ทิศทางราคาหุ้น JD ปี 2565

หุ้น JD หรือ Jingdong ดีดตัวขึ้นทันทีก่อนปิดแท่งสัปดาห์เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากรัฐบาลจีนแสดงท่าทีเชิงบวกต่อกรณีที่สหรัฐฯ กดดันจีนให้ปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ หากไม่ต้องการให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน เช่น Alibaba และ JD ถูกถอดออกจากรายการซื้อ-ขายในตลาดสหรัฐฯ นักลงทุนกลุ่มใหญ่จึงรู้สึกคลายกังวล แล้วทยอยเข้าช้อนซื้อตามแนวรับสำคัญระหว่างโซน $41-$48 ซึ่งเป็นผลให้ราคามีการรีบาวด์ขึ้นมาจากแนวรับเส้นสีแดงที่ $41 และเส้นสีส้มที่ $48 ทะลุขึ้นมาถึงบริเวณแนวต้านเส้นสีเขียวที่ $62 (ตามภาพที่ 1) คิดเป็นอัตรากว่า 60% แต่ในขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนบางกลุ่มที่รีบปิดสัญญาการซื้อ-ขาย แล้วเทหุ้น JD ทิ้งเพื่อทำกำไรระยะสั้นบริเวณแนวต้านเส้นสีเขียวนี้ด้วย ทำให้การเคลื่อนที่ของหุ้น JD อาจสวิงอยู่ใกล้ๆเส้นดังกล่าวในช่วงรอยต่อระหว่างไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2565 นี้ โดยเป้าหมายหลักในระยะกลางยังคงอยู่ที่แนวต้านเส้นสีน้ำเงิน และแนวต้านเส้นทแยงสีดำบริเวณ $75-$79 ซึ่งเป็นแนวต้านที่มีบทบาทหลักในฐานะกำแพงกั้นราคาไม่ให้หุ้น JD หลุดออกจากตลาดขาลงมาตั้งแต่ช่วงปี 2564 ในทางเทคนิคจากที่ปรากฏออกมาผ่านกราฟราคานั้น หุ้น JD ยังถือว่าเคลื่อนตัวอยู่ในสภาวะตลาดขาลงตามกรอบเส้นขนานสีดำ (bearish parallel channel) ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากแท่งเทียนการดีดตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังถูกมองว่าเป็นเพียงคลื่นของการรีบาวด์จากแนวรับสำคัญเท่านั้น…

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ เดือนมีนาคม 2565

แม้น้ำมันดิบจะเคยถูกนักลงทุนจำนวนมากลงความเห็นให้เป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่า แล้วพากันเทขายทิ้งส่งผลให้ราคาดิ่งลงมาต่ำกว่า $20 ต่อบาร์เรล ในช่วงไวรัส COVID-19 กำลังแพร่ระบาดจนทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการเดินทางทั่วโลกหยุดชะงักลงกะทันหันในทันทีจากความตื่นตระหนก แต่หลังจากรัฐบาลหลายๆแห่งเริ่มทำความเข้าใจกับสถานการณ์ขณะนั้น กราฟราคาน้ำมันดิบก็ฟื้นตัวขึ้นทันทีในลักษณะการหักหัวขึ้น (strong reversal) ช่วงพฤษภาคม 2563 โดยมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ตามกรอบทแยงสีดำ (ascending channel) โดยที่มีการย่อลงของกราฟอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว คือ ในช่วงปลายปี 2563 ก่อนจะเคลื่อนตัวในลักษณะเกาะติดแนวต้านเส้นสีดำไป สะท้อนถึงแรงซื้อที่ตามเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การขนส่งในหลายๆประเทศที่เริ่มฟื้นตัว และกลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไรที่เข้ามาซื้อน้ำมันดิบผ่านสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ หากพิจารณาจากมุมของเทคนิค จะเห็นได้ว่ากราฟราคาน้ำมันดิบในปี 2564 นั้นมีแรงซื้อจากนักลงทุนเบาบางลงไปพอสมควร ทำให้รูปแบบการเคลื่อนที่ของแท่งเทียนมีการชะลอตัวสัมพันธ์กับปริมาณแรงซื้อในตลาดจนราคาต้องย่อลงไปแตะแนวรับเส้นสีน้ำเงิน (ตามภาพที่ 1) บริเวณ $65 ต่อบาร์เรลอยู่ 4-5 ครั้ง เนื่องจากแรงซื้อในตลาดมีไม่เพียงพอที่จะสามารถดันราคาให้ทะลุขึ้นไปอยู่เหนือแนวต้านเส้นสีม่วงบริเวณ $85 ต่อบาร์เรลได้ แต่ด้วยผลของการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และข่าวความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยในครั้งนี้สามารถทะลุผ่านขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านเส้นสีม่วงได้สำเร็จ พร้อมทลายแนวต้านเส้นสีส้มที่บริเวณ $110 ต่อบาร์เรลได้และสามารถทะลุออกไปอยู่นอกกรอบสีดำได้เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี เป้าหมายในเดือนมีนาคมของน้ำมันดิบนี้ในเบื้องต้นจึงเป็นการยืนเหนือแนวต้านสีดำบริเวณ $120…

