พหุวัฒนธรรมในอยุธยา มรดกทางสังคมจากอดีตถึงปัจจุบัน

ธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่มีรูปแบบการอยู่อาศัยร่วมกันเป็นสังคม โดยตามหลักมานุษยวิทยาสังคม (Social Anthropology) และมานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology) อธิบายเอาไว้ว่า มนุษย์ส่วนใหญ่จะเลือกอยู่กับกลุ่มที่มีวัฒนธรรมเหมือนกัน

ดวงตาเอไอ..เมืองอัจฉริยะและโอกาสของไทย

  สังคมทั้งตื่นเต้นและวิตกกังวล เมื่อรู้ว่าหุ่นยนต์ได้รับพัฒนามากขึ้น จนมีการคาดการณ์ว่าหุ่นยนต์อาจจะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์หลายล้านตำแหน่ง เพราะหุ่นยนต์ที่มีระบบการปฏิบัติการเอไอ (Artificial Intelligence-AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถเรียนรู้คำสั่งจากมนุษย์ได้ และยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตราบใดที่ยังมีการป้อนพลังงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างเถรตรง!! ความสามารถของเทคโนโลยีเอไอ ทำให้นึกย้อนไปถึงช่วงยุคสมัยที่มนุษย์เราคิดค้นและผลิตเครื่องยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมได้ยุคแรก ๆ ต่อมา เทคโนโลยีก็เข้าไปแทนที่แรงงานมนุษย์  อุตสาหกรรมต่าง ๆ นำเครื่องจักรเข้าไปแทนที่แรงงานมนุษย์ ทั้งในโรงงานผลิตสินค้า รวมทั้งในภาคเกษตรกรรม… ความเปลี่ยนแปลงในตอนนั้นยังไม่มีสื่อสังคมออนไลน์มาสร้างความตระหนักรู้ให้มนุษย์เราตื่นตัวเรื่องความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ความกังวลของมนุษย์ในยุคนั้นสะท้อนผ่านการรวมกลุ่มแรงงานเป็นสหภาพปกป้องสิทธิแรงงาน แนวคิดความมั่นคงมนุษย์ที่เติบโตขึ้นในวงการวิชาการความมั่นคง และภาพยนตร์แนวไซไฟ (Sci-fi) ที่ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรจะเข้าไปแทนที่มนุษย์ได้ แต่ในภายหลัง…มนุษย์เราเคยชินกับการอยู่กับเครื่องจักรเหล่านั้น และยังสามารถควบคุมความสามารถส่วนใหญ่ของเครื่องจักรเหล่านั้นได้ จึงเกิดความสบายใจและยุคสมัยของการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น แต่สถานการณ์ในตอนนี้ได้เปลี่ยนไป …ความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่มีความสามารถมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการเรียนรู้ ทำให้ “เอไอ” กลายเป็นทั้งเรื่องสนุกและเรื่องท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม ความน่าสนใจของเอไอและหุ่นยนต์มีมากกว่าเรื่องความสามารถ เพราะหน้าตา หรือ design ที่เป็นได้หลายแบบ ไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาเหมือนมนุษย์ เดิน 2 ขา เปล่งเสียงจากปากเพื่อการเจรจา หรือเฝ้ามองมนุษย์ด้วยดวงตา ซึ่งเสมือนการรวมลำโพง กล้อง และคอมพิวเตอร์มาอยู่ในร่างเดียว ลองคิดดูดี…

ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้กับรัฐบาลทรัมป์ 2.0

ภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีอินเดียเป็นประเทศแสดงบทบาทนำของภูมิภาค และยังมีประเทศอื่น ๆ อีก จะมีแนวโน้มอย่างไรบ้างจากการกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ทั้งยังมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับจีน นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียใต้ จะขอเริ่มจากอินเดียที่เป็นเสาหลักของการดำเนินยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เพราะมีสิ่งท้าทายร่วมกันในการสกัดกั้นอิทธิพลจีนออกไปจากภูมิภาค ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 น่าจะทำคือผลักดันให้อินเดียเพิ่มบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการป้องกันและการขยายการฝึกร่วมทางทหาร เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางทะเล การซื้ออาวุธ และการติดตามกิจกรรมของเรือดำน้ำจีนในมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งอินเดียมีแนวโน้มจะต่อรองกับสหรัฐฯ ได้ หากถูกสหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ปากีสถานกับอัฟกานิสถานจะเป็นประเทศที่รัฐบาลทรัมป์ 2.0 จับตามองอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่ง ปากีสถานที่ใกล้ชิดจีน และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่อต้านอินเดีย โดยสหรัฐฯ อาจกดดันปากีสถานให้ลดความร่วมมือกับจีน เช่น ลดการพึ่งพาการลงทุนจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor – CPEC) และเพิ่มความจริงจังในการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค และเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการลงโทษปากีสถาน เช่น การจำกัดการค้า ขณะที่อัฟกานิสถาน ภายใต้การปกครองของรัฐบาลตอลิบัน…

DeepSeek: สิ่งที่ทำให้วงการเอไอในสหรัฐฯ ปั่นป่วน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ แต่หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ AI ของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญคือการปรากฏตัวของ “DeepSeek” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนา AI จากจีนที่มีความสามารถทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ความก้าวหน้าของ DeepSeek ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงพลังทางเทคโนโลยีของจีนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในอุตสาหกรรม AI โลก DeepSeek เป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model–LLM) ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากจีน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้าง AI ที่สามารถเข้าใจและใช้ภาษาธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทียบได้กับ GPT-4 ของ OpenAI หรือ Claude ของ Anthropic แม้ว่าผลิตภัณฑ์ AI จากจีนจะถูกมองว่าอยู่ในระดับรองจากเทคโนโลยีของตะวันตกมาโดยตลอด แต่ DeepSeek กลับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าทึ่ง ทั้งในด้านความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูล ความสามารถในการสร้างเนื้อหา และการทำความเข้าใจบริบทของภาษาที่หลากหลาย สิ่งที่ทำให้วงการ AI ในสหรัฐฯ ต้องจับตามอง DeepSeek อย่างใกล้ชิดคือการที่มันถูกพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรของจีนอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดลไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเอง นอกจากนี้…

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยไปทางไหนในปี 2568

อุตสาหกรรมเซมคอนดักเตอร์ไทยไปทางไหนในปี 2568 ? เป็นคำถามที่ต้องทั้งเร่งหาคำตอบ และเร่งดำเนินการทันที เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่จะพาไทยเติบโตแบบล้ำหน้า มากกว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้ไว้แล้ว สิ่งที่ตามมา และต้องรีบทำก็คือ การผลิตบุคลากรการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ให้ทัน ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะยกระดับไทยเข้าสู่ศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิสก์ขั้นสูงในภูมิภาคอาเซียน โลกต้องการเซมิคอนดักเตอร์ของที่สูงขึ้นแบบไม่หยุดยั้งเป็นอย่างไร … ก็ต้องไปดูสถานการณ์เซมิคอนดักเตอร์ของโลกตามรายงานของ World Semiconductor Trade Statistics (WSTS) ที่คาดการณ์ว่า การเติบโตของตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกในปี 2568 จะยังพุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2567 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 11.2 และจะมีมูลค่าการตลาดประมาณ 697 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ   ภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิกจะมีการขยายตัวมากกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ภาคการผลิต ที่เรียกว่า logic chip ที่ทำหน้าที่ประมวลผลทางตรรกะและควบคุมสัญญาณ และ  memory chip ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลและคำสั่งโปรแกรม ยังขยายตัวมากกว่าภาคอื่น ๆ เช่น เซนเชอร์ และแอนาล็อก เป็นต้น ไทยเร่งเครื่องเรื่องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาโดยตลอด เพราะเห็นความสำคัญในการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ยานยนต์ไฟฟ้า…

เกาะกระแส Green ในยุคโลกรวน

วลี “โลกหมุนเร็วขึ้น” ไม่ได้หมายถึงการโคจรรอบตัวเองที่เร็วขึ้น เพราะโลกยังคงโคจรรอบตนเอง 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ทำให้เกิดวัฏจักรต่าง ๆ แต่วลีดังกล่าวนั้นหมายถึง “กระแสสังคม” ต่างหากที่วนลูปเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์แฟชั่น การขึ้นลงของหุ้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจในการเมืองการปกครอง โดยปัจจุบัน เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งลูปเหล่านี้ให้เร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ค่านิยมทางความคิดของสังคม (social trend) เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับการ “เกาะกระแสนิยม” ให้ทัน เพื่อที่จะเอาตัวรอด และพ้นจากสมาวะไม่รู้เท่าทันการณ์ กระแสนิยมอย่างหนึ่งที่เราอยากจะนำเสนอในวันนี้ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นตามหลังปัญหา “ภาวะโลกรวน” ที่ทำให้กระแสสีเขียว (Green ที่เป็นสีเขียวเพราะเป็นสีที่สื่อถึงธรรมชาติ) หรือ การคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นกระแสที่ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนจากแนวคิด ให้กลายเป็นนโยบาย จนกลายเป็นข้อบังคับหรือกฎหมายที่จริงจังมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระแส Green เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเปลี่ยนสภาพจากอุดมการณ์กลายเป็นข้อบังคับ ให้นานาประเทศต้องออกมาประกาศเป้าหมายในการลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ที่การประชุม COP 26 ที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ โดยต้องมีระยะในการดำเนินการอย่างจริงจังภายในประเทศและจะเห็นผลชัดเจนในช่วงปี 2030 เราอยากจะชวนตั้งคำถามว่า “กระแสสีเขียว” นี้ จะทันกับสถานการณ์ความแปรปรวนของโลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่…

การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ : เครื่องมือในการกดดันหรือแรงผลักดันเพื่อการพัฒนาและเอาตัวรอด

เมื่อต้องเผชิญปัญหาหรือแรงกดดันไม่ว่าในรูปแบบใด โดยเฉพาะในยามคับขัน ทุกคนต้องพยายามหาทางออกเพื่อเอาตัวรอดและช่วยให้ปัญหาเบาบางลง หลายครั้งยังนำไปสู่การพัฒนาหรือริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เหมือนคำคมคุ้นหูที่ว่า “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จีน ที่ยิ่งเผชิญแรงต่อต้านหรือแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามมากเท่าไร จีนก็จะได้โอกาสจากการหาทางออกได้บ่อยครั้ง จนภาพลักษณ์ของจีนเริ่มจะเปลี่ยนไปจากการเป็นผู้ตามที่ลอกเลียนคนอื่นเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์แทน

นโยบายใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่มีผลต่อแรงงานข้ามชาติ

        ในช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อีกครั้ง นโยบายด้านแรงงานข้ามชาติและการอพยพของเขาได้รับการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศสหรัฐฯ นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อแรงงานที่ไม่มีเอกสารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อแรงงานที่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง รวมไปถึงภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนโยบายที่โดดเด่นและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือ การเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เพิ่มงบประมาณและทรัพยากรให้กับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) เพื่อเร่งดำเนินการจับกุมและส่งตัวผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารกลับประเทศเดิม ซึ่งทำให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และส่งผลให้แรงงานในภาคเกษตรกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และการก่อสร้าง ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการเข้มงวดต่อแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพเป็นผลมาจากนโยบายและแนวคิดที่เขายึดถือมาตลอด นั่นก็คือนโยบาย “America First” หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่เขาใช้หาเสียงและดำเนินนโยบายตั้งแต่การดำรงตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างสังคมแม้ว่านโยบายเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่ต้องการลดการอพยพ แต่ก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติและแรงงานไร้ฝีมือ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเดินหน้าสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกต่อไป เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพผิดกฎหมาย นโยบายนี้สะท้อนถึงแนวคิด “America First” ของเขา ที่ต้องการให้โอกาสในการทำงานตกเป็นของชาวอเมริกันก่อน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปิดกั้นโอกาสของผู้อพยพอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากแรงงานข้ามชาติเป็นฟันเฟืองสำคัญในภาคการผลิตและบริการ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ดำเนินนโยบายลดภาษีเพื่อกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ…

ไทย กับ Digital Nomad สวรรค์ของคนทำงานยุคดิจิทัลช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยว

การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงโลกของเราไปโดยสิ้นเชิงในแทบจะทุกมิติ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้วคงไม่มีใครบอกได้ว่าเราจะทำงานจากร้านกาแฟบนยอดดอยสูง หรือชายหาดบนเกาะในทะเลสักแห่งได้ยังไง แต่ทุกวันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว และก็เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย มีกลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีทำงานอะไรก็ได้จากที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องนั่งจับเจ่าอยู่ที่ออฟฟิศ ขอเพียงเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น และเราเรียกรูปแบบของการทำงานของคนกลุ่มนี้ว่า ดิจิทัลโนแมด (Digital Nomad) ดิจิทัลโนแมด เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมาขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การเข้ามาของ COVID-19 ที่เราต้องทำงานแบบเว้นระยะ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า Work From Home แล้วลักษณะยังไงที่เราจะเรียกว่าดิจิทัลโนแมด อย่างแรกเลยก็คือต้องทำงานผ่านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง เลือกเวลาทำงานและสถานที่ทำงานได้ตามใจต้องการ มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และที่สำคัญหลายคนทำงานไปพร้อม ๆ กับใช้ชีวิตแบบเดินทางและท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างมุมมองใหม่ ๆ หรือเรียกได้ว่า Work From Everywhere กันขึ้นมาแล้ว แล้วประเทศไทยของเราเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เรียกว่าดิจิทัลโนแมดนี้ได้บ้าง ก็อย่างที่บอกไปว่าดิจิทัลโนแมดมักเลือกทำงานไปพร้อม ๆ กับท่องเที่ยวหาประสบการณ์ และไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมจากดิจิทัลโนแมดทั้งในไทยและทั่วโลก ด้วยเหตุผลที่ว่าไทยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานและการท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้มาก ปัจจัยอะไรที่ดึงดูดดิจิทัลโนแมดมาไทย อย่างแรกเลย ค่าครองชีพบ้านเราค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับฝั่งอเมริกา ยุโรป หรือแม้แต่ประเทศในแถบเอเชีย ทำให้ดิจิทัลโนแมดสามารถใช้ชีวิตและทำงานในไทยได้อย่างสะดวกสบาย สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม และอาหารที่รสชาติติดอันดับโลกก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดดิจิทัลโนแมดต่างชาติ…

ไทยพร้อมหรือยังกับการปฏิบัติตามมาตรการ EUDR?

  เมื่อสหภาพยุโรป (EU) ต้องการมีบทบาทนำในโลกเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยออกมาตรการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ การประกาศใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทําลายป่า (EU Deforestation-free Products Regulation : EUDR) นำร่องในสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลิตภัณฑ์วัว ไม้ กาแฟ โกโก้ และถั่วเหลือง จะมีผลบังคับใช้ใน 30 ธ.ค.68 ส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าไป EU ซึ่งไทยพร้อมมากน้อยเพียงใดในการปฏิบัติตามมาตรการ EUDR และผลกระทบจะขนาดใด เฉพาะอย่างยิ่งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ ที่ไทยส่งออกไป EU มากที่สุดในกลุ่มสินค้านี้ และหากไทยพร้อม โอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะตลาด EU แต่สามารถส่งออกไปตลาดอื่นของโลกที่นับวันจะยิ่งนำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวพันกับการค้า ท่ามกลางวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ ทำความรู้จักมาตรการ EUDR EUDR เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ European Green Deal ของ EU ซึ่งมุ่งบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2050 มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการทำลายป่า…