการให้รัฐสามารถดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงเหล่านั้นได้…

ความเหลื่อมล้ำ: ความรุนแรงที่เร้นกายภายใต้การเติบโต

“ความเหลื่อมล้ำ” ไม่ได้เป็นเฉพาะปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากกลไก โครงสร้าง กฎระเบียบ กฎหมาย ที่มีส่วนเอื้อให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำ” ขึ้น นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเป็นชนวนแปรสภาพจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) ไปสู่ความรุนแรงเชิงกายภาพ (Physical Violence)