ทิศทางดัชนี US30 ไตรมาส 2 ปี 2565

ในแวดวงของกลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไร ทั้ง Future และ Binary option นั้น ส่วนใหญ่แล้วหากว่างเว้นจากการเทรดค่าเงินต่างประเทศ มักจะหันไปที่ดัชนี US30 หรือ Wall Street 30 ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพรวมของหุ้น 30 ตัว จากบริษัทที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือจะให้กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ดัชนี US30 นี้ เป็นเครื่องมือวัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาที่ชัดเจนค่อนข้างสูง และมีอัตราการสวิงของราคาที่ต่ำ ดังนั้นจึงง่ายสำหรับผู้ที่เป็นนักลงทุนระยะสั้น เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ตัวอื่นๆในวงจรของตลาดเก็งกำไร เพราะเข้าซื้ออย่างไรก็มีโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ดัชนี US30 เข้าสู่ตลาดขาลงอย่างกะทันหันจากสถานการณ์ของไวรัส COVID-19 ระบาดแล้วนำไปสู่การล็อคดาวน์ในหลาย ๆประเทศทั่วโลก แต่เมื่อสถานการณ์ทุเลาลง และรัฐบาลหลายๆแห่งเริ่มเปิดประเทศเพื่อจะทำให้ COVID-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นมากขึ้น ดัชนี US30 จึงฟื้นตัว และมีแรงซื้อจากนักลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด ในทางเทคนิคจะเห็นได้ชัดว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาดัชนี US30 มีการเคลื่อนที่ในลักษณะสามเหลี่ยมปากเปิด (expanding triangle) ระหว่างแนวรับเส้นสีน้ำเงินที่โซนราคา $33,873.2…

ทิศทางราคาหุ้น Tencent ปี 2565

หุ้น Tencent ก็เช่นเดียวกับหุ้น Alibaba และหุ้นเทคโนโลยีสัญชาติจีนตัวอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าเพ่งเล็งจากองค์กรระดับรัฐบาล จนนักลงทุนในตลาดพากันเทขายอย่างต่อเนื่องในตลอดห้วง 1 ปีที่ผ่านมาจนหลุดแนวรับสำคัญหลายแนว และมีมูลค่าลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี 2564 ที่ HK$774 ถึงกว่า 60% เหลือเพียง HK$315 ซึ่งเป็นแนวรับเดิมของเมื่อ 3 ปีก่อนที่หุ้น Tencent เคยเคลื่อนที่แบบไร้ทิศทาง (sideway) ระหว่างแนวรับเส้นสีแดงบริเวณ HK$315 และแนวต้านเส้นสีเขียวที่ HK$421 ความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดขณะนี้จึงอยู่ที่แนวรับเส้นสีแดงที่เชื่อกันว่าค่อนข้างมีความแข็งแรง จากการที่เคยมีประวัติในการรองรับแรงเทขายจากตลาดได้สำเร็จมาก่อนในช่วงปี 2562-2563 โดยหากรับได้ไหวก็มีแนวโน้มที่จะได้เห็นการฟื้นตัวของหุ้นในลักษณะกราฟรูปตัววี (V-shaped recovery pattarn) เพื่อกลับไปทดสอบแนวต้านหลัก 2 แนว คือ บริเวณเส้นสีเขียว และเส้นสีน้ำเงินบริเวณ HK$476 (ตามภาพที่ 1) ซึ่งเป็นแนวเดิมที่กราฟราคาของ Tencent หลุดทะลุลงมาในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ ในเรื่องของความเป็นไปได้ทางเทคนิคนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันกราฟราคาของหุ้น Tencent ได้หลุดทะลุออกมาจากกรอบแนวรับของตลาดขาขึ้นระยะยาว (bullish parallel…

