สร้างเมืองให้โตตามทิศทางด้วย “ภาษีที่ดิน”

ประเทศไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งถนน คลองส่งน้ำ ไฟฟ้า การขนส่งระบบราง ทำให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงสาธารณูปโภคได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น การลงทุนพัฒนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางต่างๆ ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้เกิดกิจกรรมของผู้คนที่ต้องปรับตัวตามไปด้วย

ออกเที่ยวแบบใหม่ เที่ยวต่อไปให้ยั่งยืน

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในวิถีใหม่ (new normal) เกิดการเปลี่ยนแปลงกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้และสร้างเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อเราต้องดำเนินชีวิตด้วยการรักษาระยะห่าง กักตัวอยู่ในบ้าน หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดและการพบปะ ทำให้วิถีการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป   เมื่อหลายประเทศไม่สามารถปล่อยให้เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเสียหายไปได้มากกว่านี้ จึงมีนโยบายกระตุ้น และเอื้อให้คนสามารถออกมาท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย เช่น การพกหลักฐานแสดงการฉีดวัคซีนก่อนเข้าสถานที่ท่องเที่ยว (vaccine passport) การลงทะเบียนเพื่อติดตามการเดินทาง การกำหนดขอบเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ รวมไปถึงแนวคิดทางการท่องเที่ยวสีเขียว (green tourism) ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และแนวคิด building back better ที่ส่งเสริมการปรับตัวหลังจากผ่านสถาการณ์ที่เลวร้าย ถือเป็นการทบทวนสถานการณ์เพื่อวางแผนจัดการการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไปให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน   แม้การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ทำให้แหล่งท่องเที่ยว ป่า ภูเขา ทะเล และเกาะ ไร้คนไปเยี่ยมเยียน แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับพบว่า สัตว์น้อยใหญ่ได้กลับมาปรากฏตัวจากที่ไม่เคยได้เห็นมานาน เช่น การพบฉลามหูดำที่เกาะห้อง จังหวัดกระบี่, พบกระรอกบินที่อุทยานภูซาง จังหวัดพะเยา และการพบฝูงพะยูนที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง เป็นต้น บ่งชี้ว่า ทั้งสัตว์และพืชกำลังเจริญเติบโต ภายหลังจากที่จำนวนของมนุษย์ที่เข้าไปพื้นที่ลดลง…

สหประชาชาติกำหนดการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนเป็นวาระสำคัญ

ในกันยายน 2564 สหประชาชาติ (United Nations-UN) จะจัดการประชุมสมัชชาใหญ่ในหัวข้อ Food Systems Summit ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เป้าหมายเพื่อผลักดันเรื่องความมั่นคงทางอาหารให้เป็นวาระสำคัญของมนุษยชาติ รวมทั้งเพื่อให้ทั่วโลกให้ความสนใจการเปลี่ยนระบบอาหาร ซึ่งหมายถึงการกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การจำหน่าย การตลาด การบริโภคและการจำกัดของเสียให้ยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของ UN ในปี 2573   UN ผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารของโลกมาโดยตลอด เพราะการจัดการระบบอาหารที่ดีจะทำให้โลกมีความมั่นคงทางอาหาร ลดขยะจากการผลิตอาหาร และซึ่งนอกจากจะพยายามพูดคุยกับนานาชาติในเรื่องนี้แล้ว UN ยังเชื่อมโยงประเด็น Food Systems กับการพัฒนาเมือง รวมถึงเอาวาระดังกล่าวไปเป็นหัวข้อในการดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ของ UN ด้วย เช่น เมื่อ 12 สิงหาคม 2564 ที่เป็นวันเยาวชนสากล (International Youth Day-IYD) สหประขาชาติก็เอาหัวข้อ Food…

The Great Resignation ความท้าทายเมื่อ Gen Z เปลี่ยนแนวคิดในการทำงาน

ผลสำรวจความเห็นของบริษัทและมนุษย์วัยทำงานในประเทศเอเชียตะวันออกเมื่อห้วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 บ่งชี้ว่า ทิศทางตลาดแรงงานกำลังเผชิญความผันผวน !! ไม่ใช่เพราะการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จะอยู่กับเราไปอีกนานจนต้องปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจให้มีร่องรอยสะดุดเป็นระยะ ๆ หรือเพราะโลกกำลังจะเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน …แต่เป็นเพราะมนุษย์เราเนี่ยแหละที่ไม่อยากทำงานแบบเดิม ๆ อีกต่อไป   สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อ 29 สิงหาคม 2564 ว่า คนรุ่น Gen Z (อายุระหว่าง 18-24 ปี) และ Millennials (อายุระหว่าง 25-30 ปี) ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกกำลังสิ้นหวัง (พฤติกรรมนี้เรียกว่า Lying flat ในภาษาอังกฤษ หรือ 躺平 (tang ping) ในภาษาจีน) พวกเขากำลังท้อแท้เพราะปัญหาจากนานามิติที่ถาโถมและขัดขวางชีวิตวัยเริ่มต้นทำงานอัน (น่าจะ) สดใสหลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กลุ่ม Gen Z และ Millennials เผชิญประสบการณ์ ณ จุดเริ่มต้นของการทำงานในทำนองที่ว่า “อะไร ๆ ก็ไม่เป็นดั่งใจ”…

