มีมกับการเมืองเรื่องการช่วงชิงความหมาย

มีม (meme) มาจากคำกรีกคือ “mimema” ที่แปลว่าการเลียนแบบ ส่วน “อินเทอร์เน็ต มีม” คือการที่สาธารณชนใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเผยแพร่แนวคิดหรือเรื่องราวที่สร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียน โดยมากจะหวังผลในเชิงขำขัน อารมณ์ขันและการเมืองเป็นของคู่กันมานาน ในมิติหนึ่งคือการเป็นเครื่องมือที่ผู้อยู่ใต้อำนาจใช้เป็นเครื่องมือยั่วแหย่ท้าทายผู้มีอำนาจเหนือกว่า โดยเฉพาะในสังคมที่โครงสร้างอำนาจมีความเหลื่อมล้ำกันมาก และผู้อยู่ข้างล่างถูกกดขี่ไม่เหลือช่องทางแสดงออก ทำให้ “อารมณ์ขัน” ที่ฉาบเคลือบด้วยท่าทีไม่จริงจัง เป็นข้ออ้างสำหรับใช้เป็นช่องทางท้าทายผู้มีอำนาจ ตัวอย่างในบริบทของไทยเช่น ตัวตลกในโขนมักจะใช้ไหวพริบหยิบเอาเหตุบ้านการเมืองมาล้อเลียนเพื่อสร้างความขบขัน หรือในบริบทของตะวันตกคือการ์ตูนการเมืองที่อยู่คู่หน้าหนังสือพิมพ์ทุกสมัย ด้วยความที่มีมเป็นเรื่องของอารมณ์ขันและการล้อเลียน มีมจึงถูกเอามาใช้ในทางการเมืองเช่นกัน โดยเฉพาะในหมู่คนที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ต (digital native) และรับรู้ข่าวสารทางการเมืองผ่านอินเทอร์เน็ต จึงแสดงออกทางการเมืองผ่านช่องทางใกล้ตัวคืออินเทอร์เน็ต และผ่านเครื่องมือที่ช่ำชองอย่างมีม (หลังสะสมความชำนาญการใช้มีมในสารพัดวงการบันเทิง) มีมทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นการย่อยสารของวงการการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของความเคร่งเครียด ให้กลายเป็นเรื่องเบา ๆ และเข้าถึงคนหมู่มากได้ง่ายขึ้น บทบาทของมีมจึงขยายไกลไปจากเรื่องตลก ไปสู่การเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไปจนถึงใช้เป็นเครื่องมือผลิตซ้ำและเผยแพร่ความคิดทางการเมืองที่ต้องการให้เป็นค่านิยมหลักของสังคม ซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือก (หรือไม่เลือก) ในลำดับถัดไป พลังอำนาจทางการสื่อสารของมีมดังที่กล่าวข้างต้น จึงเป็นความท้าทายของนักการเมืองว่าจะจัดการกับมีมเช่นใด มีมที่ทรงพลังมักจะเป็นมีมแบบ bottom-up ที่ชาวเน็ตสร้างขึ้นมาและช่วยกันส่งต่อจนมันเติบโตเองตามธรรมชาติ (ส่วนมีมแบบ top-down ที่จงใจสร้างให้เป็น viral มักจะออกมาประหลาดและประดักประเดิด) โดยมากจุดเริ่มต้นของมีมทางการเมืองมักเริ่มต้นจากการที่ชาวเน็ตหยิบเอานักการเมืองมาล้อเลียน ซึ่งแน่นอนว่าการล้อเลียนก็จะเกี่ยวพันกับเรื่องแง่ลบอย่าง “ความตลก” “ปมด้อย”…

เผิง ฉ่วย สิทธิสตรี และ Quiet Diplomacy ในวงการกีฬาโลก

กรณีข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับเผิง ฉ่วย นักเทนนิสสาวชาวจีน อดีตมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทคู่ กลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลจีน เพราะคู่กรณีที่เธอกล่าวหาเป็นถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน และอดีตกรรมการประจำกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือจาง เกาลี่ ที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีห้วงปี 2556-2561 เผิง ฉ่วย เผยแพร่ข้อความทางเว๋ยป๋อ (สื่อสังคมออนไลน์ของจีน) ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2564 ว่าเคยคบหากับจางเกาลี่เมื่อ 7 ปีก่อน แต่โดนทิ้ง จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้ถูกกดดันให้มีเพศสัมพันธ์ นำไปสู่การคบหากันอีกครั้ง แล้วก็โดนทิ้งอีกครั้ง ไม่นานนักข้อความของเธอถูกลบทิ้งไป และชื่อของเธอถูกเซ็นเซอร์ไม่ให้พูดถึงบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน เผิง ฉ่วยหายไปจากสื่อและพื้นที่สาธารณะ การที่เธอเป็นนักกีฬาระดับโลก นำมาซึ่งความเป็นห่วงจากทั่วโลก โดยเฉพาะวงการเทนนิส ที่นักกีฬาระดับโลกเพื่อนร่วมอาชีพของเผิง ฉ่วย รวมทั้งเซเรนา วิลเลียมส์ ช่วยกันผลักดันแฮชแท็ก #WhereIsPengShuai เพื่อช่วยกันตามหาตัวเพื่อน จนกลายเป็นกระแสระดับโลก สมาคมนักเทนนิสหญิง (Women’s Tennis Association-WTA) เรียกร้องให้ทางการจีนเปิดเผยถึงสวัสดิภาพของเผิง ฉ่วย ไปจนถึงสำนักงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่ขอให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ใช่เรื่องของกิจการระหว่างประเทศ และหลังจากนั้นไม่นานนัก…

โลกร้อนไม่เท่ากัน : ปัญหาระดับโลกที่บางประเทศไม่อาจแก้ไข

ราซิลถูกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศออสเตรียฟ้องร้องต่อศาลโลกในข้อหา “ก่ออาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม” เนื่องจากเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้พื้นที่ของป่าอเมซอนลดลง จากนโยบายการส่งเสริมการทำเกษตรในประเทศ ทำให้ป่าอเมซอนมีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนได้น้อยลงอย่างต่อเนื่องกว่า 278%

พลังแห่งดวงจันทร์

เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2564 ชาวเมียนมาจำนวน 21 คน ได้สูญหายไปในทะเลระหว่างการเดินทางไปทำบุญที่เจดีย์ไจ๊แน ซึ่งตั้งอยู่กลางเนินหินในทะเล ใกล้เมืองตาน-พยูซะยะ รัฐมอญ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากระหว่างที่ชาวเมียนมาเดินเท้าไปทำบุญ ก็เกิดน้ำทะเลหนุนสูงฉับพลันขึ้น อุบัติเหตครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเดียวกับที่กรุงเทพมหานครเผชิญน้ำท่วมเฉียบพลันจากน้ำทะเลหนุนสูง โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่น้ำทะเลหนุนสูงอย่างรวดเร็วจนทำให้น้ำจืดในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สามารถไหลระบายลงทะเลได้ ประกอบกับปริมาณน้ำเหนือหรือน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณมากอยู่แล้วจากปริมาณฝนที่ตกลงมาเกินความจุของแม่น้ำ น้ำจึงล้นตลิ่งเอ่อท่วมไปยังชุมชนจนได้รับความเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน สถานการณ์เหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนเราอีกครั้งว่า การบริหารจัดการน้ำที่ดีต้องมีทั้งการระบายน้ำ และต้องคำนึงถึงระยะเวลาของ “น้ำขึ้น-น้ำลง” ด้วย เนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่คุ้นหูจาก เพลงลอยกระทง “…วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองตลิ่ง…” บ่งบอกว่า ในช่วงปลายปี ปริมาณของน้ำในแม่น้ำและคลองจะเอ่อเต็ม เนื่องจากน้ำฝนหลังฤดูฝนไหลลงมาเจอกับน้ำทะเลขึ้น และเป็นผลจากปรากฏการณ์ “น้ำขึ้น-น้ำลง” ที่น้ำถูกแรงดึงดูดของดวงจันทร์ (Tidal force) ดึงให้สูงขึ้นตามลักษณะการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ในรอบเดือน และเมื่อการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ใน 1 ปี ทำให้เกิดการเรียงตัวของ โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ในแนวที่แตกต่างกัน ซึ่งแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ก็จะช่วยเสริมให้เกิด น้ำขึ้น-น้ำลงที่รุนแรงมากขึ้นในแต่ละช่วงปี แม้ปรากฏการณ์ “น้ำขึ้น-น้ำลง” ที่เกิดจากดวงจันทร์จะทำให้ชุมชนริมน้ำต้องคอยระวังน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ เช่น กรณีอุบัติเหตุเรือบรรทุกสินค้าเอเวอร์…

เหตุและผลการประชุม Summits for Democracy

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2564 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำประชาธิปไตย หรือ Summits for Democracy ระหว่าง 9-10 ธันวาคม 2564 โดยเป็นการประชุมแบบออนไลน์ ที่สหรัฐฯ เชิญผู้นำต่างประเทศ ผู้นำภาคประชาสังคม และภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อร่วมกันฟื้นฟูค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับต่อต้านค่านิยมเผด็จการและอำนาจนิยม และการคอร์รัปชัน การประชุม Summits for Democracy นี้เป็นการประชุมครั้งแรก และจะถือว่าเป็นความคืบหน้าของประธานาธิบดีไบเดนที่จะ “ทำตามสัญญา” เพราะเขาได้หาเสียงไว้ตั้งแต่ก่อนชนะการเลือกตั้งว่าจะจัดการประชุมดังกล่าว เพื่อรวมผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยและมีค่านิยมสอดคล้องกับสหรัฐฯ ให้มาร่วมแสดงพลังด้วยการแถลงนโยบาย ให้คำมั่น เสนอแผนปฏิรูป รวมทั้งหารือกันเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายที่ประชาธิปไตยกำลังเผชิญ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ผูกโยงอยู่กับประเด็น “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” ตลอดจนกำหนดเป้าหมายใหม่ ๆ ไปด้วยกัน นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ ได้สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนที่สามารถแสดงบทบาทในเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยด้วย นี่คือตัวอย่างของความพยายามแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ อย่างครอบคลุม…

ข้ามให้พ้นโลกยุค COVID-19

นับตั้งแต่ชาวโลกเริ่มได้ยินเรื่องของเชื้อไวรัสซาร์สสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ที่ระบาดในจีนตั้งแต่ธันวาคม 2562 ปัจจุบันก็เกือบจะครบรอบ 2 ปีแล้วที่เราอยู่กับโรค COVID-19 หลายชีวิตที่จากไป ธุรกิจมากมายที่ล้มลง และอีกหลายหลายผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่มีพื้นที่และมิติใดของสังคมที่หลบเลี่ยงไปได้ วิกฤตครั้งนี้คือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมากมายที่สุดในรอบศตวรรษ และจริงอยู่ที่ว่าผลกระทบก็ยังดำเนินต่อเนื่อง แต่หากมองผ่านกรอบแว่นของผู้ศรัทธาในความเป็นมนุษย์และทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่เชื่อว่าความพิเศษของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์คือการปรับตัวและวิวัฒน์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ตอนนี้ก็คงจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องข้ามให้พ้นโลกยุค COVID-19 คือการมองไปข้างหน้าว่าโลกหลังยุค COVID-19 จะเป็นเช่นใด และเราจะอยู่กับโลกแบบนั้นอย่างไร 1. โลกของ “ปัจเจกที่รวมกลุ่มกันตามความสมัครใจอย่างไร้พรมแดน” การก่อกำเนิดและเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๔๓) จนถึงปัจจุบัน นํามาซึ่งการเสื่อมถอยของการผูกขาดอำนาจรัฐด้านการใช้สื่อเพื่อกำหนดอัตลักษณ์และค่านิยมร่วมกันของสังคม จากการที่สื่อสังคมออนไลน์ทําให้รัฐสูญเสียอํานาจในการผูกขาดสื่อมวลชนที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางการเล่าเรื่อง (narrative) กลุ่มคนชายขอบที่ไม่เคยมีที่ยืนในสังคมสามารถครอบครองสื่อสังคมออนไลน์และรวมกลุ่มกันได้โดยไม่ต้องมีต้นทุน สังคมโลกยุคใหม่จึงเต็มไปด้วยอัตลักษณ์และค่านิยมหลากหลาย ทั้งที่เคยถูกกดทับไว้ และที่เพิ่งถือกําเนิดขึ้นมา “ปัจเจกที่รวมกลุ่มกันตามสมัครใจอย่างไร้พรมแดน” เป็นตัวแสดงที่เพิ่มบทบาทจนอาจจะเป็นตัวแสดงหลักของสังคมระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อถูกเสริมแรงด้วยวิกฤตโรค COVID-19 ที่ทำให้ปัจเจกบางกลุ่มสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐ 2. การรุกกลับของรัฐ แต่ในอีกทางหนึ่ง วิกฤตโรค COVID-19 ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่รัฐใช้อ้างความชอบธรรมในการทวงคืนและเพิ่มพูนอำนาจรัฐที่เริ่มเสื่อมถอยหลังจากที่แนวคิดโลกาภิวัตน์โดดเด่นขึ้นมาเป็นกระแสหลักที่ใช้อธิบายลักษณะของสังคมโลกห้วงทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา โดยมีสื่อมวลชนและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งสังคมโลกหลอมรวมเป็นสังคมเดียวกันที่ไร้พรมแดน แต่การอุบัติของโรค COVID-19 ทำให้เส้นเขตแดนที่เริ่มเลือนสลายกลับชัดเจนและเข้มข้นยิ่งขึ้น รัฐแต่ละรัฐกลับไปตระหนักถึงสภาพความเป็นอนาธิปไตยของประชาคมระหว่างประเทศ ที่“การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” จะสำเร็จได้ก็ด้วยการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก…

หมู่บ้านจีนในเขตรัฐอรุณาจัลประเทศ: ชนวนใหม่ความขัดแย้งจีน-อินเดีย

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เสนอรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างจีน-อินเดียต่อสภาคองเกรส โดยเอกสารฉบับดังกล่าวนั้นมีการกล่าวถึงปัญหาข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงการเจรจาเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทางด้านพรมแดนระหว่างกัน . เอกสารดังกล่าวระบุว่า “ความก้าวหน้าในการเจรจาเรื่องพรมแดนระหว่างจีน-อินเดียนั้น มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากฝั่งจีนเป็นสำคัญ” แต่ที่ถือเป็นจุดเน้นสำคัญของเอกสารฉบับนี้คือการระบุว่า จีนมีความพยายามในการกดดันอินเดียอย่างมากและใช้ยุทธวิธีมากมายเพื่อครอบครองดินแดนพิพาท . และที่ปรากฏในเอกสารคือการจัดตั้งหมู่บ้านของพลเรือนตามแนวพรมแดนพิพาทระหว่างจีน-อินเดีย ทั้งนี้เอกสารยังลงรายละเอียดว่าจีนได้มีการตั้งหมู่บ้านในเขตพิพาทระหว่างสอง ประเทศด้วย นั่นคือในดินแดนรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว . เมื่อเอกสารฉบับดังกล่าวได้เผยแพร่ออกมาไม่นานนัก สำนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศได้มีการสำรวจพื้นที่บริเวณรัฐอรุณาจัลประเทศอีกครั้งอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลตามการรายงานของฝั่งอินเดียพบสิ่งผิดปกติมากมาย . กล่าวคือจากการสำรวจจากภาพถ่ายทางดาวเทียม พบว่าในบริเวณพื้นที่พิพาทเหนือรัฐอรุณาจัลประเทศนั้น มีหมู่บ้านของจีนเกิดขึ้นใหม่จำนวนหลายหลังคาเรือน จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าหมู่บ้านเหล่านี้ถูกจัดตั้งเลยออกมาจาก “เส้นควบคุมตามจริง (Line of Actual Control)” เข้ามาในฝั่งอินเดีย . แม้ว่าจะมีการทำรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องการสร้างหมู่บ้านของจีนตามแนวพรมแดนของอินเดีย หรือแม้กระทั่งบางส่วนถูกมองว่าล้ำเข้ามาในเขตของอินเดียด้วยซ้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือหน่วยงานของอินเดียมักปฏิเสธเรื่องที่เกิดขึ้น . ยกตัวอย่างเช่นสำนักข่าว NDTV ของอินเดียได้สอบถามถึงเรื่องดังกล่าวไปยังกองทัพบกของอินเดีย ซึ่งได้ตอบกลับมาว่า “พื้นที่ดังกล่าวตามพิกัดอ้างอิงนั้นอยู่บริเวณตอนเหนือของเส้นควบคุมตามจริงซึ่งอยู่ในอาณาเขตของจีน” . นอกจากการตอบข้อสงสัยดังกล่าวจากทางกองทัพอินเดียแล้ว ไม่มีหน่วยงานอื่นใดของรัฐบาลอินเดียให้คำตอบต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จึงยังคงเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าสุดท้ายแล้วหมู่บ้านจำนวนมากที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในเขตของอินเดียหรือไม่ . แม้ว่าปริศนาดังกล่าวจะยังไม่ถูกไขให้กระจ่างชัด แต่เป็นที่ยอมรับกันว่านับตั้งแต่อินเดียเกิดปัญหาการเผชิญหน้ากันเมื่อปี 2563 รัฐบาลจีนได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงตามแนวพรมแดนทิเบตกับอินเดียอย่างมาก มีการปฏิรูประบบกองทัพใหม่…

รัฐบาลอินเดียถอนกฎหมายการเกษตร เพื่อผลเลือกตั้งระดับรัฐปีหน้า

กฎหมายการเกษตรใหม่ของรัฐบาลอินเดียซึ่งผ่านรัฐสภาไปเมื่อช่วงเดือนกันยายนปี 2563 ถือเป็นชุดกฎหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มชาวนาในประเทศโดยเฉพาะในเขตทางภาคเหนือ ส่งผลให้ตลอด 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ชาวนามีการประท้วงกฎหมายการเกษตรทั้ง 3 ฉบับมาโดยต่อเนื่อง…

อินเดียหั่นราคาน้ำมันพยุงเศรษฐกิจ

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นมาทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ของหลายประเทศกลับเข้าสู่ช่วงทรงตัวมากยิ่งขึ้น และหลายประเทศมีนโยบายเปิดประเทศ รวมถึงเลือกที่จะอยู่กับโควิด-19 ให้ได้…

มลพิษทางอากาศ: ภัยคุกคามสุขภาพชาวอินเดีย

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ประเทศอินเดียมีการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี หรือเทศกาลแห่งแสงไฟของศาสนาฮินดู ตลอดจนซิกข์และเชน ที่ฉลองในฤดูใบไม้ร่วง มีการใช้แสงสว่างเพื่อแสดงถึงชัยชนะเหนือความมืดมิด และความดีเหนือความชั่ว ซึ่งถือเป็นเทศกาลใหญ่ที่สุดเทศกาลหนึ่งของประเทศ ประชาชนชาวฮินดูทุกหลังคาเรือนจะออกมาเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งแสงสว่างนี้ด้วยการจุดตะเกียงหรือจุดพลุ…