เมื่อจีนลงสนามดึงนักท่องเที่ยว…งานหนักสำหรับประเทศที่ต้องการรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน

ข่าวจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยที่ลดลงไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด…ความกังวลต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หรืออาจเป็นกระแสความไม่พอใจของคนจีนอันเนื่องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์จีนจากปัญหาทุนสีเทา รวมถึงการมีปลายทางท่องเที่ยวในประเทศอื่น ๆ ให้เลือกอีกหลากหลาย…จนทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวซบเซาและเริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องของไทย อาจเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวจีนมากเกินไปหรือไม่ แทบจะทุกประเทศยกให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้แห่งความหวัง โดยมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก จึงไม่แปลกที่ต่างพยายามจะส่งเสริมการท่องเที่ยวและรักษาตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพื่อกระตุ้นรายได้เข้าประเทศท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคืองและเต็มไปด้วยความผันผวนที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับจีนที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่จีนจะมุ่งส่งเสริมด้วยหวังจะให้เป็นอีกแรงในการสร้างรายได้เข้าประเทศทั้งจากชาวจีนด้วยกันเอง และจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเอาตัวรอดจากอุปสรรคการค้าและความปั่นป่วนทางการเมืองระหว่างประเทศ และยิ่งต้องพยายามมากกว่าประเทศอื่น เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ พร้อมกับหาโอกาสใหม่มาชดเชยสิ่งที่เสียไป เพราะจีนเป็นเป้าหมายอันดับแรกของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น….การลงสนามดึงนักท่องเที่ยวของจีนไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนด้วยกันเอง หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ไปเที่ยวจีนจึงน่าหวาดหวั่นไม่น้อยสำหรับประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลัก ….. เพื่อให้โดนใจนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวต่างชาติ จีนพยายามนำเสนอการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากประเทศอื่น นอกจากมีทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงามในพื้นที่กว้างใหญ่ วัฒนธรรมหลากหลาย และอาหารที่ชวนให้ลิ้มลองแล้ว ยังใช้จุดเด่นของจีนทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นพื้นฐานหรือเครื่องมือในการขับเคลื่อน และผสานเข้ากับวัฒนธรรมที่เป็นจิตวิญญาณของจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของจีนที่นำเสนอออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เกมออนไลน์ วรรณกรรมออนไลน์ และซีรีส์ เพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาด กิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว จีนก็จัดได้ไม่แพ้ประเทศอื่น ทั้งเทศกาลดนตรี เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว หรือกิจกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมและเชิงวัฒนธรรม เพื่อเปิดประสบการณ์ตรงให้นักท่องเที่ยวในการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนคนพื้นถิ่นทั้งวัฒนธรรมและประเพณีที่มีเรื่องเล่า รวมถึงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางการค้าในเมืองใหญ่ เพื่อยกระดับการเป็นศูนย์กลางการชอปปิ้ง ทั้งเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กว่างโจว เทียนจิน และฉงชิ่ง อีกทั้งยังจะจัดการแข่งขันกีฬาและการแสดงระดับโลก และการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ…

รัสเซียและจีนได้เปรียบยุโรปต่อการขยายอิทธิพลในเอเชียกลาง

ห้วง 10-20 ปีที่ผ่านมา รัสเซีย จีน และยุโรปต่างแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียกลาง เพื่อชิงความได้เปรียบในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุสำคัญ รวมถึงครอบครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป เนื่องจากเอเชียกลางอยู่กึ่งกลางภูมิภาคยูเรเชีย จึงสามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างภูมิภาคที่สำคัญ อาทิ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง รวมถึงทะเลดำ และคาบสมุทรบอลข่าน รัสเซียได้เปรียบประเทศยุโรปในการแข่งขันอิทธิพลในประเทศเอเชียกลาง เพราะมีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และการเมืองจากการที่ประเทศเอเชียกลางเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทำให้ระบอบการปกครองคล้ายคลึงกันในแง่อำนาจนิยม อีกทั้งผู้นำรัสเซียกับผู้นำประเทศเอเชียกลางทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน ต่างอยู่ในอำนาจยาวนานกว่า 10-20 ปี ทำให้มีความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์พิเศษส่วนตัวต่อกัน แตกต่างจากประเทศยุโรปที่ส่วนใหญ่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม และมักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียกลางในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ รัสเซียและจีนยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์จากการมีที่ตั้งใกล้กับประเทศเอเชียกลางมากกว่าประเทศยุโรป อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมดั้งเดิมของประเทศเอเชียกลางก่อสร้างในยุคสหภาพโซเวียตทำให้เส้นทางทั้งถนนและรถไฟเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกับรัสเซีย และเป็นเส้นทางที่ประเทศเอเชียกลางใช้ส่งออกสินค้าหลักสู่ตลาดโลกมายาวนาน ส่วนจีนมีโครงการสร้างเส้นทางรถไฟจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์เชื่อมต่อคีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถาน-จีน ภายใต้กรอบ Silk Road Economic Belt (SREB) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่เริ่มเปิดใช้งานบางส่วนตั้งแต่ปี 2567 ขณะที่ประเทศในยุโรปพยายามผลักดันโครงการก่อสร้างเส้นทางระเบียงขนส่ง (Transport Corridor) ในภูมิภาคเอเชียกลาง แต่อยู่ในขั้นตอนวางแผน…

การเปลี่ยนแปลงของฤดูฝน สู่บททดสอบความพร้อมของมนุษย์

ภาวะโลกเดือดที่เป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของมนุษยชาติทั่วทุกมุมโลก สภาวะนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเกิดเหตุการณ์หิมะตกในทะเลทราย ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ต้องเผชิญพายุฝนครั้งใหญ่  แม้ปัญหาโลกเดือดจะได้รับการจัดหมวดหมู่ให้เป็นประเด็นความท้าทายและภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปใหม่ (New Security Challenges) แต่เชื่อไหมว่า!?…หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ความแปรปรวนนี้เป็นส่วนเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นมาตลอด  เพราะที่ผ่านมาโลกเราได้เผชิญกับการเคลื่อนตัวของแผ่นโลก เหตุภูเขาไฟระเบิด การเปลี่ยนเส้นทางของกระแสน้ำในมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งยุคน้ำแข็ง  ดังนั้น อาจสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน เมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่ 15 พฤษภาคม 2568 บทความนี้อยากจะชวนผู้อ่านทำความรู้จักกับวัฏจักรและความสำคัญของ “ฝน” โดยย้อนกลับไปในอดีตตั้งแต่โลกยังไม่มีแผ่นดิน …หรือเหตุการณ์ที่เรียกว่า The Great Dying Rain หรือฝนตกไม่หยุดต่อเนื่องมากกว่า 2 ล้านปี เมื่อ 2,500-3,500 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับยุคอาร์เคียน (Archean Eon) แต่ไม่สามารถระบุสถานที่ได้ชัดเจน เพราะหากย้อนไป 3,000 ล้านกว่าปี แผ่นทวีปในตอนนั้นไม่เหมือนกับปัจจุบัน ในช่วงนั้นโลกยังเต็มไปด้วยหินหลอมเหลวที่เริ่มโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำทะเล แผ่นดินที่ร้อนระอุนี้ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ทำให้เกิดไอร้อนและควันจากภูเขาไฟปริมาณมาก และการระเหยของไอน้ำนั่นเองที่กลายเป็น “น้ำฝน”…

การท่องเที่ยว : หนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

สปป.ลาว เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจ คำคำนี้คงไม่ผิดนัก เพราะ สปป.ลาวมีธรรมชาติที่ร่ำรวย ยังไม่ถูกคุกคามจากโลกภายนอกมากนัก วัฒนธรรมที่เรียบง่าย รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สูงลิบลิ่ว ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปเที่ยว สปป.ลาวกันอย่างไม่หยุดยั้ง รายได้จากการท่องเที่ยวจึงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลัก (key driver) ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศซี่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งเมื่อปี 2567 ปีแห่งการท่องเที่ยว (Visit Laos Year 2024) ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 21 เป็นมากกว่า 4.1 ล้านคน และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ร้อยละ 102 เป็นมากกว่า 3 ล้านคน ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) เผยแพร่การประเมินเศรษฐกิจของ สปป.ลาวปี 2568 เมื่อต้นเมษายน 2568 ว่า จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.9 ส่วนการเติบโตภาคบริการ เฉพาะอย่างยิ่งการขนส่ง และการท่องเที่ยวจะขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟระหว่าง สปป.ลาวกับจีน…

ปัญหาผู้สูงอายุในสังคมไทยและแนวทางรับมือ

ในปัจจุบันถ้าเราเดินทางไปยังสถานที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ รถสาธารณะ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เราจะพบว่ามีคนที่เดินผ่านเรา 1 ใน 5 คน เป็นกลุ่มคนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 + ขึ้นไป ข้อมูลของสํานักงานสถิติแห่งชาติของไทยซึ่งทําการสํารวจประชากรสูงอายุพบว่าประชากรไทยจํานวน 65.95 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุถึง 14.03 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ (ข้อมูลปี 2567) และมีจํานวนเด็กที่เกิดใหม่น้อยกว่าจํานวนผู้เสียชีวิต ทําให้ประชากรลดลง จึงมีการคาดการณ์ว่าในอีกประมาณ 60 ปี ข้างหน้าจํานวนประชากรอาจเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน อัตราการเจริญพันธ์ุรวม (Total fertility Rate -TFR) ที่วัดจากสตรีเจริญพันธ์ุคนหนึ่งจะมีเด็กเกิดได้เพียง 1.16 คน โดยในปี 2567 ประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในระดับที่ 2 ตามการแบ่งระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขององค์การสหประชาชาติ (UN) 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1…

วินาทีที่เกิดแผ่นดินไหว : เกิดอะไรขึ้นกับการบินของประเทศไทย

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 หนึ่งในสิ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งรวมถึงระบบการบินของประเทศด้วย แม้ว่าแผ่นดินไหวในประเทศไทยจะไม่รุนแรงเท่าประเทศในเขตวงแหวนไฟแปซิฟิกอย่างญี่ปุ่นหรือชิลี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เผชิญกับแผ่นดินไหวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

บทบาทสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในมิติความมั่นคงมนุษย์ และต่างประเทศ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายคาทอลิก สิ้นพระชนม์เมื่อปลายเมษายน 2568 ขณะที่กระบวนการคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นโดยได้รับความสนใจจากคริสต์ศาสนิกชนและทั่วโลก เพราะนอกจากจะเป็นการคัดเลือกบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำทางศาสนาแล้ว บทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปายังมีอิทธิพลต่อบรรยากาศความมั่นคงระหว่างประเทศ  เฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงมนุษย์ด้วย บทความนี้ขอแสดงความไว้อาลัยแก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ได้รับฉายาว่าเป็นโป๊ปสายก้าวหน้า และผู้สนับสนุนคนชายขอบในสังคมโลก โดยขอนำเสนอ “ผลงาน” ในมิติความมั่นคงระหว่างประเทศที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ใช้เวลา 12 ปี ระหว่างการดำรงตำแหน่งสร้างความเปลี่ยนแปลงและคาดหวังว่าจะเป็นทิศทางที่ดีของศาสนจักรที่จะส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของโลกต่อไป ขอเริ่มที่บทบาทของพระองค์กับการส่งเสริมแนวคิดความมั่นคงมนุษย์ ……. ความมั่นคงมนุษย์นั้นเป็นกระบวนทัศน์ที่เชื่อว่ารัฐและสังคมจะอยู่รอดปลอดภัยและปราศจากภัยคุกคามอันตรายได้ ก็ต่อเมื่อ “มนุษย์” ในสังคมรู้สึกปลอดภัย มีสิทธิและเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ และความต้องการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม แนวคิดที่ส่งเสริมความมั่นคงมนุษย์จะมีรากฐานส่วนใหญ่มาจากการให้ความสำคัญกับ “สิทธิ” ของมนุษย์ในสังคม ดังนั้น การที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้มาจากอาร์เจนตินา ใช้บทบาทของพระองค์เพื่อการเรียกร้องสิทธิและโอกาสเท่าเทียมทางสังคมให้กลุ่มผู้อพยพ ชนกลุ่มน้อย คนยากไร้ และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ จึงเป็นผลงานที่โดดเด่นและสร้างความแตกต่างจากคริสตจักรสายอนุรักษ์นิยม จนทำให้สื่อต่างประเทศมอบฉายาโป๊ปสายก้าวหน้าแก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ที่ท่านเลือกใช้พระนามว่า “Francis”  ในมาจากนามของนักบุญฟรังซิส ผู้ก่อตั้งคณะนักบวชฟรังซิสกัน ผู้สนใจและเอาใจใส่ผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมสันติภาพ และรักษ์สิ่งแวดล้อม บทบาทในมิตินี้โป๊ปก็เคยได้แสดงให้เห็นเด่นชัด ตอนที่เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อพฤศจิกายน 2562 นอกจากการเข้าเฝ้าบุคคลสำคัญของไทย ท่านได้ประกอบพิธีสหบูชามิสซาเพื่อประชาสันบุรุษ ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ในกรุงเทพฯ แล้ว…

หุ่นยนต์ : ผู้ช่วยของมนุษย์หรือคู่แข่งที่ยากจะต้านทาน

ขณะที่ทั่วโลกพูดถึงโอกาสที่มาพร้อมความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ที่นับวันจะยิ่งล้ำสมัยจนยากเกินกว่าจินตนาการของเรา นวัตกรรมอีกอย่างที่เราได้ยินกันมานาน แม้อาจเงียบ ๆ ไปบ้างเมื่อมีเทคโนโลยีเกิดใหม่หลากหลายมากขึ้น ก็มีสัญญาณว่า จะมีพัฒนาการก้าวไกลไม่น้อยไปกว่า AI หรือเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่เราจับต้องได้และพบเจอได้ในชีวิตประจำวันในลักษณะตัวเป็น ๆ เทคโนโลยีที่ว่าก็คือ หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ หรือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (humanoid robot) ที่จะมีความเหมือนมนุษย์มากขึ้นทุกทีทั้งรูปร่าง หน้าตา การเคลื่อนไหว การสื่อสาร และจะเกินหน้าเกินตามนุษย์ยิ่งขึ้น เมื่อควบรวมกับเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ เช่น AI หรือ machine learning ที่จะทำให้หุ่นยนต์ธรรมดา ๆ กลายเป็น intelligence robot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ไม่ลดละที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ เครื่องกลที่ผู้พัฒนาอยากให้มีชีวิต ให้ยิ่งเหมือนสิ่งมีชีวิตขึ้นไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์มนุษย์ หรือหุ่นยนต์สุนัข ในห้วงที่บริษัทเทคหน้าใหม่มุ่งมั่นกับการพัฒนา AI ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น และในยุคปัจจุบันที่สงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจคู่แข่งคือ สหรัฐฯ กับจีน ทวีความเข้มข้นไม่ด้อยไปกว่าสงครามการค้า …หุ่นยนต์ นวัตกรรมที่จับต้องได้ จึงมีโอกาสจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาอย่างก้าวล้ำไม่ต่างไปจากเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ…

ภาษาบนป้าย : ความเปราะบางเล็ก ๆ ที่อาจต้องพึงระวัง

เมื่อเปิดรับการติดต่อกับต่างชาติไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักศึกษาที่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราวระยะสั้น หรืออยู่ยาวจนตั้งรกรากในประเทศ แน่นอนว่าต้องมีภาษาเป็นสะพานในการสื่อสาร ทั้งภาษาของตนเองหรือภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ซึ่งในฐานะภาษาสากล ภาษาอังกฤษทำหน้าที่ดังกล่าวมาเป็นอย่างดีในทุกแวดวง โดยที่แทบไม่มีประเทศใดตะขิดตะขวงใจกับอิทธิพลของภาษาอังกฤษทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ในไทยก็เช่นกัน   เราคุ้นตาและคุ้นชินกับป้ายร้านค้าหรือป้ายโฆษณาต่าง ๆ ที่ปรากฏภาษาไทยคู่กับภาษาอังกฤษมาตลอด จนมาระยะหลังที่เริ่มปรากฏภาษาต่างประเทศอื่นแซมอยู่กับภาษาไทยบ้างหรืออยู่โดด ๆ ซึ่งจะหนาตาขึ้นในย่านที่มีชาวต่างชาติเจ้าของภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่หนาแน่น การปรากฏของภาษาต่างชาติคู่กับภาษาท้องถิ่นตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกประเทศและ จะพบเจอบ่อยครั้งมากขึ้นตามจำนวนคนชาตินั้น ๆ และที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏข่าวการขัดกันในสังคม อันเนื่องจากการใช้ภาษาต่างชาติในประเทศต่าง ๆ …แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น มาเลเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เกิดความรู้สึกขัดใจในสังคมอันเนื่องมาจากการใช้ภาษาระหว่างภาษามลายูกับภาษาจีน ที่สร้างความไม่พอใจให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ซึ่งก็เป็นประชากรของมาเลเซียไม่ต่างจากชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายู เพียงแต่ว่าเป็นประชากรส่วนน้อยมีประมาณร้อยละ 22.6 ขณะที่ชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายูเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีประมาณ 34 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด ปัญหาที่ว่าเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น การขอให้ปลดป้ายภาษาจีนในย่านไชน่าทาวน์ ที่กัวลาลัมเปอร์ ขณะมีการจัดการประชุมที่ Kuala Lumpur City Hall เมื่อปีที่แล้ว หรือปี 2566 หรือการที่ทางการกัวลาลัมเปอร์บังคับใช้กฎหมายที่ระบุให้การโฆษณาต้องใช้ตัวอักษรภาษามลายูใหญ่กว่าภาษาอื่น ส่วนที่รัฐเปรักก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับป้ายภาษาจีนเช่นกัน โดยในการปรับปรุงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีป้ายภาษามลายูและภาษาจีนอยู่ด้วยกัน ระหว่างการปรับปรุงมีการนำป้ายภาษาจีนออก คงเหลือแต่ป้ายภาษามลายูเพียงป้ายเดียว…

ปรับกลยุทธ์แบรนด์เนม เมื่อสินค้าหรูต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

สินค้าแบรนด์เนมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ในช่วงปี 2563-2566 เป็นช่วงที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมเติบโตอย่างต่อเนื่องสูงสุด หรือที่ร้อยละ 9 เนื่องจากแรงซื้อที่อัดอั้นมาจากช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ทำให้การซื้อ-ขายสินค้าแบรนด์เนมหยุดชะงัก ดังนั้น การได้ครอบครองสินค้าเหล่านี้หลังจากวิกฤตคลี่คลาย ก็ได้ช่วยลดความตึงเครียดให้กับผู้บริโภคที่นิยมสินค้าแบรนด์เนมได้ นอกจากนี้ ผู้ซื้อบางรายเข้าสู่ตลาดนี้ด้วยบทบาทการเป็น “นักลงทุน” ที่หวังเก็งกำไรจากการขายสินค้าต่อ เพราะสามารถให้ผลตอบแทนมากถึง ร้อยละ 20 (ขึ้นอยู่กับสินค้าและระยะเวลา) แต่แน่นอนว่า ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทำให้ตลาดของแบรนด์เนมตกอยู่ในช่วงฝืดเคืองอีกครั้ง ตามวัฏจักรที่มีช่วงขาขึ้นและขาลง โดยที่วัฏจักรนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเติบโตของสินค้าแบรนด์เนม คือ นโยบายทางการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการแข่งขันการค้ากับจีน และสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจนส่งผลกระทบต่อความแน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้ง 2 ปัจจัยส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก เพราะผู้ซื้อจึงเริ่มกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตช้าลง ทั้งที่ยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ของโลก แต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้ประชาชนชาวจีนเริ่มใช้จ่ายอย่างประหยัด และมองหาสินค้ามือสองหรือเปลี่ยนวิธีการจากการซื้อสินค้าแบรนด์เนม ไปเป็นการ “เช่า” มากขึ้น ดังนั้น ตลาดของสินค้าแบรนด์เนมจึงย้ายไปที่ประเทศที่มีเศรษฐีใหม่มากขึ้น เช่น อินเดีย หรือศูนย์กลางการบินและการชอปปิ้งอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะมีตลาดใหม่ แต่ตลาดใหญ่อย่างจีนที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้การคาดการณ์รายได้ของหลายแบรนด์หรูลงลงเหลือเพียงร้อยละ  5.5 เท่านั้น เพื่อเตรียมรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว…