ทิศทางค่าเงิน Pound sterling ไตรมาศ 1 ปี 2565

สำหรับค่าเงิน Pound sterling หรือ GBP ของอังกฤษ ปัจจุบันกราฟแท่งเทียนของห้วง 1 ปีที่ผ่านมา ยังนับว่าเป็นขาลงอยู่ หลังจากกราฟ GBPUSD ไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านเส้นสีส้มที่ $1.42349 (ตามภาพที่ 1) ไปได้เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาสกุลเงิน GBP ที่อิงกับมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่องจนหลุดแนวรับสำคัญของตลาดขาขึ้นทั้งเส้นสีม่วงที่บริเวณ $1.38319 และเส้นสีเขียวบริเวณ $1.36638 ลงมาตามกรอบทแยง (descending channel) ตลอด โดยไม่สามารถขยับออกไปนอกกรอบได้เลยเป็นเวลามากกว่า 8 เดือน แม้ว่าช่วงพฤศจิกายนที่ผ่านมา จะได้เห็นความพยายามในการทะลุออกไปนอกกรอบแนวต้านเส้นสีดำก็ตาม แต่ไม่นานก็โดนแรงขายบริเวณแนวต้านเส้นสีม่วง $1.38319 เทขายจนราคาร่วงอย่างรุนแรง และหลุดจากแนวรับเส้นสีน้ำเงินที่ $1.34614 ลงจนถึงเส้นสีแดงบริเวณ $1.31618 ซึ่งเป็นแนวรับสุดท้าย และเป็นจุดที่ราคาของสกุลเงิน GBP ลงมาทำจุดต่ำสุดเมื่อช่วงปลายปี ความเป็นจุดต่ำสุดของปี 2021 นี้ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเล็งเห็นว่าจะสามารถเป็นจุดกลับตัวของกราฟได้ และทยอยเข้ามาช้อนซื้อที่ราคาดังกล่าวจนกราฟพุ่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านเส้นเขียวที่ $1.36638 ถึง 2 ครั้งแต่ไม่ผ่าน ทำให้ราคาถูกเทขายลงมาอีกครั้งในช่วงกุมภาพันธ์ 2565…

อินเดียในวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

ณ วินาทีนี้คงไม่มีเรื่องราวต่างประเทศไหนจะร้อนแรงไปกว่าการเปิดปฏิบัติการทางการทหารของรัสเซียในยูเครน ที่ตึงเครียดกันตามแนวพรมแดนมาเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ แล้ว กลายเป็นวาทกรรมและการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสารไปมาตลอดเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเดินทางเยือนของหลายผู้นำชาติยุโรปเพื่อหาทางออกอย่างสันติให้กับวิกฤตในครั้งนี้ อันมีต้นสายปลายเหตุสำคัญมาจากความพยายามเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ เนโต ทั้งนี้รัสเซียมองว่าการกระทำดังกล่าวหากปล่อยให้เกิดขึ้นจะกลายเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคงอย่างยิ่งต่อรัสเซีย เปรียบเสมือนรัสเซียกำลังถูกปิดล้อมทางการทหารจากประเทศสมาชิกในกลุ่มเนโตเหล่านี้ ที่นับวันจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดเช่นนี้ รวมถึงการเปิดปฏิบัติการทางการทหารในยูเครนของรัสเซีย จึงก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไปจนถึงการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของหลายประเทศ ทั้งในยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ตัดสินใจอยู่ห่างจากวิกฤตนี้ หรือวางตัวนิ่งเฉยต่อการกระทำของรัสเซีย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ หนึ่งในประเทศเหล่านั้นที่ดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นกลางแบบนี้นั้น รวมถึงประเทศอินเดียด้วย น่าสนใจว่าตลอดวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ผ่านมา อินเดียค่อนข้างมีท่าทีนิ่งเงียบอย่างยิ่ง และเลือกที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าวมากนั้น แม้แต่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อินเดียแสดงท่าทีเพียงมุ่งหวังให้ทุกฝ่ายพูดคุยกัน และใช้ช่องทางการทูตเป็นสำคัญในการแก้ไขปัญหา ความเคลื่อนไหวที่ดูจะเห็นชัดเจนที่สุดของอินเดียในกรณีนี้ ดูเหมือนจะเป็นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมาภายหลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการในยูเครน โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียตัดสินใจต่อสายตรงกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่ออ่านในเนื้อหารายละเอียดการสนทนาระหว่าง 2 ผู้นำ กลับแทบไม่พบการวิจารณ์รัสเซียของอินเดียเลย มากที่สุดเพียงเรียกร้องให้รัสเซียยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วหันกลับมาใช้ช่องทางการทูตในการแก้ไขปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นโดยส่วนใหญ่การสนทนาจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอินเดียที่อยู่ในยูเครนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการอพยพคนอินเดียออกจากยูเครนอย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ยังสะท้อนผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอินเดียที่จัดขึ้นต่อจากนั้นเพื่อวางแผนช่วยเหลือคนอินเดียออกจากยูเครน ท่าทีของอินเดียที่ค่อนข้างนิ่งเฉยนี้ไม่ใช่รู้สึกได้จากสายตาคนนอกเท่านั้น แม้กระทั่งยูเครนเองยังเรียกร้องให้อินเดียแสดงบทบาทและท่าทีมากกว่านี้ โดยทั้งประธานาธิบดีของยูเครนและเอกอัครราชทูตยูเครนประจำอินเดีย ต่างเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีโมดี…

บุก… ไม่บุก (ภาคต่อ ครั้งที่ 2) รัสเซียตอบว่า……

หายไปหลายวัน จากที่ต้องลุ้นว่า รัสเซียจะแรงขนาดไหน ผลก็คือว่า แรงแบบไม่มีถอยหลัง ทั้งรับรองความเป็นรัฐอิสระของเขตปกครองตนเองโดเนตสค์ (Donetsk People’s Republic-DPR) และเขตปกครองตนเองลูฮานสค์ (Luhansk People’s Republic-LPR) ยังไม่พอ … ส่งทหารไปรักษาสันติภาพในภูมิภาคดอนบาสที่ DPR และ LPR อยู่ และอนุมัติให้กองทัพรัสเซียนอกประเทศ เพื่อสนับสนุน DPR และ LPR ต่อไปจะมีอะไรอีกไหมที่รัสเซียน่าจะทำ ! มีนะ… อาจส่งกองกำลังสันติภาพร่วมขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) ที่มีรัสเซีย อาร์เมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน และทาจิกิสถาน ก็ได้ ใครจะรู้….. ที่ทำมาทั้งหมด คำตอบก็อยู่ที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2565 บอกว่า “จะไม่มีการเจรจา หากเป็นผลประโยชน์ด้านความมั่นคง” สั้น ๆ ก็คือว่า ….หากยูเครนจะเป็นสมาชิกเนโต ไม่เจรจา…

โครงสร้างประชากรกับการแย่งชิงทรัพยากรมนุษย์

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรามีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของโครงสร้างประชากรทั้งหมด ทำให้เกิดความหวาดวิตกของการเป็นสังคมผู้สูงอายุ วัยแรงงานจะต้องรับภาระในการเลี้ยงดูวัยชรา ส่งผลต่อการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ไทยได้กำหนดแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) โดยมียุทธศาสตร์ด้านการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ สร้างระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้านผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่กำหนดไว้และได้ดำเนินการด้วยการพัฒนาผู้สูงอายุให้มีอาชีพ สามารถหารายได้ วางแผนการเงินเพื่อการพึ่งพาตนเองได้ มีสุขภาพที่แข็งแรง และได้ดำเนินการมาจนถึง พ.ศ. 2564 ตามแผนที่วางไว้…. คำถามสำคัญก็คือ แล้วหลังจากนี้คืออะไร? เมื่อจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุอยู่ในช่วง 60 ปีขึ้นไปในไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงร้อยละ 28 ของประชากร ในขณะที่วัยแรงงานลดลงเหลือร้อยละ 58 รวมถึงประชากรที่เกิดใหม่ก็กำลังลดลงเหลือร้อยละ 14 ในปี พ.ศ. 2575 หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อปัญหาสังคมผู้สูงอายุไม่ได้รับการแก้ไข โครงสร้างประชากรยังอยู่ในความเสี่ยงที่มีความเปลี่ยนแปลงไป อะไรจะเข้ามาเติมศักยภาพให้กับวัยแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แน่นอนว่าด้วยระบบสาธารณสุขในปัจจุบันทำให้คนมีอายุยาวขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้นในวัยชรา เกษียณช้าลง แต่กระนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ทางออก…จึงมุ่งไปที่การนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งการใช้เครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ก็ทยอยเปลี่ยนถ่ายมาอย่างต่อเนื่อง…

เมื่อโรงงานไฟฟ้าสามารถทำได้มากกว่าการผลิตไฟฟ้า

ไฟฟ้าเป็นพลังงานสำคัญที่ไม่ว่าชุมชนแห่งหนไหนก็ต้องการทั้งสิ้น และเราพบว่า ความต้องการไฟฟ้ามีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การผลิตไฟฟ้าต้องมากขึ้นตาม ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าได้หลายวิธีตามแหล่งทรัพยากรที่แตกต่างกัน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้พลังงานจลน์หรือพลังงานความร้อนสร้างไอน้ำเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า ทรัพยากรต่างๆที่ใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้าก็มีอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ กันไป ทางเลือกในการผลิตที่หลากหลายได้สร้างโอกาสที่จะทำให้เกิดโรงงานผลิตไฟฟ้ากระจายไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น กระจายโอกาสการเข้าถึงไฟฟ้าได้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานตามท้องถิ่นเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้มากขึ้นแล้ว การสร้างโรงไฟฟ้ายังมีผลต่อบริบทพื้นที่รอบข้างอีกด้วย โดยเราจะชวนให้มาทำความรู้จักกับแหล่งผลิตพลังงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อพื้นที่ 3 ตัวอย่าง ตามนี้… “โรงไฟฟ้าพลังงานหญ้า” กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน มีแนวคิดในการก่อตั้ง โรงงานไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนบนดอยหรือหมู่บ้านกลางทุ่ง ที่การตั้งเสาเดินสายไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ต้องใช้งบประมาณสูง ชุมชนเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่ในป่า ทำการเกษตรและหาของป่าเลี้ยงชีพ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟหรือโซล่าเซลล์ การใช้ไฟฟ้ายังขาดความเสถียรตามสภาพอากาศของวัน การตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กตามชุมชนจะช่วยให้ชุมชนมีพลังงานไฟฟ้าทางเลือกมากขึ้น และยังเป็นการพลิกฟื้นผืนดินด้วยการปลูกหญ้าเนเปียที่นำใช้ในการหมักเป็นก๊าซสำหรับการสร้างความร้อนในการผลิตกระแสไฟฟ้า หญ้าเนเปียสามารถทำการเพาะปลูกได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูก ปลอดภัยต่อสัตว์ป่า และทำให้ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์มากขึ้น “โรงไฟฟ้ากับการประมง” สำหรับประเทศที่หนาวเย็นอย่างประเทศฮังการี น้ำในทะเลสาบที่มีอุณหภูมิต่ำไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำสักเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป สำหรับทะเลสาบโบโกดี (Bokodi tó horgászat) ที่มีการใช้น้ำในทะเลสาบในการหล่อเย็นเครื่องผลิตไฟฟ้า น้ำร้อนที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้าจะถูกปล่อยลงทะเลสาบทำให้น้ำในทะเลสาบมีอุณภูมิอุ่นขึ้น 10 องศาเซลเซียส สัตว์น้ำมีขนาดตัวโตมากขึ้นจากพืชน้ำที่เป็นแหล่งอาหารและระยะเวลาในการเจริญเติบโตที่มากขึ้น พ้นฤดูหนาวที่ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง เมื่อระยะเวลาในการกลายเป็นน้ำแข็งลดลงด้วยความอุ่นของน้ำ ระยะเวลาในการเจริญเติบโตของปลาก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการตกปลา สร้างอาชีพและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง โรงไฟฟ้ากับอาณานิคมต่างดาว เมื่อแนวคิดที่มนุษย์จะออกไปท่องอวกาศกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น…

