ฟื้นฟูสุขภาพป่าด้วยโปรตีนจากถั่ว

“สุขภาพ (healthy) สิ่งแวดล้อม (environment) การทารุณกรรมต่อสัตว์ (Cruelty to Animals)” แนวคิดเหล่านี้ทำให้ผู้คนต่างเริ่มมีความคิดที่จะลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง และในขณะเดียวกันก็ทำให้พืชกลายเป็นทางเลือกในการบริโภคที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการทำปศุสัตว์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ทั้ง “พื้นที่” ในการเลี้ยงและการเพาะปลูกพืชเป็นอาหารสัตว์ จนทำให้เกิดการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดสำหรับผลิตอาหารสัตว์รุกคืบเข้าไปในพื้นที่ป่าในประเทศไทย ปัจจุบัน พื้นที่การเกษตรกว่า 80% เป็นพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ และท้ายที่สุดมักมีการทำเกษตรกรรมด้วยการปลูกพืชแบบเดิม ๆ ทำให้เกิดพื้นที่ “เขาหัวโล้น” มากกว่า 8.6 ล้านไร่ ดังนั้น…การตัดวงจรการสร้างเขาหัวโล้นดังกล่าวด้วยการหันมาบริโภคพืช จึงมีส่วนช่วยในการรักษาสภาพแวดล้อมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจะช่วยลดขั้นตอนการผลิต จากการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ก็กลายเป็นการบริโภคพืชโดยตรง นอกจากนี้ การรณรงค์เรื่องการบริโภคพืชแทนเนื้อสัตว์ยังสร้างความตระหนักรู้ในการเลือกวิธีการปลูกพืชที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะผู้บริโภคต้องการความมั่นใจว่าจะไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ในอาหาร ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่การใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรม ปลูกบนพื้นที่ที่ราดด้วยยาฆ่าหญ้า เร่งการโตด้วยปุ๋ยเคมี และป้องกันด้วยยาฆ่าแมลง ซึ่งที่ผ่านมา…พืชที่เต็มไปด้วยสารเคมีเหล่านี้ถูกป้อนให้กับสัตว์จำนวนมากเพื่อทำน้ำหนักให้โตไว และกลายมาเป็นเนื้อสัตว์บนโต๊ะอาหารของเรา แม้ผู้ผลิตจะยืนยันว่าสัตว์เหล่านั้นได้รับการเลี้ยงดูอย่างปลอดภัย แต่อาหารสัตว์ก็ยังมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ดี ในทางกลับกัน….การเลือกบริโภคผักปลอดสารพิษทำให้เราได้รับสารพิษจากกระบวนการผลิตวัตถุดิบลดลง ผู้คนจึงนิยมที่จะบริโภคพืชผักกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ปลอดสารเคมี เพื่อความปลอดภัยทางอาหาร (food safety) และการบริโภคพืชผักเป็นหลักจะช่วยทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารและย่อยได้ง่ายกว่า ทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วย เมื่อค่านิยมในการบริโภคอาหารเปลี่ยนไป ความต้องการเนื้อสัตว์ลดลงสวนทางกับความต้องการบริโภคโปรตีนทางเลือกจากพืช (plant-based protein)…

นวัตกรรมเพื่อป้องกันการก่อการร้าย : สหรัฐฯ เปิดตัวแอปพลิเคชั่น “aCTknowledge”

ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (National Counterterrorism Center – NCTC)ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยข่าวกรองประกาศเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ว่าได้จัดทำและเริ่มใช้งานแอปพลิเคชั่นแจ้งเตือนภัยคุกคามเกี่ยวกับการก่อการร้าย ชื่อว่า “aCTknowledge” เพื่อแชร์ข้อมูลและรายงานวิเคราะห์เกี่ยวกับการก่อร้ายให้หน่วยงานราชการและหน่วยความมั่นคงของสหรัฐฯ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย รวมทั้งหาแนวทางป้องกันการก่อการร้ายได้อย่างรวดเร็ว การเปิดตัวแอปพลิเคชั่น aCTknowledge ที่มีจุดโฟกัสที่เรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นการบอกชาวอเมริกันและทั่วโลกว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ไม่น้อยไปกว่าประเด็นภัยคุกคามอื่น ๆ เพราะในห้วง 2 ปีที่ผ่านมามีรายงานว่า สหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงจากการก่อการร้ายภายในประเทศ หรือประเภท homegrown มากกว่าจากกลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศอย่างกลุ่ม Islamic State (IS) และอัลกออิดะฮ์ (Al-Qaeda-AQ) ทำให้หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ต้องปรับตัวเพื่อติดตามและป้องกันทุกความเสี่ยง พร้อมกันนี้ ความพยายามของ NCTC ยังสะท้อนว่า หน่วยงานของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุก่อการร้ายที่จะเป็นผลเสียต่อความปลอดภัยของชาวอเมริกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของ NCTC เองก็เป็นหน่วยงานที่สหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นหลังเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2544 เพราะต้องการลดจุดอ่อนในงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ประสานงานกันมากพอจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ก่อการร้ายประสบความสำเร็จในการก่อเหตุดังกล่าว…

บุก… ไม่บุก ยูเครน

แวดวงข่าวต่างประเทศตอนนี้ พบกันเจอกันก็ถามกันแต่ว่า รัสเซียจะบุกหรือไม่บุกยูเครน ซึ่งเราก็อาจจะตอบได้แต่เพียงว่า ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีปูตินเขาแหละ ….. ส่วนข่าวคราวการเตือนไม่ให้เดินทางไปยูเครน มีบางประเทศอพยพเจ้าหน้าที่ออก ไทยก็พร้อมนะ ไม่ต้องห่วง กระทรวงการต่างประเทศ หรือ กต.ไทยแถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางอพยพสำหรับคนไทยที่อยู่ในยูเครน ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 200-300 คน ที่ไปทำงานร้านสปา นวดไทย และสมรสกับชาวยูเครน นอกจากนี้ ไทยยังมีช่องทางให้ติดต่ออีกหลายช่องทาง ทั้งทางโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ เช่น facebook line และ telegram รัสเซียจะบุกหรือไม่บุกยูเครน หากถามประธานาธิบดีไบเดน หรือประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา ก็ตอบได้เลยว่า “บุก” ซึ่งทีมงานฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ก็ยังต้องตอบให้ตื่นเต้น เช่น จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ หรืออาจจะเกิดขึ้นก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งจะจบลง ใน 20 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ และเมื่อปลาย ๆ สัปดาห์ที่แล้ว สื่อต่างประเทศก็เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมของบริษัท Maxmar ของสหรัฐอเมริกาให้เห็นศักยภาพทางทหารของรัสเซียที่วางกำลังทหาร และยุทโธปกรณ์ไว้รอบ ๆ…

ทิศทางราคาหุ้น FACEBOOK ในไตรมาส 1 ปี 2565

หุ้น Facebook หรือ Meta Platform ถูกกระหน่ำเทขายอย่างรุนแรงจนมูลค่าหายไปเกือบ 30% เมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2565 จากการชะลอในการเติบโตของบริษัท และการทุ่มเงินลงทุนไปกับกิจการด้านโลกเสมือนจริง (metaverse) มากจนเกินไป โดยยังไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมคลอดออกมาเป็นหลักประกันให้แก่นักลงทุน ทำให้นักลงทุนในตลาดขาดความเชื่อมั่น และกังวลว่าหุ้น Facebook อาจมีแนวโน้มการเติบโต (potential upside) ต่ำลง อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องผลกระทบจากการแข่งขันแย่งชิงลูกค้าในตลาด Social Media ที่มีทั้ง Twitter, และ Tiktok เข้ามา โดยมีจุดขาย คือ ให้ความสำคัญกับการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ (fake news) และเอื้อต่อพฤติกรรมการใช้-ผลิตสื่อสมัยใหม่มากกว่า Facebook ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น (Gen Z และ Millennials) เลือกที่จะเข้าหาคู่แข่งทางการตลาดของ Facebook แทน จำนวนผู้ใช้งาน (Daily active users) ของ Facebook จึงทยอยลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึงกว่า 1,000,000 คน ภายใน…

