Central Asia Explained : What Makes the Region Unique and Why It Matters to Thailand

ในระยะหลังนี้ ภูมิภาคเอเชียกลางเป็นที่คุ้นหูคนไทย ทั้งการติดต่อค้าขาย การลงทุน และยังเป็นสถานที่ที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยว  The Intelligence เห็นว่าการสัมมนาวิชาการหัวข้อ “Central Asia Explained : What Makes the Region Unique and Why It Matters to Thailand” จากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียกลาง และจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา คาซัคสถาน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะทำให้รู้จักประเทศในเอเชียกลางมากขึ้น ในช่วงแรก ทำความรู้จักกับภูมิภาคเอเชียกลางก่อน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ประเทศ ในได้แก่ คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน ภูมิภาคนี้เชื่อมระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชียด้วยเส้นทางสายไหม  กลุ่มคนวัยแรงงานที่มีจำนวนมากเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานน้ำ…

โลกและไทยจะเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง…..ในปี 2569

ในทุก ๆ ปี โลกของเราจะเผชิญกับความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ ความสงบสุข และสันติภาพ ซึ่งความเสี่ยงแต่ละเรื่องมีระดับความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์มากน้อยไม่เท่ากัน  การรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อการรับมือทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ รวมทั้งใช้เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน ซึ่งในปี 2569 โลกมีความเสี่ยงหลาย ๆ เรื่อง ที่ต้องตามติดกันหลายเรื่องทีเดียว…. เมื่อ มกราคม 2569 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง คือ World Economic Forum (WEF) ได้มีการเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นประเด็นความเสี่ยงระดับโลกปี 2569 จากผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญ (Executive Opinion Survey – EOS) จากทั้งหมด 116 ประเทศ ผลก็คือว่า…. ความเสี่ยงอันดับ 1 ของโลก ได้แก่ การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์  อันดับ 2 -3 คือ ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ  และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   ส่วนความเสี่ยงอันดับที่ 4 มี 2 ประเด็น ได้แก่…

3 ประเด็นสำคัญจากการประชุมความมั่นคงมิวนิกปี 2569 และข้อเสนอแนะต่อไทย

การประชุมระดับนานาชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ยังคงเป็นเวทีที่ประเทศมหาอำนาจใช้ประโยชน์เพื่อประกาศนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง ตลอดจนต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference ) ครั้งที่ 62 เมื่อ กลางกุมภาพันธ์ 2569  ที่เยอรมนี ก็เช่นกัน เป็นโอกาสให้อย่างน้อย 3 มหาอำนาจของโลก ได้แก่ ยุโรป จีน และสหรัฐฯ ได้แสดงมุมมองต่อ “ระเบียบโลก” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มนักรัฐศาสตร์ปัจจุบัน บทความนี้จะสรุป 3 ประเด็นสำคัญจากการประชุมดังกล่าว และวิเคราะห์ว่ามหาอำนาจของโลกกำลังจะทำอะไรเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบที่เป็นผลดีต่อประโยชน์ของตนเอง รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยควรจะมีลักษณะอย่างไรในระเบียบโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ด้วย ประเด็นแรก ความมั่นคงยุโรปในสภาพแวดล้อมที่กำลังล่มสลาย…… เยอรมนีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความมั่นคงระดับโลกที่เมืองมิวนิก เมื่อ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเป็นการประชุมสำคัญสำหรับกลุ่มประเทศยุโรป และอาจมีความสำคัญมากกว่าการประชุมปีอื่น ๆ เนื่องจากยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงของกลุ่มพันธมิตรโลกตะวันตกสั่นคลอนและอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนอกจากจะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้าในยุโรปแล้ว สหรัฐฯ ยังระบุในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ว่าจะให้ยุโรปรับผิดชอบความมั่นคงของตนเอง ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่เน้นนโยบาย America First ทำให้ยุโรป…

ผู้อพยพจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านในหลายประเทศ

  ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในประเทศต่าง ๆ ดูจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านผู้อพยพในหลายประเทศ ไม่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะมีการสกัดกั้นการเดินทางเข้าประเทศของผู้อพยพหน้าใหม่มากขึ้น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration-IOM) ยังประเมินว่า สถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานของโลกในปี 2569 จะทวีความรุนแรงจากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงในประเทศต่าง ๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชีวิตของผู้อพยพไม่ว่าจะเข้าเมืองอย่างผิดหรือถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ดูจะอยู่ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2  โดยมีเป้าหมายจะเนรเทศผู้อพยพให้ได้ 1 ล้านคนต่อปี โดยอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำจัดอาชญากร  เพื่อให้สังคมอเมริกันมีความสุข และให้ความสำคัญกับชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก มาตรการที่สหรัฐฯ ใช้ เช่น  ระงับสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุนแก่ผู้ลี้ภัย และเพิกถอนสิทธิคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้อพยพหรือผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศต่าง ๆ กว่า 1.3 ล้านคน พร้อมกำหนดเงื่อนเวลาในการเดินทางออก มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือเนรเทศผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งลดระยะเวลาการต่ออายุใบขออนุญาตทำงานของผู้ลี้ภัยจาก 5 ปี เป็น 18 เดือน และทบทวนสถานะผู้ลี้ภัย 19…

กัมพูชาจะได้อะไรจากสหรัฐฯ มากขึ้น : จีนจะทำอย่างไร

หลังจากเรือรบ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ แวะเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ กลับไปแล้วเมื่อ ปลายมกราคม 2569 ก็เกิดคำถามจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นว่า กัมพูชาจะได้อะไรจากสหรัฐฯ ต่อไปอีก ? ซึ่งประเด็นนี้น่าจับตามองอย่างมาก เพราะจีนก็ต้องกังวลเช่นกันในฐานะเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชาในทุกมิติ ยิ่งกว่านั้น ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรี จบการศึกษาจากสถาบันด้านการทหาร หรือเวสต์พอยต์จากสหรัฐฯ ทำให้ไม่สามารถมองข้ามได้เลยว่า ความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ จะยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น มาถึงตอนนี้ ความสัมพันธ์ด้านการทหารที่สหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่อกัมพูชา และกำลังจะกลับมาซ้อมรบร่วมระหว่างกันอีก ตอกย้ำการเป็นหุ้นส่วนที่มีความคืบหน้า และความร่วมมือด้านการทหารที่จะเพิ่มขึ้น ตามคำมั่นของพลเรือเอก แซมมวล พาพาโร ผู้บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่ได้กล่าวไว้กับนายทหารระดับสูงของกัมพูชาขณะที่เปิด USS Cincinnati ให้เยี่ยมชม และได้พบกับสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรี ที่กรุงพนมเปญ  ในห้วงที่ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ แวะเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุในห้วงเวลาข้างต้น กัมพูชายังได้รับการผ่อนปรนด้านการส่งออกอาวุธจากสหรัฐฯ จากที่ความสัมพันธ์ด้านการทหารตึงเครียดจากกรณีกัมพูชาส่งชาวอุยกูร์ให้จีน จำนวน 20…

จีนเผยแพร่สมุดปกขาวเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง

สำนักงานข้อมูลข่าวสารของคณะมนตรีแห่งรัฐจีน (State Council Information Office) เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เผยแพร่สมุดปกขาวเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง ตามนโยบายหนึ่งประเทศ สองระบบ (Hong Kong: Safeguarding China’s National Security Under the Framework of One Country, Two Systems) นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region-HKSAR) ระบุว่าสมุดปกขาวดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในช่วงเวลานี้ เนื่องจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง หรือ HKSAR ยังคงเผชิญความเสี่ยงและภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องการมีเฝ้าระวังและระมัดระวังอยู่เสมอ เฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติจากผู้ที่ทรยศต่อนโยบายหนึ่งประเทศ สองระบบ เช่น กรณีนายจิมมี ไล นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวฮ่องกง ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่านายไลมีพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เป็นเครื่องมือ หรือ “เบี้ย” ของชาวต่างชาติที่ต้องการสร้างผลเสียต่อ HKSAR และจีน เนื้อหาสำคัญในสมุดปกขาวฉบับนี้แบ่งเป็น 5…

ผู้นำสหรัฐฯ ริเริ่มโครงการ Project Vault สำรองแร่ธรรมชาติสำคัญ

  การสะสมทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชาติ เป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศมหาอำนาจทั่วโลก ทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นพลังอำนาจที่สำคัญของรัฐ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงจะมีการสำรองแร่ธาตุสำคัญของประเทศหรือแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ (critical minerals) ซึ่งรวมทั้งแรร์เอิร์ธด้วย เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่แร่ธาตุสำคัญ และเพื่อไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป เฉพาะอย่างยิ่งจีน ทั้งนี้ คลังสำรองแร่ธาตุสำคัญทางยุทธศาสตร์จะทำให้สหรัฐฯ มีความมั่นคงทางแร่ธาตุสำคัญเช่นเดียวกับความมั่นคงทางพลังงานที่สหรัฐฯ มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (The Strategic Petroleum Reserve -SPR)  และเมื่อสิ้นปี 2568 สหรัฐฯ มีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ในคลังได้ถึง 4 เดือน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จึงสั่งการเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ให้เริ่มโครงการ Project Vaultเพื่อสร้างคลังแร่ธรรมชาติสำคัญสำรองไว้ในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ โดยแร่ธรรมชาติสำคัญที่สหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีเพื่อสำรองไว้มีมากกว่า 50 ชนิด เช่น แรร์เอิร์ธ ลิเธียม ยูเรเนียม และทองแดง ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ มีคลังแร่ธรรมชาติสำคัญสำรองไว้จำนวนเพียงพอต่อห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศ…

อิหร่านโต้สหรัฐฯ พร้อมรับมือ หากมีการโจมตีทางทหาร

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มเติม พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อความข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้ยุติการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน และยินยอมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้านนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กับคำขู่ของสหรัฐฯ เมื่อ 28 มกราคม 2569 โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบของสหรัฐฯ ทั้งทางบก ทางทะเล และอากาศ เนื่องจากที่ผ่านมา อิหร่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้และผลที่ตามมาอย่างรุนแรง อิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม โดยมีรายงานในห้วงเดียวกันว่า รัฐบาลอิหร่านมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โจมตีหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในอิหร่านหลายพื้นที่เริ่มสั่งการนำเข้าสินค้าอุปโภค อาหาร น้ำสะอาด และพลังงาน โดยไม่ต้องทำตามระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สื่อในอิหร่านรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินในประเทศ บรรยากาศความมั่นคงในอิหร่านมีแนวโน้มจะตึงเครียดต่อไปจนถึงห้วง กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าทยอยส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้าไปประจำการในภูมิภาค ล่าสุดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln ไปประจำการในทะเลอาระเบีย และประกาศว่าจะปฏิบัติการซ้อมรบทางอากาศกับพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหาร หากยังมีรายงานการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการรุนแรง นอกจากนี้ ทั่วโลกกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการจัดการความมั่นคงในอิหร่านแบบเดียวกันกับวิธีการที่ใช้ในเวเนซุเอลา…

ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศสหรัฐฯ ฉบับใหม่  

สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารสำคัญที่สะท้อนวิธีการดำเนินนนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศในอนาคต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจหลากหลาย เพราะนอกจากจะสะท้อนการปรับเปลี่ยนมุมมองของสหรัฐฯ ต่อภัยคุกคามแล้ว ยังสั่นสะเทือนไปถึงประเทศต่าง ๆ ที่มีความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ด้วย เอกสารดังกล่าว คือ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือกระทรวงสงคราม (ชื่อใหม่) เมื่อ 24 มกราคม 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางดำเนินนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศจากความท้าทายและภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งต่อไปนี้สหรัฐฯ จะเน้นผลประโยชน์และความคุ้มค่าของชาวอเมริกันและมาตุภูมิ มากกว่าความพยายามปกป้องระเบียบโลก หรือมีส่วนร่วมในสงครามและความขัดแย้งที่ชาวอเมริกันไม่ได้ผลประโยชน์อะไร สาเหตุที่ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนไปเน้นผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก ก็เพราะเป็นวาทกรรมที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามสร้างให้เป็นภาพจำและเป็นตำนานตามนโยบาย “America First” และ “Practical Realism” หรือการดำเนินนโยบายแบบปฏิบัติได้จริง ที่เป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ และผู้นำสหรัฐฯ ก็นำหลักคิดที่เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมัยแรกกลับมาเป็นวิธีการที่จะทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่ง คือ Peace Through Strength หรือการทำให้กองทัพแข็งแกร่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพในทุกภูมิภาคทั่วโลก เอกสารฉบับนี้ย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการโดดเดี่ยวตนเอง แต่กำลังทบทวนใหม่ว่าเหตุการณ์ใดจะส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ มากที่สุด และยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับนานาชาติ ส่วนเนื้อหาที่น่าสนใจในเอกสารฉบับนี้ มี 4 ส่วน ได้แก่…

Board of Peace เครื่องมือใหม่ของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้อิทธิพลการเป็นมหาอำนาจ โดยการเยือนสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) เมื่อ 22 มกราคม 2569 ได้ประกาศกรอบความร่วมมือใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ชื่อ “Board of Peace” เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อปกป้องสันติภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และจะเป็นองค์กรที่ส่งเสริมธรรมาภิบาลระหว่างประเทศภายใต้ระเบียบโลกแบบใหม่ ผู้นำสหรัฐฯ เชิญ 60 ประเทศเข้าร่วมองค์กรดังกล่าว รวมทั้งไทย ซึ่งมี 19 ประเทศร่วมลงนาม เป็นสมาชิกเริ่มต้นขององค์กรนี้แล้ว  โครงสร้างคือ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นประธานองค์กร มีอำนาจในการดำรงตำแหน่ง และเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นประธานคนต่อไป รวมทั้งสามารถคัดเลือกประเทศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรได้อย่างเสรี ประเทศที่ลงนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 19 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและอินโดนีเซีย ลักษณะความร่วมมือเป็นแบบระดับหุ้นส่วน (partnership) ที่ไม่ผูกพันมากเท่าความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติ  ประเทศยุโรปบางประเทศ ปฏิเสธการเข้าร่วม และบางส่วนยังไม่ตัดสินใจ เพราะไม่ต้องการให้บทบาทของ Board of Peace ทำลายความเข้มแข็งของสหประชาชาติ ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติได้ออกมาแสดงท่าทีแล้วว่า ระเบียบระหว่างประเทศกำลังมีปัญหา…