ทิศทางราคาหุ้น AJA ปี 2565

กลับมาเป็นที่กล่าวถึงกันอีกครั้ง กับหุ้น AJA ที่เพิ่งประกาศแผนการติดตั้งเครื่องขุด Bitcoin จำนวนเพิ่มขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500 เครื่อง ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 เนื่องจากฝ่ายบริหารของบริษัทเชื่อว่าอุตสาหกรรมการขุดเหมือง Bitcoin จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว และช่วยกระจายความเสี่ยงทางการค้าให้แก่บริษัทที่แต่เดิมมีพื้นเพมาจากทางด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองในกราฟราคาเท่าใดนัก เนื่องจากราคาของหุ้น AJA ได้ปรับตัวขึ้นมามากกว่า 500% แล้วจากช่วงราคา 0.11 บาท มาที่ 0.8 บาท ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งปัจจุบันหุ้น AJA ยังเคลื่อนที่สวิงอยู่ในกรอบสภาวะพักตัว (continuation pattern) ระหว่างราคา 0.5 บาท และ 0.8 บาท เพื่อรอแรงซื้อระลอกใหม่เข้ามาช่วยดันราคาให้ปรับตัวขึ้นต่อ สิ่งที่ต้องจับตามองในระยะสั้นนี้คือ แนวรับบริเวณเส้นสีดำ (ตามภาพที่ 1) ราคา 0.5 บาท จะสามารถรับราคาของหุ้น AJA ไหวหรือไม่ หากมีการทุบราคาเกิดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยยอมตัดขาดทุนในอนาคต…

ทิศทางราคาหุ้น Alibaba ปี 2565

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสาหัสสำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกต่างสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาลจีน และนโยบายการแทรกแซงตลาดของจีน ราคาของหุ้นหลายตัวในตลาดจึงร่วงลงอย่างรุนแรงตลอดทั้งปี ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ หุ้น Alibaba ของ Jack Ma ที่ถูกรัฐบาลจีนเข้าทำการตรวจสอบกรณีการผูกขาดทางการค้า ทำให้ราคาหลุดแนวรับสำคัญตามเส้นสีม่วง (ตามภาพที่ 1) ที่บริเวณ $228.62 และเข้าสู่สภาวะขาลงในทันทีเมื่อเดือนมกราคม ปี 2564 โดยราคามีการปรับตัวลงมามากกว่า 60% จากจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ $325 เมื่อปลายปี 2563 เหลือเพียง $86 ในเดือนมีนาคมปี 2565 นักลงทุนหลายกลุ่มจึงเชื่อว่าปัจจุบันหุ้น Alibaba ได้จบรอบลงแล้ว พร้อม ๆ กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีตัวอื่นๆในตลาดสหรัฐฯ เช่น Facebook (Meta), Twitter Inc., และ Netflix ที่มีการดิ่งลงของราคาไปในทิศทางที่ไม่แตกต่างกัน ดังจะเห็นได้จากการที่นักลงทุนในตลาด NASDAQ ส่วนใหญ่ขนเงินออกมาเทให้หุ้นบางประเภทในตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 นี้ อนึ่ง…

ทิศทางดัชนี Hang Seng Index ไตรมาส 2 ปี 2565

จากกรณีที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศถึงแนวโน้มการถอดหุ้นสัญชาติจีนบางตัวออกจากตลาด NYSE (The New York Stock Exchange) เพราะมีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย Holding Foreign Companies Accountable Act จนนักลงทุนจำนวนมากในตลาดพยายามลดสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตที่เป็นหุ้นเทคโนโลยี (China Internet sector) ลง เพื่อลดปริมาณความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนนี้ หุ้นหลายตัวที่มีพื้นเพมาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนจึงปรับตัวสนองต่อกระแสดังกล่าว จนดัชนี Hang Seng Index ที่อยู่ในช่วงตลาดขาลงอยู่แล้ว ปรับตัวลงตามจนมูลค่าลดลงไปกว่า 40% จากจุดสูงสุดเมื่อช่วงต้นปี 2564  เนื่องจากแนวรับสำคัญบริเวณเส้นสีส้ม ราคา HK$21,455.57 ไม่สามารถรับราคาไว้ได้ โดยปัจจุบัน Hang Seng Index กำลังเคลื่อนที่ไปจ่อทดสอบบริเวณแนวรับเส้นสีแดงที่ราคา HK$18,229.79 (ตามภาพที่ 1) ซึ่งเป็นแนวรับเดิมของเมื่อช่วงต้นปี 2559 ที่จะพอมีโอกาสให้ราคาดีดขึ้น (rebound) ได้ ในทางเทคนิคัลนั้น กราฟแสดงผลราคาของ Hang Seng Index ได้ทะลุโครงสร้างของแนวรับ 2 แนวสำคัญ…

Nutrition Balance: คลายร้อนด้วยอาหารฤทธิ์เย็น

เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม-เมษายน อากาศในประเทศไทยก็เริ่มร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะร้อนไปอีกยาวนาน แม้ปัจจุบันเราจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่ทั่วทุกที่ แต่อากาศร้อนก็ยังทำให้เรารู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว จนไปถึงการทำให้ป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างเช่นที่มีข่าวว่า ชายวัยกลางคนได้เสียชีวิตลงในช่วงฤดูร้อนเมื่อเขาดื่มเครื่องดื่มแอลกอศออล์และทุเรียนในวันที่อากาศร้อนจัด ข่าวนี้ทำให้เราอาจตั้งสมมติฐานได้ว่า อาหารมีส่วนที่จะช่วยให้ความร้อนหรือการทำงานของร่างกายทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าการกินทุเรียน หรือผลไม้ และอาหารอื่น ๆ ที่ทำให้ร่างกายร้อน และมีอาการต่างๆ ตามมา เช่น ร้อนใน ท้องเสีย หรือมีไข้ ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่ง ลำไย มะม่วงสุก ขิง แครอท ถั่วฝักยาว น้ำตาลทรายแดง กะทิ ข้าวเหนียว เนื้อสัตว์ ไข่ อาหารหมักดอง ชา กาแฟ รวมไปถึงอาหารที่ย่อยยากชนิดต่างๆ ที่ร่างกายจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อย่อยอาหารเหล่านี้ เมื่อร่างกายทำงานหนักก็จะส่งผลให้เกิดความร้อนสูงภายในร่างกายร่วมกับสภาพอากาศที่ร้อนอยู่ด้วยทำให้สมดุลของร่างกายพัง หากไม่รีบปรับสมดุลร่างกายโดยเร็วก็จะทำให้ป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ วิธีการลดความร้อนภายในร่างกายทำได้หลายวิธี สำหรับวิธีที่จะช่วยรักษาสมดุลในร่างกายได้ นั่นคือ การรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น เช่น มะละกอดิบ ย่านาง น้ำมะพร้าว ฟัก ผักบุ้ง บวบ แตงกวา มะนาว มะเขือเทศ สับปะรด แตงโม…

