เกิดอะไรขึ้นในหมู่เกาะโซโลมอนอันไกลโพ้น

การปะทะคารมระหว่างผู้นำออสเตรเลียกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียเป็นแกนนำเรียกร้องให้นานาประเทศสืบสวนต้นกำเนิดของโรค COVID-19 ที่เมืองอู่ฮั่นของจีน แต่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอร์ริสันอาจไม่พอใจกว่าครั้งไหน ๆ เมื่อจีนกับหมู่เกาะโซโลมอนเตรียมลงนามร่างข้อตกลงสำคัญที่เปิดประตูให้จีนส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปากีสถานจะเดินไปทางไหน ในวันที่อิมราน ข่านหลุดจากตำแหน่ง

เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยกับการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีของปากีสถานเมื่อกลางดึกที่เข่าสู๋ 10 เมษายน 2565 ซึ่งส่งผลให้นายกรัฐมนตรีอิมราน ข่านกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ปากีสถานที่หลุดจากตำแหน่งโดยการโหวตของรัฐสภา . แม้ว่าก่อนหน้านี้เขามีความพยายามอย่างมากที่จะยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่เมื่อศาลสูงสุดตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวนั้นขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ท้ายที่สุดแล้วเขาต้องถูกรัฐสภาลงมติในที่สุด และค่ำคืนที่ผ่านมาก็ได้กลายเป็นฝันร้ายของเขาไปเป็นที่เรียบร้อย . คำถามต่อมาคือแล้วใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปของปากีสถาน ซึ่งแน่นอนว่าสื่อหลายสำนักเล็งตรงกันว่าตัวเต็งคนสำคัญคงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนายเชห์บาซ ชารีพ น้องชายของอดีตนายกรัฐมนตรีนาวาฟ ชารีพ ผู้เล่นบทบาทเป็นผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภาเวลานี้ . ชัยชนะในรัฐสภาในครั้งนี้ส่งผลให้ตระกูลชารีพกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งภายหลังก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับคำตัดสินเกี่ยวกับการทุจริตเงินแผ่นดิน . อย่างไรก็ตามแม้เชห์บาซ จะมาจากตระกูลชารีพ แต่เขานั้นมีความแตกต่างจากพี่ชายหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ของเขากับทหาร ที่รู้กันดีในทางการเมืองว่าคุมทั้งนโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ . เชห์บาซนั้นค่อนข้างมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทหาร แตกต่างจากพี่ชายของเขา ที่ขัดแย้งกับทหารบ่อยครั้งจนถูกรัฐประหาร ตรงนี้ทำให้บางฝ่ายมองว่าเป็นเหตุผลให้ทหารที่เชื่อกันว่าสนับสนุนอิมราน ข่าน วางตัวนิ่งเฉยต่อเหตุที่เกิดในรัฐสภา . ยิ่งไปกว่านั้นเชห์บาซยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับจีนอีกด้วย โดยเขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิดในช่วงที่มีการลงทุนพัฒนาแคว้นปัญจาบ บ้านเกิดของเขาในช่วงที่เขาเป็นผู้บริหาร . ในขณะเดียวกันจีนเองก็ชื่นชมการทำงานของเขา ถึงขนาดที่กงสุลจีนเคยกล่าวชมเขาว่าไม่ว่าเขาจะทำงานเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เขาจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ . อีกหนึ่งจุดแข็งของชายคนนี้คือการมองสหรัฐอเมริกาต่างจากข่าน ในขณะที่ข่านหันหลังให้สหรัฐอเมริกาอย่างเต็มตัว เชห์บาซกลับมองว่าปากีสถานสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากสหรัฐอเมริกาได้ . สุดท้ายนี้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปากีสถานในครั้งนี้คาดกันว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อรูปแบบความสัมพันธ์ในภูมิภาคเอเชียใต้โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องแคชเมียร์ อัฟกานิสถาน และฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค . ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองภายในปากีสถานด้วยเช่นกันเพราะอิมราน ข่านเองก็มีการเรียกร้องให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนด้วย . เสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตามองเพราะมาจากการผสมของหลายพรรคการเมือง…

ศรีลังกา จาก “ดาวรุ่ง” กลายเป็น “ดาวร่วง”