Tuesday's Briefing: Kamala Harris, Oakland native, is Joe Biden's running mate; San Leandro police chief makes carjacking arrest | East Bay Express

สหรัฐฯ ย้ำยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกและให้ความสำคัญกับอาเซียน

สหรัฐฯ แม้จะยุ่ง ๆ อยู่กับสถานการณ์ในอัฟกานิสถานในห้วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งอินโด-แปซิฟิก โดยยังประกาศยืนยันให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จะเดินหน้ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้างและเสรี (Free and open Indo-Pacific) รวมทั้งจะสนับสนุนบทบาทของอาเซียนให้เป็นแกนกลางของภูมิภาค (ASEAN Centrality) พร้อมกับเสนอตัวสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนที่เคารพการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายของทุกประเทศ   ท่าทีดังกล่าวมาจากรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริสของสหรัฐฯ ระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่เยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้สื่อมวลชนต่างประเทศไม่ได้ให้ความสนใจการเยือนเอเชียครั้งนี้มากเท่ากับการถอนทหารในอัฟกานิสถาน แต่รองประธานาธิบดีแฮร์ริสก็ยังทำตามหน้าที่ โดยแถลงที่ Garden by the Bay ว่า สถานการณ์ในอัฟกานิสถานทำให้สหรัฐฯ มั่นใจว่าความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วนนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และจะเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรมีความมั่นคงในยุคสมัยใหม่ (New Era) ที่มีความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ตลอดเวลา สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับสิงคโปร์ เวียดนาม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพราะสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งและมีผลประโยชน์อยู่ภูมิภาคนี้ ซึ่งแม้นางคามาลา แฮร์ริสไม่ได้พูดตรง ๆ แต่นั่นหมายถึงมูลค่าการค้าที่มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี…

พระพรหมไทยในไทเป : เทพเจ้าฮินดูที่กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย

ในซอยเล็ก ๆ กลางไทเป ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าซ่งเจียงหนานจิง เป็นที่ตั้งของรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียที่กำลังมีบทบาทต่อการเสริมสร้างพลังใจให้ชาวใต้หวัน โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาว   พื้นที่เล็ก ๆ บริเวณหัวมุมถนนคลุมไว้ด้วยเต๊นท์ผ้าใบสีแดงสด ปิดบังบรรยากาศภายในไว้ด้วยกระถางใส่ดอกไม้สดนับร้อยช่อ และพวงมาลัยเจ็ดสีหลายศอกแขวนยาวเป็นพืด ให้อารมณ์เหมือนเป็นร้านขายดอกไม้ที่ปากคลองตลาดผสมกับศาลใต้ต้นไทรท้ายซอย ต้องเดินผ่านประตูรั้วและมองทะลุควันธูปเข้าไป จึงจะเห็นว่าเป็น “พระพรหม” ที่ประดิษฐานเป็นประธานอยู่ข้างในนั้น ตามที่ชื่อสถานที่บอกไว้ว่าที่แห่งนี้คือ “Changchun Phra Phrom” หรือศาลพระพรหมฉางชุน   ผมเจอสถานที่แห่งนี้โดยบังเอิญบน Google Map ขณะเดินเล่นที่ไต้หวัน สิ่งที่เตะตาจนสงสัยและถึงกับต้องตามไปดูของจริงก็ด้วยการสะกดคำว่าพระพรหมตามแบบราชบัณฑิตไทยว่า “Phra Phrom” ซึ่งต่างจากการสะกดว่า “Brahma” ตามแบบสากล ซึ่งทำให้อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นพระพรหมที่ไต้หวันได้อิทธิพลมาจากไทยมากกว่าอินเดีย ก็เลยสงสัยขึ้นมาถึงที่มาที่ไปว่าพระพรหมของไทยมาโผล่อะไรเอาตรงนี้   ในซอยเล็กริมถนนใหญ่ที่เป็นย่านธุรกิจสำคัญของไทเป เมื่อเดินหลุดผ่านรั้วเข้าไปในศาลพระพรหมฉางชุน เหมือนกับว่าผ่านประตูทะลุมิติโผล่ที่ไทย บรรยากาศบ้านเมืองแบบไต้หวันที่เคยรายรอบหายไป แทนที่ด้วยสิ่งแวดล้อมคุ้นตา พระพรหมสี่หน้า กระถางธูป ดอกดาวเรือง เครื่องทองเหลือง ฯลฯ ประกอบกันแล้วเหมือนเป็นศาลศักดิ์สิทธิ์ในมุมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร   มีเพียงชาวไต้หวันเป็นสิ่งยืนยันว่าตอนนี้ยังอยู่บนแผ่นดินไต้หวัน ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ศาลเล็ก ๆ แห่งนี้มีชาวไต้หวันที่ศรัทธาเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ประมาณด้วยสายตาแล้วส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยทำงานหรือกำลังเรียน…

ผู้อพยพชาวอัฟกัน: ความท้าทายครั้งสำคัญจากวิกฤติอัฟกานิสถาน

ปัญหาผู้อพยพชาวอัฟกันไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนานมากกว่า 40 ปีและจัดเป็นหนึ่งในวิกฤติผู้อพยพที่มีความยืดเยื้อมากที่สุดของโลก อัฟกานิสถานเผชิญกับภัยคุกคามและความท้าทายที่หลากหลายในประเทศ ทั้งความขัดแย้ง เหตุรุนแรง ภัยธรรมชาติ

อินเดียจะดำเนินนโยบายต่ออัฟกานิสถานอย่างไร ในวันที่ตอลิบันครองเมือง

สถานการณ์เข้ายึดกรุงคาบูลของกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้ถือได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมีผลอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับเอ่ยว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนฉากทัศน์ของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสมดุลของสมการด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ถือได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า “พลิกผัน” เพราะตลอดหลายปีมานี้นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2544 นั้น มหาอำนาจในเอเชียใต้อย่างอินเดีย ถือเป็นผู้สนับสนุนด้านมนุษยธรรม และลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในอัฟกานิสถาน อินเดียมีจุดยืนตรงข้ามกับกลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2539 ที่ตอลิบันเข้าปกครองอัฟกานิสถาน เพราะในช่วงเวลานั้นอินเดียให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือโดยใช้สถานทูตในกรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวเพื่อต่อสู้กับตอลิบัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลังการล่มสลายของรัฐบาลตอลิบันในปี 2544 อินเดียจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ทำไมอัฟกานิสถานถึงสำคัญกับอินเดีย สำหรับเหตุผลที่อินเดียให้ความสำคัญอย่างมากต่ออัฟกานิสถานคงไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ มากนัก นั่นคือประเด็นเรื่องความมั่นคงและการก่อการร้าย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาอินเดียกล่าวหากลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดว่าให้ที่พักพิงกลุ่มติดอาวุธที่ปฏิบัติการในพื้นที่แคชเมียร์ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอินเดีย ฉะนั้นการที่รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่อยู่ภายใต้การบริหารของตอลิบันจึงมีส่วนดีอย่างมากต่อการจัดการเรื่องความมั่นคงของอินเดีย ตลอดหลายปีก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน และกลุ่มตอลิบันจะกลับขึ้นมามีอำนาจนั้น อินเดียถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีมากโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความมั่นคงกับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ทั้งยังมอบทุนการศึกษาและงบประมาณจำนวนมากให้กับกองทัพอัฟกานิสถานเพื่อฝึกอบรมให้กับกองทัพและหน่วยข่าวกรองของอัฟกานิสถาน ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอินเดียได้ลงทุนด้านเศรษฐกิจให้กับอัฟกานิสถานไปมากถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ S Jaishankar รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียถึงกับกล่าวในการประชุมที่เจนีวาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่า “วันนี้ไม่มีส่วนใดของอัฟกานิสถานที่ไม่ถูกแตะต้องโดยโครงการมากกว่า 400 โครงการที่อินเดียดำเนินการใน 34 จังหวัดของอัฟกานิสถานทั้งหมด” อาจกล่าวได้ว่าอินเดียมีความผูกพันอย่างมากกับรัฐบาลอัฟกานิสถานในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…

ส่องมาตรการคุมการชุมนุมรอบโลก ขณะมวลมนุษยชาติมุ่งฝ่าวิกฤต COVID-19

ในรอบปี 2564 ที่ผ่านมา สถานการณ์ COVID-19 ยังคงอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้นวันละหลักแสนคน สาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา ที่สามารถติดต่อได้ง่าย ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง โลกกำลังอยู่ระหว่างความพยายามกระจายและฉีดวัคซีนในทุกภูมิภาค ในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ประชากรโลกร้อยละ 15.8 ได้รับวัคซีนครบทุกโดสแล้ว และร้อยละ 30.4 ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส

จีนกับดราม่าว่าด้วยสื่อมวลชน : กีฬาโอลิมปิกและอุทกภัยเมืองเจิ้งโจว

ในช่วงปลายกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม 2564 มีเรื่องราวเกี่ยวกับวงการสื่อมวลชนที่ดุเดือดในสื่อโซเชียลมีเดียของจีน และนักข่าวและนักการทูตจีนทั่วโลกนำไปโหมกระพือต่อในทวิตเตอร์จนพูดถึงกันทั่วโลกอยู่ 2 เรื่อง