ความมุ่งหมายของสหรัฐฯ ในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

สหรัฐฯ ประกาศยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) ฉบับประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เรียกได้ว่าเป็นฉบับใหม่ล่าสุดที่จะบอกชาวอเมริกันและประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้ว่า สหรัฐฯ ต้องการอะไรและจะทำอะไรต่อไปกับภูมิภาคนี้ในห้วง 2 ปีข้างหน้า ทำเนียบขาวประกาศไว้ในยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ มีความมุ่งหมายต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอยู่อย่างน้อย ๆ 5 ประการ ซึ่งได้แก่ (1) ต้องการให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ “เปิดกว้างและเสรี” หรือ Free and Open ซึ่งหมายถึงทุกประเทศมีเสรีภาพที่จะเลือกดำเนินนโยบายได้ ตราบใดที่สอดคล้องกับระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายทางทะเลและอากาศที่ทำให้ทั่วโลกมีเสรีภาพในการเดินเรือและการบิน นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิพลเรือน และเสรีภาพของสื่อมวลชน ควบคู่กับต่อต้านการคอร์รัปชัน การใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจข่มขู่คุกคามประเทศอื่น (2) ต้องการให้มีความเชื่อมโยง (connection) ทั้งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล และประชาชนกับประชาชน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงอย่างไทย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือหุ้นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย มองโกเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์…

การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านหรือ JCPOA จะไปทางไหน?

“ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการไม่แพร่กระจาย (nonproliferation) อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่มีประเทศมหาอำนาจและขั้วอำนาจสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน มาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศมหาอำนาจ 5 ชาติ ได้แก่ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร กับอิหร่านได้เจรจากันที่เวียนนา ออสเตรีย มากกว่า 8 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ เมษายน 2564 ครั้งล่าสุดเมื่อกลางกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) โดยมีสหรัฐฯ อดีตสมาชิก JCPOA เข้าร่วมด้วยอย่างไม่เป็นทางการ …การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ประเทศที่เกี่ยวข้องพูดคุยกันในเรื่องการกลับไปใช้ JCPOA แบบเวอร์ชั่น 2015 หรือข้อตกลงก่อนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจาก JCPOA เมื่อปี 2561 ด้วยเหตุผลเพราะต้องการ “ทำข้อตกลงใหม่” กับอิหร่าน (แต่ไม่สำเร็จ) นั่นเอง การกลับไปใช้ JCPOA…

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ : มรดกของสงครามเย็น และผลสืบเนื่องของระบบโลกแบบขั้วเดียว

หากมองการเมืองโลกเป็นหนังเป็นละคร โดยยกเอาความอาทรต่อชีวิตมนุษย์ที่กำลังเสี่ยงอันตรายออกไปก่อน สถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ด้านการระหว่างประเทศที่เกิดหลังทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ด้วยความที่ว่าคนรุ่นนี้เด็กเกินกว่าจะรู้ความในตอนที่สหภาพโซเวียตล่มสลายอันเป็นจุดจบของสงครามเย็นเมื่อปี 2534 จึงไม่มีประสบการณ์ร่วมโดยตรงกับ “สงครามเย็น” แต่ก็โตมากับช่วงรอยต่อที่สงครามเย็นยังไม่สิ้นกลิ่น จึงได้ยินคำว่า “สงครามเย็น” ลอยเข้าหูตั้งแต่เด็กยันโต จากที่เคยมีความสัมพันธ์แบบที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยพบหน้า จึงเป็นความตื่นตาตื่นใจกับการได้พบเจอด้วยตนเองและติดตามสถานการณ์เรียลไทม์พร้อมกับคนทั้งโลกเกี่ยวกับความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่เป็นมรดกตกทอดจากสงครามเย็น และยังเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้สำรวจถึงความพยายามสร้างดุลอำนาจ (balance of power) ของรัสเซีย เพื่อตอบสนองต่อบริบทเชิงโครงสร้างของประเทศหลังสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ครอบครองความเป็นเจ้าในระบบโลกแบบขั้วเดียว รากฐานของความขัดแย้งที่มาจากความไม่สบายใจของรัสเซียต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ และพันธมิตรในพื้นที่ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นเขตอิทธิพลดั้งเดิมของรัสเซีย เห็นได้จากข้อเรียกร้องของรัสเซียที่ต้องการหลักประกันด้านความมั่นคง (security guarantee) ที่สำคัญคือการไม่ให้ NATO รับประเทศอดีตสหภาพโซเวียต (รวมทั้งยูเครน) เข้าเป็นสมาชิก จุดยืนของรัสเซียดังกล่าวชัดเจนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มฟื้นสภาพความเป็นมหาอำนาจขึ้นมาได้ เห็นได้จากที่ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ประกาศหลักการ 5 ข้อ เมื่อปี 2551 ที่รวมถึงการจะสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิภาคนี้ที่เป็นผลประโยชน์พิเศษ (privileged interests) ของรัสเซีย และรัสเซียก็เคยทำสงครามกับประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่เอาใจฝักใฝ่ตะวันตกและอยากเข้าร่วม NATO มาก่อนแล้ว (สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย ปี 2551 และการผนวกเอาดินแดนไครเมียของยูเครน ปี 2557)…

บุก… ไม่บุก ยูเครน (ภาคต่อ ครั้งที่ 1) สหรัฐอเมริกาบอกว่าอีก 2-3 วัน

เล่าเรื่องนี้ ได้อีกหลายครั้งแน่ ๆ เพราะข่าวสารที่เข้ามา ดูเหมือนจะวนกลับไปในจุดเดิมว่า “รัสเซียจะบุกยูเครน” ก็สหรัฐอเมริกาโดยคุณลุงโจ หรือประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ยืนกรานด้วยตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 อีกครั้งว่า ภายในไม่กี่วันนี้ รัสเซียจะบุกยูเครนแน่ ๆ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่ตอนแรกจะไปยุโรปก็ต้องไปชี้แจงกับคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ก็บอกเช่นนี้ แล้วหลักฐานล่ะ… มีไหม? สหรัฐอเมริกาบอกว่ามี…. ภาพถ่ายดาวเทียมเช่นเคย แถมบอกว่า นอกจากรัสเซียจะไม่ได้ถอนทหารออกจากบริเวณชายแดนเบลารุส ที่นำไปฝึกซ้อมร่วมแล้ว กลับยิ่งเพิ่มจำนวน ยิ่งกว่านั้น เบลารุสบอกว่ารัสเซียไม่ต้องนำทหารและยุทโปกรณ์กลับนะ เอาไว้ที่นี่ก็ได้ หากเสร็จการซ้อมรบในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 เหนื่อยนะ…. จากการตามข้อมูลข่าวสาร ตามที่เคยเล่าไว้ในตอนที่แล้วว่า แยกไม่ค่อยออกว่าข่าวไหนเป็นปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation-IO) ของฝ่ายไหน แต่ที่เข้มข้นกว่านั้น คือ การตอบโต้ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียอยู่ในระดับที่สูสีกัน โดยสหรัฐอเมริกาบอกว่า เดี๋ยวจะขับนักการทูตรัสเซียออกจากสหรัฐอเมริกา หลังจากที่รัสเซียขับนักการทูตเบอร์ 2 ออกจากมอสโก…

ทิศทางราคาหุ้น Activision Blizzard (ATVI) ไตรมาส 1 ปี 2565

หุ้น ATVI ของ Activision Blizzard กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมากอีกครั้ง หลังข่าวการเข้าลงทุนของ Warren Buffet และบริษัท Microsoft ในมูลค่ากว่า 70,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาสามารถพุ่งขึ้นมามากกว่า 30% จากจุดต่ำสุดของปี 2564 เมื่อช่วงธันวาคม บริเวณราคา $57 มาปิดเหนือ $80 ได้ในช่วงต้นมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นจังหวะการกลับตัวออกจากตลาดขาลงระยะสั้นที่ค่อนข้างเร็ว (V-shaped recovery) แต่ไม่สามารถผ่านแนวต้านที่บริเวณ $86 ซึ่งเป็นแนวต้านตามแนวอัตราส่วน 61.8% Fibonacci ที่คำนวณจากระยะราคา $103 ถึง $57 ได้ หุ้น ATVI จึงปรับตัวย่อลงมาที่โซน $75-$82 เพื่อสร้างฐานราคาบริเวณแนวรับอัตราส่วน 50% Fibonacci ก่อน โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน $86 อีกครั้งภายในช่วงกลางมีนาคม ก่อนจบไตรมาสแรกของปี ภาพรวมของหุ้น ATVI ปัจจุบันถือได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหุ้น…