ในขณะที่สื่อต่างประเทศทั่วโลกกำลังจดจ่ออยู่กับวิกฤตในยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของประเทศแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียใต้ อย่างศรีลังกากำลังได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น จากการออกมาประท้วงตามท้องถนนของประชาชนภายในประเทศที่วันนี้กำลังลุกลามบานปลาย จนรัฐบาลต้องส่งกำลังทหารออกมาควบคุมฝูงชน   คำถามที่เกิดขึ้นคือ อะไรทำให้ประชาชนศรีลังกาพากันออกมาประท้วงรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดเดียวกันนี้ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างถล่มทลายจากประชาชนในการเลือกตั้งก่อนหน้านี้   สถานการณ์ที่กลับหัวกลับหางเช่นนี้ของศรีลังกานั้นเป็นผลสำคัญมาจากปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศที่นับตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19 เป็นต้นมา ราคาอาหารและสิ่งของจำเป็นก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบ   ยิ่งไปกว่านั้นการพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าจำเป็นหลายชนิดจากภายนอกทั้งอาหาร พลังงาน และยา ส่งผลให้ค่าเงินของศรีลังกาตกลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เมื่อทั้งสองปัจจัยผนวกกันวิกฤตการณ์ในศรีลังกาจึงรุนแรงมากยิ่งขึ้น และนำมาสู่การประท้วงของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ถึงขนาดที่ว่าการสอบของนักเรียนต้องยกเลิกเนื่องจากขาดแคลนกระดาษ   น่าสนใจว่าประเทศแห่งนี้ที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่ในตอนนี้นั้น นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2491 และผ่านเหตุการณ์สงครามกลางเมืองภายในประเทศมากกว่า 26 ปี หลังสิ้นสุดทุกปัญหาในปี 2549 รัฐบาลหลายชุดก็ได้ผลักดันการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง   ศรีลังกากลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเอเชียใต้ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตัวเลข GDP แต่ละปีพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 1,436 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2549 เป็น 3,819 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2557 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าของประเทศอย่างยูเครน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเสียอีก   ความสำเร็จในช่วงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาส่งผลให้ศรีลังกาสามารถผลักประชากรของตัวเองกว่า…

หากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เป็นผลดีต่อสันติภาพของโลก?

การแยกโลกเป็นสองข้าง (The Great Decoupling) เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กับจีนแข่งขันและขัดแย้งกันจนยกระดับเป็นสงครามการค้า สงครามดังกล่าวขัดแย้งกับความคิดความเชื่อของนักวิชาการสายเสรีนิยม ที่เชื่อว่ายิ่งโลกผูกกันพันเกี่ยวยิ่งขึ้น โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งแบบไม่เผาผีก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพากันและกันในทางเศรษฐกิจ การแตกหักกันรังแต่จะสร้างผลเสียให้กับทุกฝ่าย

โอลิมปิก 2008 vs 2022 กับภาพของจีนที่แตกต่าง

นึกย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ 14 ปีที่แล้ว ภาพสนามกีฬารังนก และพิธีเปิดที่อลังการด้วยนักแสดงจำนวนมหาศาล คือภาพความยิ่งใหญ่ที่จีนถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก จนชาวโลกจำนวนมากประกาศยอมแพ้ล่วงหน้า ว่าจีนสร้างมาตรฐานไว้สูงมากจนคงไม่มีเจ้าภาพชาติไหนทำได้เท่านี้อีกแล้ว ประโยชน์ยิ่งใหญ่จากการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2008 (พ.ศ.2551) ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือการเป็นสัญญะที่มองเห็นเป็นรูปธรรมของ “จีนที่ยิ่งใหญ่” จีนใช้สื่อมวลชนต่างประเทศให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดภาพดังกล่าวสู่สายตาชาวโลก จนกีฬาโอลิมปิกครั้งนั้นถูกกำหนดเป็นหมุดหมายแห่งการผงาดอีกครั้งของจีน หลังจากก้มหน้าก้มตาพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ทำตัวโดดเด่นตามแนวทาง “keeping a low profile policy” ของท่านผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง รวมทั้งบาดเจ็บหนักจากการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกหลังเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 ความยิ่งใหญ่ที่จีนแสดงต่อชาวโลก ยังเป็นคุณูปการต่อมิติภายในประเทศ ภาพความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของกีฬาโอลิมปิกครั้งนั้น ปลุกกระแสรักชาติและความภาคภูมิใจในชาติจีนของชาวจีน มรดกจากกระแสรักชาติเข้มข้นในระยะนั้น สอดรับกันได้ดีกับแนวทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนปี 2555) ที่ชูแนวคิด “ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่” ให้จีน พร้อมด้วยสารพัดสารพันแนวทางเร้าอารมณ์รักชาติมาจนถึงปัจจุบัน 14 ปีถัดมา กรุงปักกิ่งเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกอีกครั้ง คราวนี้เป็นกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว เป็นครั้งแรกที่จีนชนะการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว เช่นเดียวกับเมื่อปี 2551 ที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนเป็นครั้งแรก (ไทยคือหนึ่งในประเทศที่เสนอตัวและแพ้จีนไปในครั้งนั้น) ความแตกต่างคือ จีนในตอนนั้นกับจีนในตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ในตอนนั้นจีนเป็นประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาตัวเอง โน้มตัวเข้าหาชาวโลกเพื่อแสวงหาการยอมรับ ขณะที่ประเทศตะวันตกในตอนนั้นก็เชื่อว่า การรับเอาจีนเข้าสู่ประชาคมโลก…

