บทบาทสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในมิติความมั่นคงมนุษย์ และต่างประเทศ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายคาทอลิก สิ้นพระชนม์เมื่อปลายเมษายน 2568 ขณะที่กระบวนการคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นโดยได้รับความสนใจจากคริสต์ศาสนิกชนและทั่วโลก เพราะนอกจากจะเป็นการคัดเลือกบุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำทางศาสนาแล้ว บทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปายังมีอิทธิพลต่อบรรยากาศความมั่นคงระหว่างประเทศ  เฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงมนุษย์ด้วย บทความนี้ขอแสดงความไว้อาลัยแก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ได้รับฉายาว่าเป็นโป๊ปสายก้าวหน้า และผู้สนับสนุนคนชายขอบในสังคมโลก โดยขอนำเสนอ “ผลงาน” ในมิติความมั่นคงระหว่างประเทศที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ใช้เวลา 12 ปี ระหว่างการดำรงตำแหน่งสร้างความเปลี่ยนแปลงและคาดหวังว่าจะเป็นทิศทางที่ดีของศาสนจักรที่จะส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของโลกต่อไป ขอเริ่มที่บทบาทของพระองค์กับการส่งเสริมแนวคิดความมั่นคงมนุษย์ ……. ความมั่นคงมนุษย์นั้นเป็นกระบวนทัศน์ที่เชื่อว่ารัฐและสังคมจะอยู่รอดปลอดภัยและปราศจากภัยคุกคามอันตรายได้ ก็ต่อเมื่อ “มนุษย์” ในสังคมรู้สึกปลอดภัย มีสิทธิและเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ และความต้องการพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม แนวคิดที่ส่งเสริมความมั่นคงมนุษย์จะมีรากฐานส่วนใหญ่มาจากการให้ความสำคัญกับ “สิทธิ” ของมนุษย์ในสังคม ดังนั้น การที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้มาจากอาร์เจนตินา ใช้บทบาทของพระองค์เพื่อการเรียกร้องสิทธิและโอกาสเท่าเทียมทางสังคมให้กลุ่มผู้อพยพ ชนกลุ่มน้อย คนยากไร้ และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ จึงเป็นผลงานที่โดดเด่นและสร้างความแตกต่างจากคริสตจักรสายอนุรักษ์นิยม จนทำให้สื่อต่างประเทศมอบฉายาโป๊ปสายก้าวหน้าแก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ที่ท่านเลือกใช้พระนามว่า “Francis”  ในมาจากนามของนักบุญฟรังซิส ผู้ก่อตั้งคณะนักบวชฟรังซิสกัน ผู้สนใจและเอาใจใส่ผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมสันติภาพ และรักษ์สิ่งแวดล้อม บทบาทในมิตินี้โป๊ปก็เคยได้แสดงให้เห็นเด่นชัด ตอนที่เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อพฤศจิกายน 2562 นอกจากการเข้าเฝ้าบุคคลสำคัญของไทย ท่านได้ประกอบพิธีสหบูชามิสซาเพื่อประชาสันบุรุษ ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ในกรุงเทพฯ แล้ว…

หุ่นยนต์ : ผู้ช่วยของมนุษย์หรือคู่แข่งที่ยากจะต้านทาน

ขณะที่ทั่วโลกพูดถึงโอกาสที่มาพร้อมความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ที่นับวันจะยิ่งล้ำสมัยจนยากเกินกว่าจินตนาการของเรา นวัตกรรมอีกอย่างที่เราได้ยินกันมานาน แม้อาจเงียบ ๆ ไปบ้างเมื่อมีเทคโนโลยีเกิดใหม่หลากหลายมากขึ้น ก็มีสัญญาณว่า จะมีพัฒนาการก้าวไกลไม่น้อยไปกว่า AI หรือเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่เราจับต้องได้และพบเจอได้ในชีวิตประจำวันในลักษณะตัวเป็น ๆ เทคโนโลยีที่ว่าก็คือ หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ หรือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (humanoid robot) ที่จะมีความเหมือนมนุษย์มากขึ้นทุกทีทั้งรูปร่าง หน้าตา การเคลื่อนไหว การสื่อสาร และจะเกินหน้าเกินตามนุษย์ยิ่งขึ้น เมื่อควบรวมกับเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ เช่น AI หรือ machine learning ที่จะทำให้หุ่นยนต์ธรรมดา ๆ กลายเป็น intelligence robot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ไม่ลดละที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ เครื่องกลที่ผู้พัฒนาอยากให้มีชีวิต ให้ยิ่งเหมือนสิ่งมีชีวิตขึ้นไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์มนุษย์ หรือหุ่นยนต์สุนัข ในห้วงที่บริษัทเทคหน้าใหม่มุ่งมั่นกับการพัฒนา AI ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น และในยุคปัจจุบันที่สงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจคู่แข่งคือ สหรัฐฯ กับจีน ทวีความเข้มข้นไม่ด้อยไปกว่าสงครามการค้า …หุ่นยนต์ นวัตกรรมที่จับต้องได้ จึงมีโอกาสจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาอย่างก้าวล้ำไม่ต่างไปจากเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ…

ภาษาบนป้าย : ความเปราะบางเล็ก ๆ ที่อาจต้องพึงระวัง

เมื่อเปิดรับการติดต่อกับต่างชาติไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักศึกษาที่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราวระยะสั้น หรืออยู่ยาวจนตั้งรกรากในประเทศ แน่นอนว่าต้องมีภาษาเป็นสะพานในการสื่อสาร ทั้งภาษาของตนเองหรือภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ซึ่งในฐานะภาษาสากล ภาษาอังกฤษทำหน้าที่ดังกล่าวมาเป็นอย่างดีในทุกแวดวง โดยที่แทบไม่มีประเทศใดตะขิดตะขวงใจกับอิทธิพลของภาษาอังกฤษทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ในไทยก็เช่นกัน   เราคุ้นตาและคุ้นชินกับป้ายร้านค้าหรือป้ายโฆษณาต่าง ๆ ที่ปรากฏภาษาไทยคู่กับภาษาอังกฤษมาตลอด จนมาระยะหลังที่เริ่มปรากฏภาษาต่างประเทศอื่นแซมอยู่กับภาษาไทยบ้างหรืออยู่โดด ๆ ซึ่งจะหนาตาขึ้นในย่านที่มีชาวต่างชาติเจ้าของภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่หนาแน่น การปรากฏของภาษาต่างชาติคู่กับภาษาท้องถิ่นตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกประเทศและ จะพบเจอบ่อยครั้งมากขึ้นตามจำนวนคนชาตินั้น ๆ และที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏข่าวการขัดกันในสังคม อันเนื่องจากการใช้ภาษาต่างชาติในประเทศต่าง ๆ …แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น มาเลเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เกิดความรู้สึกขัดใจในสังคมอันเนื่องมาจากการใช้ภาษาระหว่างภาษามลายูกับภาษาจีน ที่สร้างความไม่พอใจให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ซึ่งก็เป็นประชากรของมาเลเซียไม่ต่างจากชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายู เพียงแต่ว่าเป็นประชากรส่วนน้อยมีประมาณร้อยละ 22.6 ขณะที่ชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายูเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีประมาณ 34 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด ปัญหาที่ว่าเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น การขอให้ปลดป้ายภาษาจีนในย่านไชน่าทาวน์ ที่กัวลาลัมเปอร์ ขณะมีการจัดการประชุมที่ Kuala Lumpur City Hall เมื่อปีที่แล้ว หรือปี 2566 หรือการที่ทางการกัวลาลัมเปอร์บังคับใช้กฎหมายที่ระบุให้การโฆษณาต้องใช้ตัวอักษรภาษามลายูใหญ่กว่าภาษาอื่น ส่วนที่รัฐเปรักก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับป้ายภาษาจีนเช่นกัน โดยในการปรับปรุงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีป้ายภาษามลายูและภาษาจีนอยู่ด้วยกัน ระหว่างการปรับปรุงมีการนำป้ายภาษาจีนออก คงเหลือแต่ป้ายภาษามลายูเพียงป้ายเดียว…

ปรับกลยุทธ์แบรนด์เนม เมื่อสินค้าหรูต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

สินค้าแบรนด์เนมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ในช่วงปี 2563-2566 เป็นช่วงที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมเติบโตอย่างต่อเนื่องสูงสุด หรือที่ร้อยละ 9 เนื่องจากแรงซื้อที่อัดอั้นมาจากช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ทำให้การซื้อ-ขายสินค้าแบรนด์เนมหยุดชะงัก ดังนั้น การได้ครอบครองสินค้าเหล่านี้หลังจากวิกฤตคลี่คลาย ก็ได้ช่วยลดความตึงเครียดให้กับผู้บริโภคที่นิยมสินค้าแบรนด์เนมได้ นอกจากนี้ ผู้ซื้อบางรายเข้าสู่ตลาดนี้ด้วยบทบาทการเป็น “นักลงทุน” ที่หวังเก็งกำไรจากการขายสินค้าต่อ เพราะสามารถให้ผลตอบแทนมากถึง ร้อยละ 20 (ขึ้นอยู่กับสินค้าและระยะเวลา) แต่แน่นอนว่า ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทำให้ตลาดของแบรนด์เนมตกอยู่ในช่วงฝืดเคืองอีกครั้ง ตามวัฏจักรที่มีช่วงขาขึ้นและขาลง โดยที่วัฏจักรนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเติบโตของสินค้าแบรนด์เนม คือ นโยบายทางการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการแข่งขันการค้ากับจีน และสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจนส่งผลกระทบต่อความแน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้ง 2 ปัจจัยส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก เพราะผู้ซื้อจึงเริ่มกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตช้าลง ทั้งที่ยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ของโลก แต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้ประชาชนชาวจีนเริ่มใช้จ่ายอย่างประหยัด และมองหาสินค้ามือสองหรือเปลี่ยนวิธีการจากการซื้อสินค้าแบรนด์เนม ไปเป็นการ “เช่า” มากขึ้น ดังนั้น ตลาดของสินค้าแบรนด์เนมจึงย้ายไปที่ประเทศที่มีเศรษฐีใหม่มากขึ้น เช่น อินเดีย หรือศูนย์กลางการบินและการชอปปิ้งอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะมีตลาดใหม่ แต่ตลาดใหญ่อย่างจีนที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้การคาดการณ์รายได้ของหลายแบรนด์หรูลงลงเหลือเพียงร้อยละ  5.5 เท่านั้น เพื่อเตรียมรับมือกับแนวโน้มดังกล่าว…

ความมั่นคงไทยในมิติแรงงาน การศึกษา และสร้างอาชีพ

ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทจำนวนมากต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หลายบริษัทจำเป็นต้องปรับต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน พนักงานหลายคนถูกยกเลิกการจ้างงาน สถานการณ์เมื่อปี 2567 มีตัวเลขสำนักงานสถติติแห่งชาติ ระบุว่าอัตราการว่างงานของคนไทยอยู่ที่ 300,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยังต้องดิ้นรนหางานและหารายได้ในสังคม แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที…พวกเขาเหล่านี้อาจยังมีโอกาสที่ดีกว่าเหล่านักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาเป็นบัณฑิตจบใหม่ เพราะ HR หรือแผนกพัฒนาบุคคลของแต่ละแหล่งงานส่วนใหญ่ต้องการคุณสมบัติของพนักงงานใหม่ที่มาพร้อมกับ “ประสบการณ์” เมื่อนักศึกษาจบใหม่ เป็นกลุ่มแรงงานใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาด แต่ยังขาดประสบการณ์ในการทำงานจริง จึงทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากไม่สามารกหางานทำได้ มีข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย สำรวจและพบว่า บัณฑิตจำนวน ร้อยละ 65 ที่จบใหม่ หางานทำยังไม่ได้ หรือการหางานประจำนั้นต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี จึงจะได้งาน …ซึ่งปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ (human security) ในระยะยาวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีกลุ่มคนวัยแรงงานเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศ ปรากฏการณ์นี้สร้างความน่าแปลกใจไม่น้อย เพราะในปัจจุบันเราเห็นกันว่า มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ อาชีพ content creator หรือการทำงานฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นช่องทางที่สร้างรายได้ได้มหาศาล แต่แรงงานอีกร้อยละ 48 ยังคงเป็นแรงงานที่ต้องทำงานประจำ เพราะสายอาชีพอย่าง…

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย : เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และซีรีส์วาย

  นโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยเริ่มผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารด้วยการอบรมเพิ่มทักษะอาชีพให้กับประชาชนผู้สนใจ และเตรียมดำเนินโครงการอบรมโค้ชสอนมวยไทย รวมทั้งได้เตรียมแผนงาน เช่น สื่อบันเทิง งานประเพณี แฟชั่น เพื่อประชาสัมพันธ์ซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์ของโลก “Global Soft Power Index 2025” พบไทยได้คะแนนอยู่ในอันดับที่ 39 ของโลก จากทั้งหมด 193 ประเทศ และเป็นอันดับ 3 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งสะท้อนว่าไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ “ซีรีส์วาย” …. ของไทยไปได้ไกล สื่อต่างประเทศนำเสนอเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของไทยหลายด้าน และเห็นตรงกันว่าซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตเป็นเอกลักษณ์ และสร้างมูลค่ามหาศาลให้เศรษฐกิจไทยได้คือ วัฒนธรรมร่วมสมัย (Pop Culture) ประเภทสื่อบันเทิง ได้แก่ ซีรีส์และภาพยนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ความรักระหว่างเพศเดียวกันที่รู้จักกันดีในชื่อ “ซีรีส์วาย” ทั้งแนวชายรักชาย (Boy’s Love) และหญิงรักหญิง (Girl’s Love) และเพลงป๊อปไทย (T-pop) แม้สื่อบันเทิงดังกล่าวของไทยจะได้รับอิทธิพลมาจากสื่อบันเทิงเกาหลีใต้ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงมายาวนาน แต่สื่อบันเทิงดังกล่าวของไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายของไทยสามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดด และกลายเป็นประเทศผู้นำในด้านอุตสาหกรรมซีรีส์วาย โดยมูลค่าตลาดซีรีส์วายของไทยในปี 2568 ประเมินว่าจะมีมูลค่า 4,900 ล้านบาท…

เมียนมาเสี่ยงเผชิญโรคระบาดซ้ำเติมวิกฤตการณ์เหตุแผ่นดินไหว

เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา เมื่อ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 3,600 คน ได้รับบาดเจ็บ 5,000 คน และสูญหายอย่างน้อย 500 คน ซึ่งคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายอาจเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป เนื่องจากทางการเมียนมายังไม่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากปรักหักพังได้ทั้งหมดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่า เหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาทำให้มีเศษซากปรักหักพังในพื้นที่ 6 รัฐ/ภาคที่ได้รับผลกระทบ รวมกว่า 2.5 ล้านตัน ขณะเดียวกันห้วงเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในประเทศเมียนมายังคงมีเหตุอาฟเตอร์ช็อกมากถึง 490 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคมัณฑะเลย์ยังไม่กล้ากลับเข้าไปอาศัยที่บ้าน เพราะกังวลด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร และมีคนจำนวนมากที่ต้องพักอยู่ในสถานที่พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่เปิดบริเวณข้างถนน ซึ่งในภาคสะไกง์มีมากถึง 60,000 คน การสูญเสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญหาย และภาวะไร้ที่อยู่อาศัยเป็นทุกข์อันหนักหน่วงที่ชาวเมียนมาเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้อย่างใหญ่หลวง แต่สิ่งที่ซ้ำเติมความทุกข์มีเพิ่มไปอีกจากภาวะโรคระบาด สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่ถูกสุขอนามัย พร้อมกับการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ยังเข้าไปไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้เมียนมาเสี่ยงเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากปัญหาภาวะสุขอนามัยไม่เหมาะสม ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด การอยู่อาศัยอย่างแออัดในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ได้แก่ อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคติดต่อทางผิวหนัง…

สหรัฐฯ พุ่งเป้าเก็บภาษีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาจากจีน

สหรัฐฯ ยังไม่ยุติใช้มาตรการภาษีกับสินค้าจีน โดยกำลังพุ่งเป้าหมายไปยังสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยา โดยประกาศเมื่อ 14 เมษายน 2568 ว่า จะแยกไปเก็บภาษีกลุ่มนี้ ต่างหาก ภายในอีก 1- 2 เดือน ข้างหน้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจดำเนินการได้ตามมาตรา 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 เมื่อ 2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจีนที่นำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจีนก็โต้กลับ จนในที่สุดสินค้าจีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี ร้อยละ 145 ขณะที่จีนเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราภาษี ร้อยละ 125 ซึ่งมีผลเมื่อ 12 เมษายน 2568 ส่วนการที่สำนักงานด้านศุลกากรของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 11…

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยอมยุติเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากจีน หลังจากเมื่อ 9 เมษายน 2568 ประกาศให้จีนยังเป็นประเทศที่ต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ขณะประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ชะลอการจัดเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ไว้ 90 วัน (แต่ยังอยู่พื้นฐานจัดเก็บที่ร้อยละ 10) ดังนั้น ภาพสงครามการค้ารอบใหม่ด้วยการใช้การขึ้นภาษีตอบโต้ ระหว่างสหรัฐฯกับจีนชัดเจนมากขึ้น โดยในชั้นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีนถึง ร้อยละ 125 หากนับรวมที่มีการขึ้นภาษีที่จีนไม่ยอมสกัดกั้นยาแก้ปวดเฟนทานีล (Fentanyl) จะขึ้นสูงถึงร้อยละ 145   นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะเพิ่มภาษีจัดเก็บพัสดุขนาดเล็กจากจีนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อีกด้วย ซึ่งมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บภาษีตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ซึ่งปกติกไม่ถูกเก็บภาษี  ซึ่งเท่ากับสกัดกั้นธุรกิจ e-commerce ของจีนไปยังสหรัฐฯ ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 84  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย.68 รวมทั้งเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 6…

ไทยเสนอแนวทางใช้หารือกับสหรัฐฯ : สะเทือนส่งออก 9 แสนล้านบาท

หลายภาคส่วนในไทยได้มีการหารือ และเสนอแนวทางการรับมือกับการประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มภาษี ได้แก่ 1) ลดการถูกเอาเปรียบจากการขาดดุลทางการค้า และสร้างสมดุลทางการค้าให้กับสหรัฐฯ 2) นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษี ไปลดภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ และ 3) ดึงผู้ประกอบการและกลุ่มบริษัทของสหรัฐฯ ให้ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการการประกาศภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งขอหยิบยกข้อประเมินของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ที่ได้ระดมสมองหามาตรการรับมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ซึ่งมูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว คาดว่าประมาณ  800,000-900,000 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสหรัฐฯ เสียเปรียบคู่แข่ง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า อาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ดีขึ้น นายเกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท.ได้เสนอมาตรการและหนทางที่จะหารือกับสหรัฐ เช่น 1) เจรจาสร้างความสมดุลการค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก เช่น นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อมาแปรรูป และส่งออกให้มากขึ้น…