ปัญหาระดับเมืองของคอนโดมิเนียม ที่แก้ไม่ตก

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กับการเลือกตั้งผู้ว่าคนใหม่ของกรุงเทพมหานคร “เมืองโตเดี่ยว” แห่งประเทศไทย ที่แม้จะมีความเจริญและประชากรที่หนาแน่น เต็มไปด้วยระบบขนส่งสาธารณะและอาคารที่ทันสมัย แต่เมืองหลวงแห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่หลากหลายจากทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน…..ชนชั้นแรงงานและผู้บริหาร หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของกรุงเทพมหานครในช่วง 5-10 ปีมานี้ คือ การเกิดขึ้นของอาคารชุด หรือ คอนโดมิเนียม ที่เข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มคนทุกประเภทตั้งแต่รายบุลคคลจนถึงครอบครัว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งแม้จะอยู่ไกลจาก ศูนย์กลางเมือง (CBD) หรือย่านที่พักอาศัยเดิมก็ยังมีคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงจากตึกแถว 3 ชั้น เป็นตึกสูง 30 ชั้น นั่นหมายถึงจำนวผู้ใช้งานต่อพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ส่งผลต่อความเพียงพอต่อสิ่งความอำนวยความสะดวก อุปโภค บริโภค (facility) ต่างๆ ที่ต้องรองรับกิจกรรมจากคอนโดมิเนียมเหล่านั้น ซึ่งเริ่มสะสมกลายเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากยิ่งของเมือง โดยสามารถแบ่งออกมาได้ 4 ด้าน ได้แก่ ทางสัญจรหรือถนน แม้คอนโดมิเนียมจะขึ้นอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าที่ช่วยรองรับคนไปยังพื้นที่ต่างๆ แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโดจำนวนมากยังคงมีการใช้รถยนต์ส่วนตัว (คอนโดมิเนียมมีที่จอดรถ 1 คันต่อพื้นที่ 120 ตารางเมตรและห้องขนาด 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะต้องมีที่จอดรถ 1 คันต่อ 1 ยูนิต) โดยมีเหตุผลถึงความไม่สะดวกในการเข้าถึงสถานที่ต่างๆด้วยรถไฟฟ้าและค่าบริการเมื่อเทียบกับการใช้รถไฟฟ้าไม่ต่างกันมากนัก…

หลุมหลบภัยเมล็ดพันธุ์ การเก็บตัวเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เนื่องมาจากสภาพแปรปรวนรุนแรง อากาศที่ร้อนขึ้น การใช้สารเคมีจนทำให้ดินเสื่อมโทรม รวมถึงแหล่งน้ำที่แห้งหายไป ทำให้พืชบางชนิดในภูมิประเทศต่างๆ ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และตกอยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธ์” ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศในระยะยาว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลนอร์เวย์ตระหนักถึงปัญหานี้ และได้สร้างห้องแช่ขนาดใหญ่ ชื่อ ห้องนิรภัยเมล็ดพืชโลกสฟาลบาร์ (Svalbard Global Seed Vault) ไว้ใต้ดิน เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์พืชกว่า 880,000 ชนิด ในอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ที่ขั้วโลกเหนือเพื่อแช่แข็งเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านี้ไว้ตลอดเวลา แต่มาตรการดังกล่าวจะป้องกันปัญหาการสูญพันธุ์ของพืชได้หรือไม่? เมื่อเมล็ดพืชที่ถูกเก็บในช่วงที่สภาพแวดล้อมสมบูรณ์ จะต้องถูกนำมาเพาะปลูกตอนที่สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมไปแล้ว? กล่าวคือ เมื่อเมล็ดพืชที่ถูกเก็บไว้ในระยะเวลา 30 ปี ถูกนำมาเพาะปลูกอีกครั้ง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ปริมาณแสงแดด อุณภูมิของอากาศ ปริมาณน้ำ และแร่ธาตุในดิน จะยังคงเพียงพอให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้อีกหรือไม่ ในทางกลับกัน เมื่อเราอาศัยการปรับตัว หรือวิวัฒนาการทางธรรมชาติ เป็นการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์พืชไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ในอดีต เราได้พบว่า พืชตระกูลแคคตัสเปลี่ยนใบที่มีลักษณะแผ่เป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง หรือต้นอาคาเซียพัฒนาการให้สามารถปล่อยสารความหวานออกจากหนามเพื่อล่อมดให้มันป้องกันยีราฟที่เข้ามากินใบไม้ นั่นหมายความว่า วิธีการอนุรักษ์พันธุ์พืชให้ดำรงอยู่ต่อไป อาจเป็นการเพาะปลูกอยู่อย่างสม่ำเสมอและให้พืชนั้นปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง ดังนั้น แนวคิดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายพันธุ์หรือรักษาเมล็ดพันธุ์ นั่นคือ “การเพาะปลูก”…