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ผลกระทบราคาพลังงานโลก

ตลอดเดือนเต็มที่ผ่านมากับการเดินหน้ารบของรัสเซียในยูเครนได้สร้างผลกระทบอย่างมากมายมหาศาลไม่เฉพาะกับประเด็นด้านมนุษยธรรมในประเทศยูเครนเท่านั้น แต่วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกด้วย โดยเฉพาะในฝั่งยุโรปที่พึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียจำนวนมหาศาล

ทิศทางราคาหุ้น JD ปี 2565

หุ้น JD หรือ Jingdong ดีดตัวขึ้นทันทีก่อนปิดแท่งสัปดาห์เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากรัฐบาลจีนแสดงท่าทีเชิงบวกต่อกรณีที่สหรัฐฯ กดดันจีนให้ปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ หากไม่ต้องการให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน เช่น Alibaba และ JD ถูกถอดออกจากรายการซื้อ-ขายในตลาดสหรัฐฯ นักลงทุนกลุ่มใหญ่จึงรู้สึกคลายกังวล แล้วทยอยเข้าช้อนซื้อตามแนวรับสำคัญระหว่างโซน $41-$48 ซึ่งเป็นผลให้ราคามีการรีบาวด์ขึ้นมาจากแนวรับเส้นสีแดงที่ $41 และเส้นสีส้มที่ $48 ทะลุขึ้นมาถึงบริเวณแนวต้านเส้นสีเขียวที่ $62 (ตามภาพที่ 1) คิดเป็นอัตรากว่า 60% แต่ในขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนบางกลุ่มที่รีบปิดสัญญาการซื้อ-ขาย แล้วเทหุ้น JD ทิ้งเพื่อทำกำไรระยะสั้นบริเวณแนวต้านเส้นสีเขียวนี้ด้วย ทำให้การเคลื่อนที่ของหุ้น JD อาจสวิงอยู่ใกล้ๆเส้นดังกล่าวในช่วงรอยต่อระหว่างไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2565 นี้ โดยเป้าหมายหลักในระยะกลางยังคงอยู่ที่แนวต้านเส้นสีน้ำเงิน และแนวต้านเส้นทแยงสีดำบริเวณ $75-$79 ซึ่งเป็นแนวต้านที่มีบทบาทหลักในฐานะกำแพงกั้นราคาไม่ให้หุ้น JD หลุดออกจากตลาดขาลงมาตั้งแต่ช่วงปี 2564 ในทางเทคนิคจากที่ปรากฏออกมาผ่านกราฟราคานั้น หุ้น JD ยังถือว่าเคลื่อนตัวอยู่ในสภาวะตลาดขาลงตามกรอบเส้นขนานสีดำ (bearish parallel channel) ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากแท่งเทียนการดีดตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังถูกมองว่าเป็นเพียงคลื่นของการรีบาวด์จากแนวรับสำคัญเท่านั้น…

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ เดือนมีนาคม 2565

แม้น้ำมันดิบจะเคยถูกนักลงทุนจำนวนมากลงความเห็นให้เป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่า แล้วพากันเทขายทิ้งส่งผลให้ราคาดิ่งลงมาต่ำกว่า $20 ต่อบาร์เรล ในช่วงไวรัส COVID-19 กำลังแพร่ระบาดจนทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการเดินทางทั่วโลกหยุดชะงักลงกะทันหันในทันทีจากความตื่นตระหนก แต่หลังจากรัฐบาลหลายๆแห่งเริ่มทำความเข้าใจกับสถานการณ์ขณะนั้น กราฟราคาน้ำมันดิบก็ฟื้นตัวขึ้นทันทีในลักษณะการหักหัวขึ้น (strong reversal) ช่วงพฤษภาคม 2563 โดยมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ตามกรอบทแยงสีดำ (ascending channel) โดยที่มีการย่อลงของกราฟอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว คือ ในช่วงปลายปี 2563 ก่อนจะเคลื่อนตัวในลักษณะเกาะติดแนวต้านเส้นสีดำไป สะท้อนถึงแรงซื้อที่ตามเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การขนส่งในหลายๆประเทศที่เริ่มฟื้นตัว และกลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไรที่เข้ามาซื้อน้ำมันดิบผ่านสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ หากพิจารณาจากมุมของเทคนิค จะเห็นได้ว่ากราฟราคาน้ำมันดิบในปี 2564 นั้นมีแรงซื้อจากนักลงทุนเบาบางลงไปพอสมควร ทำให้รูปแบบการเคลื่อนที่ของแท่งเทียนมีการชะลอตัวสัมพันธ์กับปริมาณแรงซื้อในตลาดจนราคาต้องย่อลงไปแตะแนวรับเส้นสีน้ำเงิน (ตามภาพที่ 1) บริเวณ $65 ต่อบาร์เรลอยู่ 4-5 ครั้ง เนื่องจากแรงซื้อในตลาดมีไม่เพียงพอที่จะสามารถดันราคาให้ทะลุขึ้นไปอยู่เหนือแนวต้านเส้นสีม่วงบริเวณ $85 ต่อบาร์เรลได้ แต่ด้วยผลของการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และข่าวความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยในครั้งนี้สามารถทะลุผ่านขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านเส้นสีม่วงได้สำเร็จ พร้อมทลายแนวต้านเส้นสีส้มที่บริเวณ $110 ต่อบาร์เรลได้และสามารถทะลุออกไปอยู่นอกกรอบสีดำได้เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี เป้าหมายในเดือนมีนาคมของน้ำมันดิบนี้ในเบื้องต้นจึงเป็นการยืนเหนือแนวต้านสีดำบริเวณ $120…

ทิศทางดัชนี US30 ไตรมาส 2 ปี 2565

ในแวดวงของกลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไร ทั้ง Future และ Binary option นั้น ส่วนใหญ่แล้วหากว่างเว้นจากการเทรดค่าเงินต่างประเทศ มักจะหันไปที่ดัชนี US30 หรือ Wall Street 30 ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพรวมของหุ้น 30 ตัว จากบริษัทที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือจะให้กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ดัชนี US30 นี้ เป็นเครื่องมือวัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาที่ชัดเจนค่อนข้างสูง และมีอัตราการสวิงของราคาที่ต่ำ ดังนั้นจึงง่ายสำหรับผู้ที่เป็นนักลงทุนระยะสั้น เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ตัวอื่นๆในวงจรของตลาดเก็งกำไร เพราะเข้าซื้ออย่างไรก็มีโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ดัชนี US30 เข้าสู่ตลาดขาลงอย่างกะทันหันจากสถานการณ์ของไวรัส COVID-19 ระบาดแล้วนำไปสู่การล็อคดาวน์ในหลาย ๆประเทศทั่วโลก แต่เมื่อสถานการณ์ทุเลาลง และรัฐบาลหลายๆแห่งเริ่มเปิดประเทศเพื่อจะทำให้ COVID-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นมากขึ้น ดัชนี US30 จึงฟื้นตัว และมีแรงซื้อจากนักลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด ในทางเทคนิคจะเห็นได้ชัดว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาดัชนี US30 มีการเคลื่อนที่ในลักษณะสามเหลี่ยมปากเปิด (expanding triangle) ระหว่างแนวรับเส้นสีน้ำเงินที่โซนราคา $33,873.2…

ทิศทางราคาหุ้น Tencent ปี 2565

หุ้น Tencent ก็เช่นเดียวกับหุ้น Alibaba และหุ้นเทคโนโลยีสัญชาติจีนตัวอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าเพ่งเล็งจากองค์กรระดับรัฐบาล จนนักลงทุนในตลาดพากันเทขายอย่างต่อเนื่องในตลอดห้วง 1 ปีที่ผ่านมาจนหลุดแนวรับสำคัญหลายแนว และมีมูลค่าลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี 2564 ที่ HK$774 ถึงกว่า 60% เหลือเพียง HK$315 ซึ่งเป็นแนวรับเดิมของเมื่อ 3 ปีก่อนที่หุ้น Tencent เคยเคลื่อนที่แบบไร้ทิศทาง (sideway) ระหว่างแนวรับเส้นสีแดงบริเวณ HK$315 และแนวต้านเส้นสีเขียวที่ HK$421 ความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดขณะนี้จึงอยู่ที่แนวรับเส้นสีแดงที่เชื่อกันว่าค่อนข้างมีความแข็งแรง จากการที่เคยมีประวัติในการรองรับแรงเทขายจากตลาดได้สำเร็จมาก่อนในช่วงปี 2562-2563 โดยหากรับได้ไหวก็มีแนวโน้มที่จะได้เห็นการฟื้นตัวของหุ้นในลักษณะกราฟรูปตัววี (V-shaped recovery pattarn) เพื่อกลับไปทดสอบแนวต้านหลัก 2 แนว คือ บริเวณเส้นสีเขียว และเส้นสีน้ำเงินบริเวณ HK$476 (ตามภาพที่ 1) ซึ่งเป็นแนวเดิมที่กราฟราคาของ Tencent หลุดทะลุลงมาในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ ในเรื่องของความเป็นไปได้ทางเทคนิคนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันกราฟราคาของหุ้น Tencent ได้หลุดทะลุออกมาจากกรอบแนวรับของตลาดขาขึ้นระยะยาว (bullish parallel…