อิหร่านโต้สหรัฐฯ พร้อมรับมือ หากมีการโจมตีทางทหาร

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มเติม พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อความข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้ยุติการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน และยินยอมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้านนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กับคำขู่ของสหรัฐฯ เมื่อ 28 มกราคม 2569 โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบของสหรัฐฯ ทั้งทางบก ทางทะเล และอากาศ เนื่องจากที่ผ่านมา อิหร่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้และผลที่ตามมาอย่างรุนแรง อิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม โดยมีรายงานในห้วงเดียวกันว่า รัฐบาลอิหร่านมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โจมตีหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในอิหร่านหลายพื้นที่เริ่มสั่งการนำเข้าสินค้าอุปโภค อาหาร น้ำสะอาด และพลังงาน โดยไม่ต้องทำตามระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สื่อในอิหร่านรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินในประเทศ บรรยากาศความมั่นคงในอิหร่านมีแนวโน้มจะตึงเครียดต่อไปจนถึงห้วง กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าทยอยส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้าไปประจำการในภูมิภาค ล่าสุดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln ไปประจำการในทะเลอาระเบีย และประกาศว่าจะปฏิบัติการซ้อมรบทางอากาศกับพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหาร หากยังมีรายงานการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการรุนแรง นอกจากนี้ ทั่วโลกกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการจัดการความมั่นคงในอิหร่านแบบเดียวกันกับวิธีการที่ใช้ในเวเนซุเอลา…

ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศสหรัฐฯ ฉบับใหม่  

สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารสำคัญที่สะท้อนวิธีการดำเนินนนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศในอนาคต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจหลากหลาย เพราะนอกจากจะสะท้อนการปรับเปลี่ยนมุมมองของสหรัฐฯ ต่อภัยคุกคามแล้ว ยังสั่นสะเทือนไปถึงประเทศต่าง ๆ ที่มีความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ด้วย เอกสารดังกล่าว คือ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือกระทรวงสงคราม (ชื่อใหม่) เมื่อ 24 มกราคม 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางดำเนินนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศจากความท้าทายและภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งต่อไปนี้สหรัฐฯ จะเน้นผลประโยชน์และความคุ้มค่าของชาวอเมริกันและมาตุภูมิ มากกว่าความพยายามปกป้องระเบียบโลก หรือมีส่วนร่วมในสงครามและความขัดแย้งที่ชาวอเมริกันไม่ได้ผลประโยชน์อะไร สาเหตุที่ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนไปเน้นผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก ก็เพราะเป็นวาทกรรมที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามสร้างให้เป็นภาพจำและเป็นตำนานตามนโยบาย “America First” และ “Practical Realism” หรือการดำเนินนโยบายแบบปฏิบัติได้จริง ที่เป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ และผู้นำสหรัฐฯ ก็นำหลักคิดที่เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมัยแรกกลับมาเป็นวิธีการที่จะทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่ง คือ Peace Through Strength หรือการทำให้กองทัพแข็งแกร่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพในทุกภูมิภาคทั่วโลก เอกสารฉบับนี้ย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการโดดเดี่ยวตนเอง แต่กำลังทบทวนใหม่ว่าเหตุการณ์ใดจะส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ มากที่สุด และยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับนานาชาติ ส่วนเนื้อหาที่น่าสนใจในเอกสารฉบับนี้ มี 4 ส่วน ได้แก่…

Board of Peace เครื่องมือใหม่ของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้อิทธิพลการเป็นมหาอำนาจ โดยการเยือนสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) เมื่อ 22 มกราคม 2569 ได้ประกาศกรอบความร่วมมือใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ชื่อ “Board of Peace” เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อปกป้องสันติภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และจะเป็นองค์กรที่ส่งเสริมธรรมาภิบาลระหว่างประเทศภายใต้ระเบียบโลกแบบใหม่ ผู้นำสหรัฐฯ เชิญ 60 ประเทศเข้าร่วมองค์กรดังกล่าว รวมทั้งไทย ซึ่งมี 19 ประเทศร่วมลงนาม เป็นสมาชิกเริ่มต้นขององค์กรนี้แล้ว  โครงสร้างคือ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นประธานองค์กร มีอำนาจในการดำรงตำแหน่ง และเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นประธานคนต่อไป รวมทั้งสามารถคัดเลือกประเทศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรได้อย่างเสรี ประเทศที่ลงนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 19 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและอินโดนีเซีย ลักษณะความร่วมมือเป็นแบบระดับหุ้นส่วน (partnership) ที่ไม่ผูกพันมากเท่าความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติ  ประเทศยุโรปบางประเทศ ปฏิเสธการเข้าร่วม และบางส่วนยังไม่ตัดสินใจ เพราะไม่ต้องการให้บทบาทของ Board of Peace ทำลายความเข้มแข็งของสหประชาชาติ ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติได้ออกมาแสดงท่าทีแล้วว่า ระเบียบระหว่างประเทศกำลังมีปัญหา…

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569

องค์กรสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (World Semiconductor Trade Statistics–WSTS) คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในปี  2569 ว่า จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Center)  ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิก เติบโตแข็งแกร่งที่สุด ขณะที่ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมโยงเซมิคอนดักเตอร์กับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และขาดแคลนแรงงาน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิป AI เช่น Graphic Processing Unit (GPU) ขยายตัวตามเทคโนโลยี AI ที่เติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ Data Center  ทั่วโลกผลักดันให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ชิปประมวลผลไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น และชิปหน่วยความจำมากกว่า 1 ล้านชิ้น ขณะที่ ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ส่งผลให้ความต้องการชิปที่ทำจากซิลิคอนคาร์ไบด์ และแกลเลียมไนไตรด์…

“ทิศทางเศรษฐกิจเวียดนามปี 2569 : โอกาส ความเสี่ยง และผลสะเทือนต่ออาเซียน”

เวียดนามเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเป็น “ดาวรุ่ง” ที่พุ่งแรงที่สุดในภูมิภาค และเติบโตในฐานะกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของอาเซียน ทิศทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2569 อยู่ในระดับที่เรียกว่า “High Growth” คือขยายตัวสูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยของอาเซียนและค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกอย่างเห็นได้ชัด…… ขอย้อนไปเมื่อปี 2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจของ GDP ของเวียดนาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 ขณะที่ธนาคารโลกระบุว่า อยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.6-6.8 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวยงามมากเลย…. และในปี 2569 รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ถึงร้อยละ 10 ขณะที่สถาบันการเงินอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ประมาณร้อยละ 7.2-7.5 แต่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไทย หรือสิงคโปร์ที่อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 2-3 เท่านั้น โครงสร้าง GDP ของเวียดนามก็ยังมีสัดส่วนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ภาคการส่งออกและภาคบริการที่เริ่มขยายตัวมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจเวียดนามมาก ๆ คือ เวียดนามไม่ได้เป็นแค่ประเทศรับจ้างผลิตราคาถูกเหมือนเมื่อก่อน แต่เริ่มขยับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่ย้ายฐานมาจากจีนและไต้หวัน ทำให้เวียดนามกลายเป็น…

อินโดนีเซียกับการทูตสามเส้า : สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

นอกจากมีบทบาทนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหนึ่งในตัวแสดงสำคัญในโลกมุสลิม อินโดนีเซียยังมีความโดดเด่นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับสามประเทศหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย…ในยุคอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 เมื่อพฤศจิกายน 2565 เป็นโอกาสสำคัญของอินโดนีเซียในการแสดงศักยภาพการจัดการประชุมระดับโลก โดยเฉพาะการเยือนรัสเซียและยูเครนในระหว่างสงครามเพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมทำให้ภาพผู้นำอินโดนีเซียในเวทีการเมืองระหว่างประเทศแจ่มชัดยิ่งขึ้น และเสริมภาพการเป็นประเทศระดับกลาง (middle power) ของอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องในการยกระดับบทบาทในภูมิภาคและโลก … มาในยุคประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อินโดนีเซียยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจในยุคโลกหลายขั้ว (multiple poles of power) บนพื้นฐานการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เป็นอิสระควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกภายในปี 2588 ภายใต้วิสัยทัศน์ Golden Indonesia 2045 มุ่งมั่นจะพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาภายใน โดยใช้นโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือ ดังนั้น ตลอดปี 2568 จึงปรากฏภาพการเยือนต่างประเทศและการพบปะกับผู้นำและผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ของประธานาธิบดีซูเบียนโตบ่อยครั้ง โดยมีประเด็นหลักในการพูดคุยคือเรื่องเศรษฐกิจ (transactional diplomacy) ซึ่งการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวของผู้นำอินโดนีเซียจะยังดำเนินต่อไปในปี 2569 เพื่อเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย (Market diversification) และมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream Industrialisation…

ทำไมจีนหัวเสียที่สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

  การปฺฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ชื่อ “Operation Absolute Resolve” โจมตีเวเนซุเอลา เมื่อ 3 มกราคม 2569 พร้อมกับชิงตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภริยา ไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสพติด และอุปกรณ์อาวุธปืน ทำให้ประเทศต่าง ๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวหาสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ  จีนก็ประณามการกระทำของสหรัฐฯ และผู้แทนจีนก็ได้กล่าวหาสหรัฐฯ อย่างรุนแรง มากกว่าประเทศอื่นในเวทีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีประชุมเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เมื่อ 5 มกราคม 2569 อย่างไรก็ดี ก็มีอีกกลุ่มประเทศที่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ ที่ช่วยถอนรากถอนโคนอาชญากรรมข้ามชาติในเวเนซุเอลา เช่น อาร์เจนตินา และปารากวัย จีนยืนยันว่าจะคงความร่วมมือกับเวเนซุเอลา และปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวเนซุเอลา ขณะที่สหรัฐฯ ก็เดินหน้าบริหารจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลาโดยเมื่อ 9 มกราคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบผู้บริหารน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ ในการเปิดทางให้ไปลงทุนในเวเนซุเอลา พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำมันส่งกลับไปขายยังสหรัฐฯ รวมทั้งเดินหน้าพิพากษาคดีต่อประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในการขึ้นศาลที่นครนิวยอร์ก เมื่อ 5 มกราคม 2569 และจะขึ้นศาลอีกครั้งใน 17…

เมียนมาในปี 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเมียนมาว่า รัฐบาลจะปล่อยตัวนักโทษและนักโทษการเมืองมากขึ้นในปี 2569 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้นานาชาติเห็นว่า เมียนมาเคารพเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน จะได้เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งในเมียนมา ซึ่งเมื่อ 4 มกราคม 2569 รัฐบาลเมียนมาฉลองโอกาสวันอิสรภาพ หรือ Independence Day ครั้งที่ 78 ด้วยการปล่อยตัวนักโทษจำนวน 6,134 คน ออกจากเรือนจำ รวมทั้งปล่อยตัวนักโทษชาวต่างชาติจำนวน 52 คนด้วย เพื่อเฉลิมฉลองและสะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาให้ความเคารพในเสรีภาพของมนุษย์ การปล่อยตัวนักโทษในวันสำคัญทางการเมืองของเมียนมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมานานหลายปี ซึ่งเมื่อ พฤศจิกายน 2568 เมียนมาได้ปล่อยตัวนักโทษจำนวนมากกว่า 3,000 คน เพื่อฉลองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ธันวาคม 2568 แต่ยังคงควบคุมตัวนักโทษการเมืองคนสำคัญ ได้แก่ อองซานซูจี อดีตผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่เป็นสัญลักษณ์ของการส่งเสริมประชาธิปไตยในเมียนมา ส่วนพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Party – USDP) ที่กองทัพเมียนมาสนับสนุนจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลใน มีนาคม 2569 โดยในการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา ระยะที่…

 ความขัดแย้ง….. สันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาในมุมมองของสหรัฐฯ

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เป็นใคร และพูดถึงไทย และกัมพูชาว่าอย่างไร …..ทำไมถึงน่าสนใจ…..เมื่อแสดงทัศนะเส้นทางสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ทางออนไลน์ เมื่อ 15.00 เมื่อ 9 มกราคม 2569 ตามเวลาไทย และตรงกับ 21.00 น. เวลาที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ และที่น่าสนใจไปยิ่งกว่านั้นคือ พูดถึงจีนว่าอย่างไรในเรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชา…. ทัศนะของนายดีซอมบรีต่อเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นท่าทีทางการของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด เนื่องจากนายดีซอมบรี กำลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นอกจากนี้ นายดีซอมบรียังคุ้นเคยกับไทยมาก และรู้จักไทยดีทีเดียว เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ห้วงปี 2563-2564 ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 1.0  การแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยครั้งนั้นของนายดีซอมบรี ได้รับความสนใจในเวทีการทูตมาก เพราะไม่ได้มาทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศหรือนักการทูตมืออาชีพในรอบ 40 ปี ของไทย แต่เป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ และใกล้ชิดประธานาธิบดีทรัมป์ และพรรครีพับลิกันมากทีเดียว ประเด็นสำคัญในเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาภายใต้บทบาทนำของสหรัฐฯ ที่นายดีซอมบรี ต้องการส่งสาร (message)ใ ห้ประเทศในภูมิภาครับรู้เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ในไทย…

ในปี 2569 วิกฤตในเยเมนสะเทือนเอกภาพชาติอาหรับ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC…