อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569

องค์กรสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (World Semiconductor Trade Statistics–WSTS) คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในปี  2569 ว่า จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Center)  ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิก เติบโตแข็งแกร่งที่สุด ขณะที่ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมโยงเซมิคอนดักเตอร์กับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และขาดแคลนแรงงาน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิป AI เช่น Graphic Processing Unit (GPU) ขยายตัวตามเทคโนโลยี AI ที่เติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ Data Center  ทั่วโลกผลักดันให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ชิปประมวลผลไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น และชิปหน่วยความจำมากกว่า 1 ล้านชิ้น ขณะที่ ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ส่งผลให้ความต้องการชิปที่ทำจากซิลิคอนคาร์ไบด์ และแกลเลียมไนไตรด์…

“ทิศทางเศรษฐกิจเวียดนามปี 2569 : โอกาส ความเสี่ยง และผลสะเทือนต่ออาเซียน”

เวียดนามเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเป็น “ดาวรุ่ง” ที่พุ่งแรงที่สุดในภูมิภาค และเติบโตในฐานะกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของอาเซียน ทิศทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2569 อยู่ในระดับที่เรียกว่า “High Growth” คือขยายตัวสูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยของอาเซียนและค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกอย่างเห็นได้ชัด…… ขอย้อนไปเมื่อปี 2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจของ GDP ของเวียดนาม สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 ขณะที่ธนาคารโลกระบุว่า อยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.6-6.8 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวยงามมากเลย…. และในปี 2569 รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ถึงร้อยละ 10 ขณะที่สถาบันการเงินอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ประมาณร้อยละ 7.2-7.5 แต่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไทย หรือสิงคโปร์ที่อัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 2-3 เท่านั้น โครงสร้าง GDP ของเวียดนามก็ยังมีสัดส่วนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ภาคการส่งออกและภาคบริการที่เริ่มขยายตัวมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจเวียดนามมาก ๆ คือ เวียดนามไม่ได้เป็นแค่ประเทศรับจ้างผลิตราคาถูกเหมือนเมื่อก่อน แต่เริ่มขยับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่ย้ายฐานมาจากจีนและไต้หวัน ทำให้เวียดนามกลายเป็น…

อินโดนีเซียกับการทูตสามเส้า : สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

นอกจากมีบทบาทนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหนึ่งในตัวแสดงสำคัญในโลกมุสลิม อินโดนีเซียยังมีความโดดเด่นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับสามประเทศหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน หรือรัสเซีย…ในยุคอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 เมื่อพฤศจิกายน 2565 เป็นโอกาสสำคัญของอินโดนีเซียในการแสดงศักยภาพการจัดการประชุมระดับโลก โดยเฉพาะการเยือนรัสเซียและยูเครนในระหว่างสงครามเพื่อโน้มน้าวให้ผู้นำทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมทำให้ภาพผู้นำอินโดนีเซียในเวทีการเมืองระหว่างประเทศแจ่มชัดยิ่งขึ้น และเสริมภาพการเป็นประเทศระดับกลาง (middle power) ของอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องในการยกระดับบทบาทในภูมิภาคและโลก … มาในยุคประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อินโดนีเซียยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจในยุคโลกหลายขั้ว (multiple poles of power) บนพื้นฐานการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เป็นอิสระควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลกภายในปี 2588 ภายใต้วิสัยทัศน์ Golden Indonesia 2045 มุ่งมั่นจะพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาภายใน โดยใช้นโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือ ดังนั้น ตลอดปี 2568 จึงปรากฏภาพการเยือนต่างประเทศและการพบปะกับผู้นำและผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ของประธานาธิบดีซูเบียนโตบ่อยครั้ง โดยมีประเด็นหลักในการพูดคุยคือเรื่องเศรษฐกิจ (transactional diplomacy) ซึ่งการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวของผู้นำอินโดนีเซียจะยังดำเนินต่อไปในปี 2569 เพื่อเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย (Market diversification) และมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream Industrialisation…

ทำไมจีนหัวเสียที่สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

  การปฺฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ชื่อ “Operation Absolute Resolve” โจมตีเวเนซุเอลา เมื่อ 3 มกราคม 2569 พร้อมกับชิงตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภริยา ไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสพติด และอุปกรณ์อาวุธปืน ทำให้ประเทศต่าง ๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวหาสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ  จีนก็ประณามการกระทำของสหรัฐฯ และผู้แทนจีนก็ได้กล่าวหาสหรัฐฯ อย่างรุนแรง มากกว่าประเทศอื่นในเวทีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีประชุมเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เมื่อ 5 มกราคม 2569 อย่างไรก็ดี ก็มีอีกกลุ่มประเทศที่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ ที่ช่วยถอนรากถอนโคนอาชญากรรมข้ามชาติในเวเนซุเอลา เช่น อาร์เจนตินา และปารากวัย จีนยืนยันว่าจะคงความร่วมมือกับเวเนซุเอลา และปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวเนซุเอลา ขณะที่สหรัฐฯ ก็เดินหน้าบริหารจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลาโดยเมื่อ 9 มกราคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบผู้บริหารน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ ในการเปิดทางให้ไปลงทุนในเวเนซุเอลา พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตน้ำมันส่งกลับไปขายยังสหรัฐฯ รวมทั้งเดินหน้าพิพากษาคดีต่อประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในการขึ้นศาลที่นครนิวยอร์ก เมื่อ 5 มกราคม 2569 และจะขึ้นศาลอีกครั้งใน 17…

เมียนมาในปี 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเมียนมาว่า รัฐบาลจะปล่อยตัวนักโทษและนักโทษการเมืองมากขึ้นในปี 2569 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้นานาชาติเห็นว่า เมียนมาเคารพเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน จะได้เป็นผลดีต่อการเลือกตั้งในเมียนมา ซึ่งเมื่อ 4 มกราคม 2569 รัฐบาลเมียนมาฉลองโอกาสวันอิสรภาพ หรือ Independence Day ครั้งที่ 78 ด้วยการปล่อยตัวนักโทษจำนวน 6,134 คน ออกจากเรือนจำ รวมทั้งปล่อยตัวนักโทษชาวต่างชาติจำนวน 52 คนด้วย เพื่อเฉลิมฉลองและสะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาให้ความเคารพในเสรีภาพของมนุษย์ การปล่อยตัวนักโทษในวันสำคัญทางการเมืองของเมียนมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมานานหลายปี ซึ่งเมื่อ พฤศจิกายน 2568 เมียนมาได้ปล่อยตัวนักโทษจำนวนมากกว่า 3,000 คน เพื่อฉลองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ธันวาคม 2568 แต่ยังคงควบคุมตัวนักโทษการเมืองคนสำคัญ ได้แก่ อองซานซูจี อดีตผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่เป็นสัญลักษณ์ของการส่งเสริมประชาธิปไตยในเมียนมา ส่วนพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Party – USDP) ที่กองทัพเมียนมาสนับสนุนจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลใน มีนาคม 2569 โดยในการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา ระยะที่…

 ความขัดแย้ง….. สันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาในมุมมองของสหรัฐฯ

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เป็นใคร และพูดถึงไทย และกัมพูชาว่าอย่างไร …..ทำไมถึงน่าสนใจ…..เมื่อแสดงทัศนะเส้นทางสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ทางออนไลน์ เมื่อ 15.00 เมื่อ 9 มกราคม 2569 ตามเวลาไทย และตรงกับ 21.00 น. เวลาที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ และที่น่าสนใจไปยิ่งกว่านั้นคือ พูดถึงจีนว่าอย่างไรในเรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชา…. ทัศนะของนายดีซอมบรีต่อเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นท่าทีทางการของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด เนื่องจากนายดีซอมบรี กำลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นอกจากนี้ นายดีซอมบรียังคุ้นเคยกับไทยมาก และรู้จักไทยดีทีเดียว เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กรุงเทพฯ ห้วงปี 2563-2564 ซึ่งเป็นช่วงสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 1.0  การแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยครั้งนั้นของนายดีซอมบรี ได้รับความสนใจในเวทีการทูตมาก เพราะไม่ได้มาทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศหรือนักการทูตมืออาชีพในรอบ 40 ปี ของไทย แต่เป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ และใกล้ชิดประธานาธิบดีทรัมป์ และพรรครีพับลิกันมากทีเดียว ประเด็นสำคัญในเส้นทางไปสู่สันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาภายใต้บทบาทนำของสหรัฐฯ ที่นายดีซอมบรี ต้องการส่งสาร (message)ใ ห้ประเทศในภูมิภาครับรู้เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ในไทย…

ในปี 2569 วิกฤตในเยเมนสะเทือนเอกภาพชาติอาหรับ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC…

แนวคิดจักวรรดินิยมของผู้นำสหรัฐฯ คุกคามโคลอมเบีย อิหร่าน และกรีนแลนด์

เหตุการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งทหารบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ 3 มกราคม 2569 ทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายขัดแย้งกับสหรัฐฯ รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่มีที่ตั้งใกล้กับสหรัฐฯ จึงมีปัจจัยเสี่ยงว่าจะเผชิญชะตากรรมเหมือนผู้นำเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงผู้นำในละตินอเมริกาเท่านั้นที่วิตกเกี่ยวกับปฏิบัติการบุกไปลักพาตัวผู้นำต่างประเทศของสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งความคาดหวังที่จะเข้าไป “ครอบครอง” ทรัพยากรในดินแดนอื่น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนักวิเคราะห์ให้ความสนใจกับแนวคิดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ที่อาจกลับไปใช้รูปแบบการขยายอิทธิพลแบบจักวรรดินิยม หรือ imperialism ในภูมิภาคอเมริกาใต้มากขึ้น รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา เพื่อข่มขู่ผู้นำประเทศอื่น ๆ ว่าสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือด้านการข่าวกรองและการทหารที่พร้อมเปลี่ยนแปลงการเมืองในต่างประเทศได้ แม้นานาชาติจะกังวลกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ และบางส่วนประณามเหตุการณ์นี้ แต่ยังไม่มีประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ สะท้อนว่ายังไม่มีแรงกดดันจากนานาชาติที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ได้เลย แม้กระทั่งรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกควบคุมตัวไป ก็มีเพียงการประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ แต่ไม่มีมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรม ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่ารัสเซียอาจได้ประโยชน์ เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั่วโลกหันเหความสนใจไปจากสงครามในยูเครน และอาจเป็นเหตุผลให้รัสเซียลองทำปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันเช่นสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครนก็ได้ ขณะที่จีน แม้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็เพียงประกาศปกป้องคุมครองผลประโยชน์ของตนที่เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา ผู้นำประเทศที่ออกมาป้องปรามสหรัฐฯ ไม่ให้ปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันกับเวเนซุเอลา จะเป็นประเทศที่รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ  เช่น โคลอมเบีย  ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์ผู้นำโคลัมเบียอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำที่ “ป่วย”…

ทำไม ? สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา

เพราะอะไรสหรัฐฯ จึงปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา เหตุผล คือ ปราบปรามยาเสพติดที่มีผู้นำเวเนซุเอลาเกี่ยวข้อง หรือเพื่อจะครอบครองทรัพยากรน้ำมัน หรือ….. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนในภูมิภาคละตินอเมริกา บทความนี้ น่าจะพอให้คำตอบได้บ้าง….. แผนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อการบุกไปควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ไม่ได้เริ่มกระทันหัน แต่เตรียมการมานานหลายเดือน โดยสหรัฐฯ เริ่มด้วยการโจมตีเรือของเวเนซุเอลาในทะเลแคริเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างต่อเนื่อง กองทัพสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาค ที่พร้อมจะโจมตีละตินอเมริกาได้ตลอดเวลา เหตุผลที่สหรัฐฯ บอกกับประชาคมโลกในตอนนั้น คือ เพื่อสกัดกั้นและทำลายขบวนการค้ายาเสพติดและลักลอบค้าอาวุธ ที่ใช้การเดินทางด้วยเรือ หลบหนีการตรวจสอบและการจับกุม แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีต คือ สหรัฐฯ เลือกใช้การโจมตีทำลายเรือขบวนการค้ายาเสพติด ไม่รอการควบคุมหรือยึดเรือเพื่อนำไปดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายอีกต่อไป  รวมทั้งไม่หยุดการยิงโจมตีดังกล่าว แม้เวเนซุเอลาประกาศว่าพร้อมรับมือ เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตย และกฎหมายระหว่างประเทศ “ผู้นำสหรัฐฯ” คนปัจจุบัน คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการบุกโจมตีเวเนซุเอลาเกิดขึ้นได้จริง เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำโลกในแบบที่ไม่ทำตามหลักการหรือวิธีการเดิม ๆ  ประกอบกับบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ค่อนข้างเป็นกลุ่มนักการเมืองสายเหยี่ยว (Hawkish) หรือนิยมใช้เครื่องมือทางการทหารเพื่อบริหารความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์คงคิดอย่างดีแล้วว่าคุ้มค่าจะถูกวิจารณ์ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กับการที่ได้แสดงให้โลกเห็นว่า สหรัฐฯ ยังมีพลังอำนาจมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ในต่างประเทศ และได้โอกาสครอบครองแหล่งพลังงานของโลก ที่มีข้อมูลว่าเวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองติดอันดับ…

“ศูนย์ข้อมูล” สนามแข่งการลงทุนที่จะเข้มข้นขึ้นและโอกาสของไทย

ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับความนิยม รวมทั้งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา AI ก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “ศูนย์ข้อมูล” หรือ Data Center หรือสถานที่เก็บรักษาและมีระบบประมวลผลที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากทั่วโลกจะได้เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แล้ว เรายังได้เห็นว่าบริษัทผู้ครอบครองเทคโนโลยี AI และคลังข้อมูลหลายแห่ง มีความต้องการขยายฐานการตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีพลังงานไฟฟ้ามากพอ และมีความมั่นคงปลอดภัยในเชิงกายภาพ เพื่อให้เป็นแหล่งทรัพยากรส่งเสริมการพัฒนา AI รวมทั้งช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (digital transformation) เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งระดับประเทศและระดับองค์กร ไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลาง data center ของภูมิภาค และนี่คือบทความที่จะเสนอแนะว่า ไทยยังมีโอกาสอีก หากยังรักษาบทบาทในแวดวงนี้ได้อย่างต่อเนื่องและจริงจังด้านการเตรียมพร้อม เพราะ “ศูนย์ข้อมูล” กำลังจะเป็นสนามการลงทุนที่ได้รับความสนใจ มีมูลค่ามหาศาล และมีความท้าทายที่ต้องพร้อมบริหารจัดการเช่นกัน ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนา AI…