“สามเหลี่ยมมรกต” รอยต่อระหว่างไทย-กัมพูชา-ลาว

กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งสำหรับปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา เมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 บริเวณต้นสัตบรรณในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อชายแดนไทย – กัมพูชา – ลาว หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า สามเหลี่ยมมรกต ไทย กัมพูชา และลาวมีการสร้างศาลาตรีมุข บริเวณสามเหลี่ยมมรกต เมื่อปี 2534 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือที่ดีระหว่างทั้ง 3 ประเทศ ที่ผ่านมาถูกใช้เป็นพื้นที่พบปะ และประสานงานระหว่างทหาร รวมถึงเป็นที่พักผ่อนของประชาชน แต่เมื่อ 1 มีนาคม 2568 เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาตรีมุข ทำให้ศาลาเสียหายทั้งหลัง เหตุการณ์นี้ได้จุดประเด็นความอ่อนไหวและข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต และตอกย้ำความตึงเครียดอีกครั้งจากเหตุปะทะ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 บทความนี้อยากจะชวนทุกคนมารู้จักกัน “สามเหลี่ยมมรกต” ว่าสิ่งนี้คืออะไร และมีความสำคัญยังไงบ้าง อย่างที่บอกไปข้างต้น พื้นที่สามเหลี่ยมรกต หรือ Emerald Triangle เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ เป็นจุดบรรจบกันของชายแดน 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย…

สร้างสรรค์ผลงานด้วย Generative AI ปัญญาประดิษฐ์ล้ำหน้า

  ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) คือนวัตกรรมของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานได้เหมือนกันกับมนุษย์ มีระบบการวิเคราะห์ เรียนรู้และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทำงานโดยการรับข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และประมวลผล เพื่อให้ได้ผลตอบกลับมา ไม่ว่าจะผ่านการใช้คำพูด ข้อความ หรือการกระทำต่าง ๆ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์อย่างเอไอเองก็มีการพัฒนา จนนำมาซึ่งสิ่งที่สามารถคิดได้อย่างล้ำลึกและทดแทนงานมนุษย์ได้อย่างที่เรียกกันว่า Generative AI (Generative Artificial Intelligence / Gen AI) Generative AI (Generative Artificial Intelligence / Gen AI) คือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใช้การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) สรรค์สร้างข้อมูลเนื้อหาใหม่ ๆ แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มนุษย์ สามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และอื่น ๆ จากข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามาในระบบ ความสามารถของ…

ยุทโธปกรณ์จีนเป็นที่เตะตาในสมรภูมิอินเดีย-ปากีสถาน

ท่ามกลางความกังวลการสู้รบระหว่างอินเดียกับปากีสถานหลังอินเดียเปิดปฏิบัติการ “Sindoor” เมื่อช่วงต้นพฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าทางทหารครั้งสำคัญที่สุดระหว่างสองชาติคู่ขัดแย้งในรอบหลายทศวรรษ หลังเกิดเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวที่เมืองตากอากาศ Pahalgam ในพื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่อินเดียครอบครอง เมื่อ 22 เมษายน 2568 เป็นเหตุให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 25 คน และชาวเนปาล 1 คน ดูเหมือนว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นจะเป็นสื่อโฆษณาชั้นดีให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีน เนื่องจากปากีสถานใช้ยุทโธปกรณ์จากจีนในการตอบโต้อินเดียที่โจมตีเป้าหมายในปากีสถานและพื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานครอบครองด้วยยุทโธปกรณ์สัญชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบ โดรน ขีปนาวุธ และปืนใหญ่ แต่ที่สำคัญคือ เครื่องบินขับไล่ของจีนสอยเครื่องบินรบซึ่งผลิตโดยชาติตะวันตกที่อินเดียในการต่อสู้กับปากีสถาน การนำยุทโธปกรณ์จากจีนไปใช้การเผชิญหน้าจริงและสมรภูมิจริงของปากีสถานเป็นหน้าเป็นตาให้จีนเป็นอย่างมาก และกลายเป็นว่า จีนน่าจะได้ประโยชน์จากการรบระหว่างอินเดียกับปากีสถานครั้งนี้ โดยไม่เสียเลือดเนื้อและงบประมาณ เนื่องจากยุทโธปกรณ์และระบบอาวุธของจีน ทั้งเครื่องบินรบ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ปากีสถานนำมาใช้ เป็นที่จับตามองของหลายประเทศ เฉพาะเครื่องบินขับไล่ J-10 หรือ J-10CE ที่ปากีสถานอ้างว่าใช้ยิงเครื่องบินขับไล่ Rafales ที่ผลิตในฝรั่งเศส ซึ่งอินเดียใช้ในการปฏิบัติการ ตก แม้อินเดียไม่ยืนยัน การสู้รบระหว่างเครื่องบินสัญชาติจีนกับเครื่องบินตะวันตกที่เกิดขึ้นแสดงถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของยุทโธปกรณ์สัญชาติจีน ซึ่งน่าจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับศักยภาพเทคโนโลยีป้องกันประเทศของจีน และจะเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกอาวุธ เนื่องจากปัจจุบันจีนก็เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออก แต่แน่นอนว่าคุณภาพและประสิทธิภาพยังไม่อาจเทียบเท่าผู้ผลิตและส่งออกเจ้าเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศตะวันตก อีกทั้งขึ้นชื่อว่าจีนคุณภาพของสินค้ามักเป็นที่กังขาของผู้ซื้อ แม้ราคาจับต้องได้ก็ตาม…

การลงทุนของ The Trump Organization : Fast Track ให้เศรษฐกิจเวียดนาม

  The Trump Organization บริษัทของครอบครัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังขยายโอกาสการลงทุนการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามทั้งตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศ ซึ่งจะทำให้ภายใน 2-4 ปี เวียดนามตอนเหนือ และตอนใต้ของประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจะเป็นประเทศที่ได้มาตรฐาน hi-end ในหลาย ๆ ด้าน เช่น สนามกอล์ฟ รีสอร์ท ที่พักอาศัย โรงแรม และ ร้านค้าระดับ luxury เป็นต้น การที่เวียดนามใช้ความร่วมมือจากต่างชาติ เช่น The Trump Organization เข้าไปลงทุนในประเทศจะทำให้ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติตามเข้ามาได้อีก จนเวียดนามเป็นประเทศมีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรืออาจกล่าวได้ว่า The Trump Organization  คือ Fast Track ที่ช่วยให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว …….. เวียดนามพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์ทางตอนเหนือของประเทศด้วยการเห็นชอบให้ภาคเอกชน ได้แก่บริษัท Hung Yen Hospitality ซึ่งเป็นสาขาของบริษัท Kinh Bac City Development Holding Corporation  ทำข้อตกลงร่วมทุนกับ IDG…

ข้อเสนอแนะต่อนโยบายรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) หมายถึงมีสัดส่วนผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มากกว่าชนชั้นวัยแรงงาน ทำให้โครงสร้างประชากรไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะกลุ่มวัยแรงงานมีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มคนที่ต้องการการดูแล เพราะนอกจาก Aging Society จะหมายถึงการมีประชาชนเป็นวัยชรามากขึ้นแล้ว ยังมีอัตราการเกิดที่ต่ำลงด้วย รูปแบบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ภูมิภาคเอเชียต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างรวดเร็วฉับพลัน ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นความท้าทายสำคัญ จนนักวิชาการในต่างประเทศเรียกการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อความมั่นคงโลกนี้ว่า “Silver Tsunami” หรือคลื่นสึนามิสีเงิน.. สภาวะดังกล่าวทำให้ทางสังคมไทยเสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากปัญหาแรงงาน เศรษฐกิจ การพัฒนาสวัสดิการสังคมและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ได้เตรียมการสร้างระบบเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการ เช่น สวีเดน ญี่ปุ่น หรือเยอรมนี ที่มีกฎหมายรวมทั้งนโยบายดูแลผู้สูงวัยครอบคลุมในด้านของสุขภาพ การเงิน และอยู่อาศัย เช่น ญี่ปุ่นออกกฎหมายชื่อ “Kaigo Hoken Seido” ตั้งแต่ปี 2540 ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้กลไกภาษีรับมือกับสังคมผู้สูงอายุประมาณ 35 ล้านคน โดยประชากรอายุครบ 40-64 ปี จะต้องเสียภาษีรายเดือนในอัตรา ร้อยละ1.6 เพื่อสมทบกองทุนที่จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ ภาษีรายเดือนนี้จะสมทบกับภาษีอื่น ๆ ในท้องถิ่นอีกร้อยละ…

AI เปลี่ยนโลกศิลปะ และปรัชญามนุษยนิยม

การใช้ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญทั้งในมิติความมั่นคงแรงงาน จิตวิญญาณ และท้าทายระดับการรับรู้ถึงสุนทรียศาสตร์ของมนุษย์!! การถกแถลงกันระหว่างผู้ที่นิยมใช้ผลงานจากเทคโนโลยี AI เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตกับผู้ที่ยืนยันการให้คุณค่ากับผลงานที่มาจากการสร้างสรรค์ด้วยน้ำมือของมนุษย์มากกว่ายังเป็นประเด็นให้พูดคุยกันได้ไม่รู้จบ .. บทความเรื่องนี้ขอหยิบยกส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (new-movement) ที่เกิดจากชุมชนคนใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีมูลค่าและเป็นที่ต้องการในตลาด จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ Art in Flux หรือความลื่นไหลทางศิลปะนั่นเอง มาลองไล่เรียงดูว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการศิลปะที่เปลี่ยนแปลงจากน้ำมือมนุษย์ไปสู่ยุคดิจิทัล ย้อนกลับไปเมื่อ 54,000 ปีก่อน… มนุษย์เริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่พบเห็นลงบนฝาผนังถ้ำ เพื่อที่จะถ่ายทอดจินตนาการของตนเองไปสู่บุคคลอื่น กระบวนการสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัยความสร้างสรรค์นี้ เรียกว่า “ศิลปะ” จนถึงปัจจุบัน “ศิลปะ” ยังคงทำหน้าที่ในการสะท้อนความคิด อารมณ์ ที่สื่อสารออกมาจากศิลปินที่มีเป้าหมายต้องการสร้างการรับรู้หรือรู้สึก และคุณค่าให้กับผู้ชมผ่านหลายแบบ ไม่ว่าจะใช้หินสีจากธรรมชาติระบายผนังถ้ำหรือโบสถ์ การระบายสีน้ำด้วยพู่กันลงบนผืนผ้าใบ การใช้สีน้ำมันหรือสีอะคริลิกกับพื้นผิวต่าง ๆ การพ่นสีสเปรย์ลงบนผนัง …วิธีการเหล่านี้ต่างก็ต้องอาศัยการใช้ทักษะ วัสดุอุปกรณ์ และการฝึกฝนจนชำนาญ ศิลปินต้องฝึกฝนเพื่อให้ผู้ชมได้รับชมผลงานพร้อมมีอรรถรสอย่างเต็มเปี่ยม แต่เมื่อยุคสมัย“เทคโนโลยีสารสนเทศ” คนส่วนใหญ่ใช้เวลาชื่นชมชิ้นงานบนผนังน้อยลง และก้มหน้าสู่จอโทรศัพท์มากขึ้น ทำให้ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะบางส่วนมองว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนการนำเสนอผลงานแบบ “ดิจิทัล”..นั่นคือการเกิดขึ้นของ “ศิลปะดิจิทัล” หรือ Digital Art ที่ใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเลต และซอฟต์แวร์…ที่จริงแล้ว…

เมื่อจีนลงสนามดึงนักท่องเที่ยว…งานหนักสำหรับประเทศที่ต้องการรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน

ข่าวจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยที่ลดลงไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด…ความกังวลต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หรืออาจเป็นกระแสความไม่พอใจของคนจีนอันเนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์จีนจากปัญหาทุนสีเทา รวมถึงการมีปลายทางท่องเที่ยวในประเทศอื่น ๆ ให้เลือกอีกหลากหลาย…จนทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวซบเซาและเริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องของไทย อาจเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวจีนมากเกินไปหรือไม่ แทบจะทุกประเทศยกให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้แห่งความหวัง โดยมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก จึงไม่แปลกที่ต่างพยายามจะส่งเสริมการท่องเที่ยวและรักษาตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพื่อกระตุ้นรายได้เข้าประเทศท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคืองและเต็มไปด้วยความผันผวนที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับจีนที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่จีนจะมุ่งส่งเสริมด้วยหวังจะให้เป็นอีกแรงในการสร้างรายได้เข้าประเทศทั้งจากชาวจีนด้วยกันเอง และจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเอาตัวรอดจากอุปสรรคการค้าและความปั่นป่วนทางการเมืองระหว่างประเทศ และยิ่งต้องพยายามมากกว่าประเทศอื่น เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ พร้อมกับหาโอกาสใหม่มาชดเชยสิ่งที่เสียไป เพราะจีนเป็นเป้าหมายอันดับแรกของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น….การลงสนามดึงนักท่องเที่ยวของจีนไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนด้วยกันเอง หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ไปเที่ยวจีนจึงน่าหวาดหวั่นไม่น้อยสำหรับประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก ….. เพื่อให้โดนใจนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวต่างชาติ จีนพยายามนำเสนอการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากประเทศอื่น นอกจากมีทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงามในพื้นที่กว้างใหญ่ วัฒนธรรมหลากหลาย และอาหารที่ชวนให้ลิ้มลองแล้ว ยังใช้จุดเด่นของจีนทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นพื้นฐานหรือเครื่องมือในการขับเคลื่อน และผสานเข้ากับวัฒนธรรมที่เป็นจิตวิญญาณของจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของจีนที่นำเสนอออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เกมออนไลน์ วรรณกรรมออนไลน์ และซีรีส์ เพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาด กิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว จีนก็จัดได้ไม่แพ้ประเทศอื่น ทั้งเทศกาลดนตรี เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว หรือกิจกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมและเชิงวัฒนธรรม เพื่อเปิดประสบการณ์ตรงให้นักท่องเที่ยวในการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนคนพื้นถิ่นทั้งวัฒนธรรมและประเพณีที่มีเรื่องเล่า รวมถึงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางการค้าในเมืองใหญ่ เพื่อยกระดับการเป็นศูนย์กลางการชอปปิ้ง ทั้งเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กว่างโจว เทียนจิน และฉงชิ่ง อีกทั้งยังจะจัดการแข่งขันกีฬาและการแสดงระดับโลก และการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ…

รัสเซียและจีนได้เปรียบยุโรปต่อการขยายอิทธิพลในเอเชียกลาง

ห้วง 10-20 ปีที่ผ่านมา รัสเซีย จีน และยุโรปต่างแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียกลาง เพื่อชิงความได้เปรียบในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุสำคัญ รวมถึงครอบครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป เนื่องจากเอเชียกลางอยู่กึ่งกลางภูมิภาคยูเรเชีย จึงสามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างภูมิภาคที่สำคัญ อาทิ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง รวมถึงทะเลดำ และคาบสมุทรบอลข่าน รัสเซียได้เปรียบประเทศยุโรปในการแข่งขันอิทธิพลในประเทศเอเชียกลาง เพราะมีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และการเมืองจากการที่ประเทศเอเชียกลางเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทำให้ระบอบการปกครองคล้ายคลึงกันในแง่อำนาจนิยม อีกทั้งผู้นำรัสเซียกับผู้นำประเทศเอเชียกลางทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน ต่างอยู่ในอำนาจยาวนานกว่า 10-20 ปี ทำให้มีความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์พิเศษส่วนตัวต่อกัน แตกต่างจากประเทศยุโรปที่ส่วนใหญ่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม และมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียกลางในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ รัสเซียและจีนยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์จากการมีที่ตั้งใกล้กับประเทศเอเชียกลางมากกว่าประเทศยุโรป อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมดั้งเดิมของประเทศเอเชียกลางก่อสร้างในยุคสหภาพโซเวียตทำให้เส้นทางทั้งถนนและรถไฟเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกับรัสเซีย และเป็นเส้นทางที่ประเทศเอเชียกลางใช้ส่งออกสินค้าหลักสู่ตลาดโลกมายาวนาน ส่วนจีนมีโครงการสร้างเส้นทางรถไฟจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์เชื่อมต่อคีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถาน-จีน ภายใต้กรอบ Silk Road Economic Belt (SREB) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่เริ่มเปิดใช้งานบางส่วนตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่ประเทศในยุโรปพยายามผลักดันโครงการก่อสร้างเส้นทางระเบียงขนส่ง (Transport Corridor) ในภูมิภาคเอเชียกลาง แต่อยู่ในขั้นตอนวางแผน…

การเปลี่ยนแปลงของฤดูฝน สู่บททดสอบความพร้อมของมนุษย์

ภาวะโลกเดือดที่เป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของมนุษยชาติทั่วทุกมุมโลก สภาวะนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเกิดเหตุการณ์หิมะตกในทะเลทราย ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ต้องเผชิญพายุฝนครั้งใหญ่  แม้ปัญหาโลกเดือดจะได้รับการจัดหมวดหมู่ให้เป็นประเด็นความท้าทายและภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปใหม่ (New Security Challenges) แต่เชื่อไหมว่า!?…หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ความแปรปรวนนี้เป็นส่วนเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นมาตลอด  เพราะที่ผ่านมาโลกเราได้เผชิญกับการเคลื่อนตัวของแผ่นโลก เหตุภูเขาไฟระเบิด การเปลี่ยนเส้นทางของกระแสน้ำในมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งยุคน้ำแข็ง  ดังนั้น อาจสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน เมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2568 บทความนี้อยากจะชวนผู้อ่านทำความรู้จักกับวัฏจักรและความสำคัญของ “ฝน” โดยย้อนกลับไปในอดีตตั้งแต่โลกยังไม่มีแผ่นดิน …หรือเหตุการณ์ที่เรียกว่า The Great Dying Rain หรือฝนตกไม่หยุดต่อเนื่องมากกว่า 2 ล้านปี เมื่อ 2,500-3,500 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับยุคอาร์เคียน (Archean Eon) แต่ไม่สามารถระบุสถานที่ได้ชัดเจน เพราะหากย้อนไป 3,000 ล้านกว่าปี แผ่นทวีปในตอนนั้นไม่เหมือนกับปัจจุบัน ในช่วงนั้นโลกยังเต็มไปด้วยหินหลอมเหลวที่เริ่มโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำทะเล แผ่นดินที่ร้อนระอุนี้ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ทำให้เกิดไอร้อนและควันจากภูเขาไฟปริมาณมาก และการระเหยของไอน้ำนั่นเองที่กลายเป็น “น้ำฝน”…

การท่องเที่ยว : หนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

สปป.ลาว เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจ คำคำนี้คงไม่ผิดนัก เพราะ สปป.ลาวมีธรรมชาติที่ร่ำรวย ยังไม่ถูกคุกคามจากโลกภายนอกมากนัก วัฒนธรรมที่เรียบง่าย รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สูงลิบลิ่ว ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปเที่ยว สปป.ลาวกันอย่างไม่หยุดยั้ง รายได้จากการท่องเที่ยวจึงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลัก (key driver) ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศซี่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งเมื่อปี 2567 ปีแห่งการท่องเที่ยว (Visit Laos Year 2024) ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 21 เป็นมากกว่า 4.1 ล้านคน และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ร้อยละ 102 เป็นมากกว่า 3 ล้านคน ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) เผยแพร่การประเมินเศรษฐกิจของ สปป.ลาวปี 2568 เมื่อต้นเมษายน 2568 ว่า จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.9 ส่วนการเติบโตภาคบริการ เฉพาะอย่างยิ่งการขนส่ง และการท่องเที่ยวจะขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟระหว่าง สปป.ลาวกับจีน…