ทิศทางราคา Bitkub (KUB) ในกุมภาพันธ์ 2565

หนึ่งในเหรียญยอดนิยมของนักลงทุนไทยที่มูลค่าและราคาไม่ได้ดิ่งลงตามการปรับฐานราคาของ Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานี้ คือเหรียญ Kub หรือ Bitkub Coin ซึ่งราคาตกลงเพียงประมาณ 40% จากจุดสูงสุดเดิม (previous high) ในขณะที่ราคาของ Bitcoin ลดลงไปมากกว่า 50% แสดงให้เห็นถึงความต้องการในตลาดที่ค่อนข้างสูงของเหรียญ Kub ที่มีข่าวเกี่ยวกับกิจกรรม เช่น การเปิดกล่องสุ่มสินทรัพย์ประเภท NFT (Bit Toon gashapons) ปรากฏออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทำให้ยังคงมีนักลงทุนในตลาดให้ความสนใจ และทยอยเข้าซื้อเหรียญ Kub อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้เป็นคูปอง หรือ บัตรผ่านในการเข้าร่วมกิจกรรมในเครือข่ายของ Bitkub แนวรับที่ 290-310 บาท (เส้นสีม่วงตามภาพที่ 1) จึงกลายเป็นแนวรับสำคัญที่คอยป้องกันไม่ให้เหรียญ Kub ดิ่งลงไปตามกระแสความหวาดกลัวการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากการประชุม Federal Open Market Committee (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED Meeting) ในตลาด Cryptocurrency เมื่อช่วง 2…

จะไปต่อกับคริปโตเคอเร็นซีอย่างไรในปี 2565

ของขวัญต้อนรับปีใหม่สำหรับผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตเคอเร็นซี (Cryptocurrency) นั้นอาจจะไม่ค่อยน่าปลื้มเท่าไหร่ เนื่องจากมูลค่าของ บิตคอยน์ (bitcoin) ซึ่งถือเป็น 65% ของคริปโตเคอเร็นซี ดิ่งลงอย่างต่อเนื่องกว่า 50% จนหลายคนหวาดหวั่นว่า นี่จะเป็นจุดจบของคริปโตเคอเร็นซี และกำลังเริ่มมองหาการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ

แสงสีฟ้ากับความตื่นตา ที่จะทำให้คุณทรุดโทรม

ในปัจจุบันเราใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน ตั้งแต่การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน พักดูโทรทัศน์ จนถึงพิมพ์ แชทออนไลน์บนมือถือก่อนนอน พฤติกรรมดังกล่าวทำให้หลายๆ คนเริ่มเกิดปัญหาสายตาจากการจ้องหน้าจอเหล่านี้ ทำให้ตาล้าและทำให้จอประสาทตาเสื่อมลงไปในที่สุด ซึ่งสิ่งที่ออกมาจากหน้าจอเหล่านี้ ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อดวงตาของเรานั้น คือ แสงสีฟ้า “แสงสีฟ้า” เป็นแสงสีที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในแสงแดด อยู่ในช่วงคลื่น 415-455 นาโนเมตร เป็นแสงที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่อดีต คือ ช่วยกระตุ้นร่างกายใหเกิดการทำงานของร่างกาย โดยเมื่อร่างกายได้รับแสงแดดซึ่งมีแสงสีฟ้าเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย จะเกิดการตื่นตัวพร้อมกระทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้น มนุษย์ในอดีตที่อาศัยเฉพาะแสงอาทิตย์ จะได้รับแสงสีฟ้าในเวลาที่เหมาะสม …และในทางกลับกัน ในยามค่ำคืนที่มืดมิด ร่างกายจะเข้าสู่การพักผ่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะบางส่วนของร่างกายทำงานได้ดี เช่น การทำงานของตับในช่วงเวลา 01.00 – 03.00 น. เพื่อกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย การทำงานของตับที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถผลิตน้ำดีออกมาเพื่อใช้ในการย่อยไขมันในร่างกายให้สามารถเผาผลาญได้ง่าย ช่วยให้ระบบเผาผลาญของร่างกายดีขึ้น รูปร่างดีขึ้น นอกจากนั้น ช่วงเวลาการนอนหลับ ยังเป็นช่วงที่มีการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เติบโตมากขึ้น ดังนั้น หากมีแสงสีฟ้าคอยกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ส่งผลให้มีสารพิษสะสมในร่างกาย และทำให้ร่างกายไม่เติบโต นั่นเอง แต่ดูเหมือนว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าวิวัฒนาการทางร่างกายของมนุษย์ …เรามีหลอดไฟให้แสงสว่างยามค่ำคืน มีจอมือถือปล่อยแสงใส่ดวงตาตลอดเวลา แม้จะอยู่ในอาคารหลบจากแสงแดด แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ส่งแสงสีฟ้าสู่ตาและผิวหนังตลอดเวลา…

ทิศทางราคา Ethereum เดือนกุมภาพันธ์ 2565

จากกระแสข่าวการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ช่วงมกราคม 2565 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่าราคาของ Ethereum ยังคงตอบสนองต่อแนวรับที่บริเวณ $2,150 ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นแนวสำคัญรองลงมาจากโซน $1,750 ที่เคยช่วยรับราคาเมื่อช่วงตลาดขาลงระยะสั้นเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2564 โดยมีแรงซื้อช่วยดันราคากลับขึ้นมาทันทีที่ดิ่งลงไปทดสอบแนวรับดังกล่าว และปัจจุบัน Ethereum กำลังพยายามเคลื่อนไปทดสอบแนวต้านที่ $2,700 ซึ่งเป็นแนวต้านระยะสั้น และเป็นจุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่จับตามอง โดยคาดหวังให้เป็นจุดกลับตัว และส่งสัญญาณถึงตลาดขาขึ้นอีกครั้ง (บริเวณเส้นแนวทแยงสีม่วง ตามภาพที่ 1) และหาก Ethereum ต้องการให้นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดมีมุมมองเชิงบวก จะต้องผ่านแนวต้านตามเส้นสีม่วงเพื่อขึ้นไปสร้างฐานราคาบริเวณ $2,850 ให้ได้ในเบื้องต้น และหากมีย่อของราคาในอนาคต จะต้องไม่ดิ่งลงไปต่ำกว่าโซน $2,150 ที่เป็นแนวรับเดิมของมกราคมที่ผ่านมา เพราะจะส่งผลทางจิตวิทยาให้นักลงทุนในตลาดเข้าใจว่าตลาดขาลง (correction phase) ยังไม่จบ ในกรณีที่ Ethereum ไม่สามารถผ่านแนวต้านตามเส้นสีม่วงได้ ในระยะสั้นอาจย่อลงมาเพื่อขยายฐานราคาบริเวณโซน $2,400 ก่อนและขยับขึ้นไปทดสอบแนวต้านอีกเส้นสีม่วงอีกครั้งในช่วงกลางกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งหากไม่ผ่านอีก อาจมีนักลงทุนระดมเทขาย Ethereum เพราะความตื่นตระหนก จนราคาดิ่งลงไปจนหลุดแนวรับที่ $2,150 อย่างไรก็ดี การที่ราคา…

ทิศทางราคา Bitcoin ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565

แม้ว่าธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) จะประกาศว่ายังไม่มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยภายใน 2 เดือนนี้ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น Bitcoin เริ่มคลายกังวล และแสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่ทยอยเข้ามาช้อนซื้อ Bitcoin ในช่วงราคา $34,000-$35,000 ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา จนแท่งเทียนที่สะท้อนการเคลื่อนที่ของราคาสามารถปิดเป็นสีเขียวได้มาเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ Bitcoin ก็ยังคงไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านบริเวณราคา $39,000-$40,000 ขึ้นไปได้ เนื่องจากยังมีนักลงทุนจำนวนมากในตลาดมีความกังวลว่า FED อาจตัดสินใจประกาศขึ้นดอกเบี้ยภายในการประชุม (FOMC Meeting) ครั้งต่อไปในมีนาคม-2565 ทำให้ผู้ที่ช้อนซื้อ Bitcoin ช่วงกลางเดือนทยอยเทขายสินทรัพย์ทิ้งเพื่อทำกำไร (TP) ระยะสั้นทันทีเมื่อราคาขยับไปถึงแนวต้านสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นว่าตลาด Cryptocurrency จะฟื้นตัวขึ้นในเร็วๆนี้ ดังจะสังเกตได้จากแท่งเทียนที่แสดงผลราคาช่วงปลายมกราคมนั้นมีลักษณะทิ้งไส้ยาวทั้งด้านบนและด้านล่าง (ตามกรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง ภาพที่ 1) สะท้อนถึงความลังเลของทิศทางตลาดในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาผ่านมุมมองทางเทคนิคัล จะเห็นได้ว่าราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นทันทีเมื่อราคาดิ่งลงไปแตะแนวรับ $33,000 เนื่องจากแนวรับดังกล่าวเป็นแนวรับสำคัญระดับรองที่อยู่ใกล้จุดต่ำสุดของปี 2564 มากที่สุดในรอบ 6 เดือน ทำให้ราคามีการปรับตัวกลับขึ้นไปในทันที (rebound)…

สามเหลี่ยมความสัมพันธ์มัลดีฟส์-อินเดีย-จีน

เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมานี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน หวัง อี้ ได้เดินทางเยือนมัลดีฟส์อย่างเป็นทางการ โดยการเดินทางเยือนในครั้งนี้นำมาซึ่งข้อตกลงระหว่างประทศมากมาย โดยเฉพาะการเพิ่มงบประมาณการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในมัลดีฟส์เพิ่มเติม ตลอดจนการลงนามในข้อตกลงด้านวีซ่าระหว่างสองประเทศ . อิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นในประเทศแห่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ภายในมหาสมุทรอินเดีย และส่งผลให้การแข่งขันด้านอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างจีนและอินเดียซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เดิมในพื้นที่ดังกล่าว เข้มข้นมากยิ่งขึ้น . ก่อนที่อิทธิพลของจีนจะเข้ามาภายในมัลดัฟส์นั้น ต้องบอกว่าอินเดียถือเป็นประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลมากที่สุดเหนือประเทศหมู่เกาะเล็ก ๆ นี้ อินเดียถือเป็นชาติแรก ๆ ของโลกที่รับรองและมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับมัลดีฟส์นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2508 . ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยังชี้ชัดว่ารัฐบาลนิวเดลีให้การสนับสนุนและหนุนหลัง ประธานาธิบดี Maumoon Abdul Gayoom ให้ครองอำนาจในมัลดีฟส์ตลอดช่วงปี 2521-2551 . สำคัญที่สุดคือในปี 2531 อินเดียได้เข้าแทรกแซงการเมืองมัลดีฟส์ผ่านการช่วยเหลือให้เกิดการกระทำรัฐประหารในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อคงอำนาจของรัฐบาลที่ตัวเองหนุนเอาไว้ . นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้แล้วอินเดียยังเป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและมนุษยธรรมที่สำคัญของมัลดีฟส์ตลอดมาอีกด้วย และภายหลังมัลดีฟส์เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์  อินเดียก็ให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าวอย่างมากโดยเฉพาะให้การหนุนหลังประธานาธิบดี Mohamed Nasheed . จุดเปลี่ยนสำคัญทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและมัลดีฟส์ อันนำมาซึ่งการเปิดทางให้จีนเข้ามาในสมการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกิดขึ้นในช่วงปี 2556 ภายหลังเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศมัลดีฟส์จนส่งผลให้ประธานาธิบดี Abdulla Yameen ขึ้นสู่อำนาจ . ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลปักกิ่งได้ขยายอิทธิพลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจผ่านโครงการข้อริเริ่มแถบและเส้นทางเข้ามาในมัลดีฟส์  ภายใต้ช่วงที่ความสัมพันธ์อินเดีย-มัลดีฟส์ไม่สู้ดีนัก จนเป็นเหตุให้จีนเข้ามาหยั่งรากทางความสัมพันธ์กับมัลดีฟส์ได้เป็นผลสำเร็จผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตลอดจนการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสองชาติ…