การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2568 ไปในทิศทางใด

ทำไมเราต้องรู้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2568 ไปในทิศทางใด เติบโตมากน้อยเพียงใด ก็เพราะว่า ไทยเราเป็นประเทศที่อยู่ในประชาคมโลกที่ต้องมีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน หากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกสดใส ประเทศที่เป็นคู่ค้ากับเราขยายตัวดีก็จะมีแรงซึมซับสินค้าของไทยที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ หรือชาวต่างชาติมีเงินจับจ่ายใช้สอยเข่าไปลงทุน หรือท่องเที่ยวในไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือ IMF ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่าในปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 3.3 และในปี 2569 เท่ากัน ตัวเลขอาจไม่ดีนัก หากเมื่อเทียบกับห้วงปี 2543-2562 ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3.7 แต่ปี 2568 เงินเฟ้อจะลดลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก มีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้น หากดูตัวเลขประมาณการณ์ของไตรมาส 1/2567 IMF ประเมินนโยบายที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นก็ยังเป็นนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเปลี่ยนไปอย่างมากจากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อน รวมทั้งความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจในประเทศกลุ่มยูโรโซน ขณะที่จีนก็จะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 5 โดยประมาณการณ์ไว้ร้อยละ 4.6 ซึ่งความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลให้ประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เป็นคู่ค้าด้วยการพึ่งพาส่งออกไปจีน ได้รับผลกระทบในการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต ในมุมมองของการค้าโลก IMF ประเมินการเติบโตของมูลค่าการค้าโลกปี 2568 ลดลงเล็กเล็กน้อย…

ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเป็นหนึ่งในข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ยาวนานและซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2490 ความตึงเครียดระหว่างสองชาติเหล่านี้ นำไปสู่สงครามและการปะทะกันหลายครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของแคว้นแคชเมียร์ โดยแคว้นแคชเมียร์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอนุทวีปอินเดีย เป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ระหว่างอินเดีย ปากีสถาน และจีน พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสินธุซึ่งหล่อเลี้ยงประชากรในอินเดียและปากีสถาน อีกทั้งยังเป็นเส้นทางการค้าสำคัญและมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ซึ่งเป็นดินแดนที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ความขัดแย้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้และสร้างความวิตกกังวลต่อประชาคมโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ สาเหตุหลักของความขัดแย้งนี้สามารถย้อนกลับไปถึงการแบ่งแยกอินเดียและปากีสถานในปี พ.ศ. 2490 ความรุนแรงระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมช่วงแบ่งแยกอินเดีย-ปากีสถานในปี พ.ศ. 2490 เกิดจากอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ  (1) การแย่งชิงอำนาจปกครอง เนื่องจากบางรัฐผู้นำนับถือต่างศาสนากับประชากรส่วนใหญ่ (2) การแย่งชิงพื้นที่ ซึ่งประชากรกว่า 10-15 ล้านคน ต้องอพยพ ทำให้เกิดการโจมตีขบวนผู้ลี้ภัย และ (3) การตัดสินใจของมหาราชาแคชเมียร์ที่เลือกเข้าร่วมอินเดีย ทำให้ปากีสถานไม่พอใจและเกิดสงคราม เพราะปากีสถานมองว่าแคชเมียร์มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีแม่น้ำสำคัญและอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ ผลที่ตามมาคือ การเสียชีวิตนับล้านคน ความขัดแย้งยืดเยื้อมาจนปัจจุบัน ความตึงเครียดดังกล่าวยังคงอยู่ต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของแคว้นแคชเมียร์ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนนี้ การแบ่งแยกดินแดนดังกล่าวนำไปสู่สงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานถึงสามครั้งในปี พ.ศ. 2490 พ.ศ. 2508…

“Downshifting” ในยุคที่การทำงานหนักอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโจทย์ชีวิต

ในห้วงสิบปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “Work-Life Balance” หรือแนวคิดในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเพื่อลดความเครียด ความเหนื่อยล้า และสร้างความสุขและราบรื่นในชีวิตทั้งสองด้าน แต่ในยุคปัจจุบันเกิดแนวคิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดคนละเรื่องเดียวกันกับ Work-Life Balance นั่นก็คือ “Downshifting” ถ้าแปลกันอย่างตรงตัวในคำนี้เป็นคำศัพท์ยานยนต์ จะหมายความถึงการเปลี่ยนเป็น “เกียร์ต่ำ” ถ้าพูดกันในบริบทของการทำงานและการใช้ชีวิต “Downshifting” คือแนวคิดการใช้ชีวิตที่ลดความซับซ้อนลง ลดความสำคัญของความก้าวหน้าในอาชีพการงาน การลดความทะเยอทะยาน และการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น กลุ่ม Downshifter หรือ ‘นักลดเกียร์’ มักเลือกที่จะออกจากงานประจำ หรือทำงานน้อยลง หรือเปลี่ยนไปทำงานที่มีความเครียดต่ำ แม้ว่าอาจจะได้เงินค่าตอบแทนที่ลดลง ความก้าวหน้าที่น้อยลง แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องเครียด มีเวลาให้กับตัวเอง ให้กับครอบครัวมากยิ่งขึ้น แนวคิดนี้สวนทางกับค่านิยมการทำงานในยุคก่อน ๆ ที่ถูกสอนว่า “ยิ่งทำงานหนักยิ่งดี ยิ่งทุ่มเทกับงานยิ่งมีคุณค่า” แล้วแรงจูงใจอะไรที่ทำให้คนยุคใหม่ (หรือยุคเก่า) บางกลุ่มเริ่มหันมาเป็น “Downshifting”  ?????? ก็อาจจะมาจากความต้องการที่ลดความเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักที่สั่งสมมา ต้องการหาความสุขให้กับตัวเอง เพิ่มเวลาในการดูแลตัวเอง ในการดูแลครอบครัว หรือแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายกับอะไรเดิม ๆ  สังเกตง่าย ๆ เลย คนกลุ่มไหนที่นิยม Downshifting กลุ่มแรกเลยคงจะเป็น…

หลายประเทศในอาเซียนเร่งเครื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

เซมิคอนดักเตอร์ เป็นคำที่ถูกพูดถึงแทบทุกชั่วโมงในแวดวงธุรกิจ สื่อ และการเมืองระหว่างประเทศ ถึงตอนนี้ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0  ยังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง และตอบโต้ในการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศกับยักษ์ใหญ่เช่นจีนอีกด้วย เพราะเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลักในชองนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูง และสมัยใหม่ที่ใช้ตั้งแต่ในสมาร์ทโฟน จนถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) และควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) หากมาดูในอาเซียน มีหลายประเทศแล้วที่จริงจังและก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น โดยอินโดนีเซียมุ่งมั่นและให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ 20 ปี อินโดนีเซียรุ่งโรจน์ 2045 (Indonesia Emas 2045) เพื่อที่อินโดนีเซียจะได้เป็นประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ ประกอบกับอินโดนีเซียก็มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ธาตุซิลิกอน/ซิลลิกา (Silicon) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นผู้ผลิตแร่ธาตุอื่น ๆ รายใหญ่ที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์  เช่น ดีบุก และนิกเกิล สิงคโปร์ล้ำหน้ากว่าประเทศใดในอาเซียน  อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศถึงร้อยละ 7 และก้าวไปสู่เวทีโลกด้วยการสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ป้อนตลาดโลกได้กว่าร้อยละ 10 ของการผลิตสู่ตลาดโลกทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ…

อำนาจละมุน (soft power) ของจีนน่าสนใจ น่าชื่นชม หรือน่าหวาดระแวง

            ไม่ว่าจีนจะขยับตัวทำอะไร ก็มักเผชิญกับการหรี่ตามองของหลายประเทศอย่างหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ จึงไม่แปลกที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของจีน เฉพาะอย่างยิ่งสินค้านวัตกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็มักจะทำให้เกิดความรู้สึก “เอะ” หรือฉุกคิดในทำนองว่าจะเป็นภัยคุกคามหรือไม่ โดยเฉพาะจากบรรดาชาติตะวันตก ตั้งแต่โดรน รถยนต์ไฟฟ้า แอปพลิเคชันยอดนิยมเช่น TikTok แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซน้องใหม่ที่ตีตลาดไปทั่วโลกอย่าง Temu จนถึง DeepSeek ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญชาติจีนที่มาแรงและกำลังแซง AI ของสหรัฐฯ รุ่นก่อนหน้า ยิ่งในยุคปัจจุบันที่จีนปล่อยนวัตกรรมที่มาจากการรังสรรค์ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เป็นระยะและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดในและต่างประเทศ จนสั่นคลอนประเทศตะวันตกที่เป็นเจ้าตลาดเดิม ไม่เพียงสินค้าไฮเทคที่มีต้นกำเนิดในจีนที่ตกผู้บริโภคได้ทั้งในและต่างประเทศ แต่ผลงานการสร้างสรรค์ของจีนที่ออกมาในรูปศิลปะ วัฒนธรรม ภาพยนตร์แอนิเมชัน ซีรีส์ เกมส์ หรือแม้แต่อาร์ตทอย Pop Mart ก็ได้รับความนิยมและตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนและทั่วโลกไม่แพ้กัน จนอาจกล่าวได้ว่าวัฒนธรรม C-Pop (Chinese pop culture) กำลังขึ้นมาท้าชนเจ้าตลาดสินค้าที่ว่ากันว่าเป็นอำนาจละมุน (soft power) เดิมทั้ง J-Pop และ K-Pop รวมถึง Hollywood กระแสตอบรับ “Ne…

ทิศทางการดำเนินนโยบายด้านข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯ

งานข่าวกรองเป็นงานที่สำคัญอย่างมากต่อภารกิจด้านความมั่นคง แต่ในการบริหารประเทศสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานข่าวกรองมากนัก จึงต้องจับตามองต่อไปว่าในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0 งานข่าวกรองจะมีบทบาท และทิศทางอย่างไรต่อภารกิจด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่ต้องการคุมทิศทางโลกมาทุกยุคทุกสมัย เริ่มรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งเน้นปฏิรูปการทำงานของหน่วยงานภายในประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ จากเดิมที่ในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน เน้นใช้การทูตข่าวกรอง เป็นการทำงานเชิงรุกและแข็งกร้าวมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (Central Intelligence Agency-CIA)  เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากจีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความมั่นคงบริเวณชายแดน และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เป็นต้น การเปลีี่ยนแปลงนโยบายสำคัญ ๆ ที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้างต้น เช่น การปรับขนาดและโครงสร้างองค์กร เช่น การควบรวมสำนักต่าง ๆ ที่มีภารกิจคล้ายกันและกำหนดภารกิจให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ที่มีถึง 5 สำนัก การเสนอเงินชดเชยให้ จนท.ลาออกก่อนอายุครบเกษียณ รวมทั้งชักชวน และคัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานได้หลากหลายและรอบด้าน ทั้งปฏิบัติการและวิเคราะห์ข่าวกรอง การเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงาน ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการลับอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะต่อจีน รวมทั้งเป้าหมายใหม่ตามข้อสั่งการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลก…

รับรู้-รู้จัก-เข้าใจปราสาทตาเมือนธม

  อยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับปราสาทตาเมือนธมกันสักหน่อยค่ะ จากที่เมื่อห้วงกุมภาพันธ์ 2568 ประเด็นขัดแย้งปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชากลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ของไทยอีกครั้ง จากที่มีภาพคลิปวิดีโอที่กลุ่มชาวกัมพูชาร่วมร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ในจังหวัดสุรินทร์ของไทย ซึ่งอยู่ข้ามกับจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2568  ทำให้ทหารของไทยที่ตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ต้องเข้าห้ามปราม และขัดขวางก่อนจะเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันกับกองกำลังของกัมพูชา …….แต่ท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายออกมาบอกว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิดระหว่างกันเล็กน้อย และก็จัดการไปได้เรียบร้อยแล้ว และยืนยันว่า กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังร่วมมือกันได้และไม่มีปัญหากันในพื้นที่ แต่หลายฝ่ายยังไม่ไว้วางใจกลัวปัญหาจะลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ระหว่างกัน แต่วันนี้เราขอไม่พูดคุยกันถึงประเด็นเส้นเขตแดนที่ค่อนข้างจะซับซ้อน แต่มารู้จักปราสาทที่ขึ้นต้นด้วยปราสาทตาเมือน…. กันดีกว่า ปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ในช่องเขาตาเมือน (ช่องเขาตาเมียง) เทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนาสามัคคี ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทหิน 1 ใน 3 แห่งของกลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วยปราสาทหินสามหลังเรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก คือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนธม เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุด (ธม ภาษาเขมร แปลว่า ใหญ่) เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย สร้างโดยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 กษัตริย์แห่งอาณาจักรพระนคร ตัวปราสาทสร้างบนเนินเขาคร่อมโขดหินธรรมศักดิ์สิทธิ์ในรูปของสยัมภูศิวลึงค์ และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม…

ยุคกำเนิดทะเลทรายแห่งประเทศไทย

ภาวะโลกรวนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น จนส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยถูกน้ำท่วมไปกว่า 16,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 17 จังหวัด ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่ทะเล ปรากฏการณ์นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ ที่เป็นผลจากธรรมชาติ แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์อีกรูปแบบที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์โดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การกลายเป็นทะเลทราย” นั่นเอง การกลายเป็นทะเลทรายโดยมือมนุษย์ คือ ผลจากการที่พื้นห่างไกลชายฝั่ง ไม่ได้รับอิทธิพลจากลมทะเล ซึ่งปกติแล้วจะคอยพัดเอาความชุ่มชื้นไปให้ ทำให้บริเวณเหล่านั้นมักจะกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง มีพืชหรือสัตว์ไม่เพียงกี่ชนิดที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพที่ทรหดดังกล่าวได้ เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี พื้นที่เหล่านั้นเรารู้จักกันดีในชื่อ “ทะเลทราย” …ดินแดนทะเลทรายเหล่านี้มักอยู่ใจกลางแผ่นดินใหญ่ เช่น ที่ราบขนาดใหญ่ของจีน ภูมิภาคตะวันออกกลาง ใจกลางทวีปออสเตรเลียและอเมริกา แม้แต่ในมหาทวีปพันเจีย (Pangaea) เมื่อ 335 ล้านปีก่อน ก็มีทะเลทรายขนาดใหญ่อยู่กลางทวีป ซึ่งเป็นทะเลทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ก่อนที่มหาทวีปพันเจียจะถูกแยกออกเป็นทวีปต่าง ๆ จนมีสภาพใกล้เคียงกับปัจจุบัน ส่วนทะเลทรายชื่อดังขนาดใหญ่ในยุคปัจจุบัน มีนามว่า ซาฮารา (Sahara) ซึ่งมีการพบภาพเขียนสีบนผนังที่เล่าเรื่องของการตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ตรงนี้ และเมื่อเวลาผ่านไป ซาฮาราถูกธรรมชาติและการหมุนตัวของแกนโลกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง จนกลายเป็นทะเลทรายแบบที่คุ้นเคยในปัจจุบัน และในอนาคตพื้นที่แห่งนี้มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเป็นสีเขียวอีกครั้ง!! …จากสถานการณ์ความแปรปรวนของสภาพอากาศจนทำให้เกิดน้ำท่วมจากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีงานวิจัยในต่างประเทศบอกว่า สภาพอากาศในซาฮาราจะเปลี่ยนแปลงทุก…

ชวนทำเกษตรกรรมแบบโปร่งใส เพื่อสร้างโอกาสในตลาดผู้บริโภค

ความต้องการในการบริโภคผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย เช่น ผักปลอดสารพิษและผักอินทรีย์ มีมากขึ้น เนื่องจากผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุก ขณะที่ในร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และตลาดก็มีผักผลไม้ที่บ่งบอกถึงการเป็นสินค้าอินทรีย์อยู่มากมาย ที่น่าสนใจ คือ ผลผลิตเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าผักผลไม้ทั่วไปอีกด้วย และด้วยองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ทำให้พืชผักอินทรีย์มีความสวยงาม ไม่แตกต่างจากที่มีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือพูดกันได้ว่า ผู้บริโภคแทบจะแยกกันไม่ออกว่า อันไหนคือผลผลิตอินทรีย์ หรือผลผลิตทั่วไปที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี และพ่นยาฆ่าแมลง เพื่อให้ผักดูสวยงาม ดังนั้น ผู้บริโภคจะมั่นใจในผลผลิตทางเกษตรกรรมที่วางอยู่บนชั้นหรือตู้แช่ตามห้างสรรพสินค้าได้อย่างไร!? ….ว่าเป็นผักอินทรีย์ที่ปลอดสารพิษ ไม่ใช่เพียงแค่งดใช้สารเคมีในก่อนการเก็บเกี่ยวไม่นาน หรือมีการใช้สารพิษในปริมาณที่ร่างกายพอรับได้ เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ หรือมองหา คือ พืชผักและอาหารที่ปราศจากสารเคมีตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ กระบวนการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว จนไปถึงการคงสภาพระหว่างการขนส่ง  ผักปลอดสารพิษต้องปราศจากสารพิษจริง ๆ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นจนออกมาเป็นผลผลิตได้ เพราะฉะนั้น …เพียงแค่ตราประทับ ฉลาก หรือสติกเกอร์ที่แปะไว้บนบรรจุภัณฑ์ จะเพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นและการันตีความปลอดภัยของวัตถุดิบเหล่านั้นได้หรือไม่ พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันยอมเสียค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เพื่อให้ได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ แต่ความไว้วางใจผลิตภัณฑ์นั้นกลับไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน ผู้บริโภคต้องการที่จะเข้าถึง “แหล่งข้อมูล” ที่จะสามารถบอกถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่พวกเขาเลือกซื้อ และนี่คือระบบการตรวจสอบย้อนหลังที่จะช่วยให้สินค้าได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็นสินค้าคุณภาพในระดับที่ลูกค้าพึงพอใจ แล้วอะไรที่จะทำให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ สบาบใจและมั่นใจได้ …..แม้ว่าไม่มีอะไรจะทำให้รู้สึกมั่นใจได้ เท่ากับการปลูกผักที่กินเอง!!  แต่ไม่ใช่ทุกคนพร้อมจะปลูกผักไว้รับประทานเอง ดังนั้น ข้อเสนอแนะสำหรับในระบบอุตสาหกรรมการเกษตรที่เป็นการผลิตผลผลิตจำนวนมาก เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารข้อมูลจำนวนมาก เกี่ยวกับกระบวนการผลิตให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้…

“SINBAD” เมื่อความโสดไม่น่ากลัวเท่าความจน

  ควันหลงส่งท้ายเดือนแห่งความรัก เดือนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของคนมีคู่ที่อวดดอกไม้ช่อสวย ดินเนอร์หรู หรือใช้เวลาโรแมนติกไปกับคนรัก ที่เมื่อก่อนถ้าใครไม่มีแฟนก็คงจะรู้สึกแปลกแยก แต่ในยุคปัจจุบัน มีคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้ “อิน” กับเทศกาลแห่งความรัก หรือมองว่าคนรักเป็นสิ่งที่จำเป็นอีกต่อไป เรากำลังพูดถึงกลุ่มคนที่เรียกว่า “SINBAD” หรือที่ย่อมาจาก “Single Income, No Boyfriend Absolutely Desperate” หากแปลตรงตัว หมายถึง คนที่มีรายได้หลักช่องทางเดียวจากการทำงาน และดูเป็นคนน่าสิ้นหวังที่ไร้คู่ชีวิตเคียงข้าง SINBAD คืออะไร?? SINBAD เริ่มเป็นที่รู้จักแรก ๆ ในแวดวงการตลาด เป็นคำที่ใช้นิยามกลุ่มคนวัยทำงานที่ยังโสด มีรายได้จากการทำงาน ไม่มีความทะเยอทะยานหรือความอยากจะหาแฟนให้ตัวเอง มีความสุขกับการใช้ชีวิตโสด คำว่า SINBAD ในอดีตอาจจะมีความหมายไปในเชิงลบ แต่บริบทให้สังคมปัจจุบันเปิดกว้างและยอมรับการใช้ชีวิตแบบโสดมากขึ้น SINBAD เริ่มมีความหมายในเชิงบวก แวดวงการตลาดมองว่ากลุ่ม SINBAD ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี มีความสุขด้วยตัวเอง ไม่ต้องกังวลเรื่องของความสัมพันธ์ มุ่งเน้นการทำงานและความก้าวหน้าในอาชีพ ปัจจุบันในไทยเองกลุ่ม SINBAD มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เฉพาอย่างยิ่งในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีการศึกษาและมีรายได้สูง ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะความโสดไม่น่ากลัวเท่ากับความจน ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ที่ค่าครองชีพสูง การแข่งขันและความหวังทางสังคมพยายามผลักดันให้ทุกคนต้องประสบความสำเร็จ…