คลินิกความงามกับ Beauty Standard ในไทย

ความสวยงามถือเป็นเรื่องอัตวิสัยในสังคมไม่มีนิยามที่แน่ชัด แตกต่างกันไปตามทัศนะ สภาพแวดล้อม หรือปัจจัยอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกันในสังคมที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันกลับมีบรรทัดฐานบางอย่างที่ตัดสินว่าความสวยงามนั้นต้องมีลักษณะอย่างไร และแบบไหนที่เรียกว่า “สวย” ความสวยเหล่านี้กลายมาเป็นมาตรฐานสังคมและทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Beauty Standard” โดยนิยามของคำว่า Beauty Standard หมายถึง มาตรฐานความสวยที่เกิดขึ้นภายในสังคมกับคนทุกเพศที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งคนภายในสังคมนั้นให้คุณค่ากับบุคคลที่ตรงกับมาตรฐานดังกล่าวที่ตั้งขึ้นอาจหมายถึงรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมด Beauty Standard ยังพัฒนาไปตามค่านิยมของแต่ละยุคสมัย ในแต่ละสังคมเองก็มีมาตรฐานความสวยงามที่แตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรมของตน แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบมาตรฐานความสวยของสังคมของตนมากกว่าสังคมอื่น ๆ Beauty Standard มักนำไปสู่ Beauty Privilege คือการได้รับอภิสิทธิ์บางอย่างเพียงเพราะมีรูปลักษณ์ที่อยู่ใน Beauty Standard ไม่ว่าความรัก ความดูแลเอาใจใส่ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนควรจะได้รับเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นอาจหมายถึงการได้รับโอกาสในชีวิต หน้าที่การงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยภายในสังคม ในสังคมไทยที่ครั้งหนึ่งเคยมีการวิจัยในประเทศไทยว่าผู้หญิงไทยถึง 66% มีความกดดันและกังวลในรูปลักษณ์ภายนอกของตนเอง แม้ว่าผู้หญิงไทยจะใช้เวลาในการดูแลเรื่องความงามในแต่ละวันนานถึง 24 นาที ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของผู้หญิงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้เวลาราว 19 นาที และปัจจุบันมีเพียง 1% ของผู้หญิงไทยที่มีความมั่นใจในความสวยงามของตนเองและกล้านิยามว่าตนเองตรงตาม Beauty Standard ดังนั้นจึงมีคนกลุ่มหนึ่งทำพยายามทำตัวเองเพื่อตรงตามมาตรฐานของสังคมในเรื่องของความสวยงาม เช่นใช้ครีมบำรุงผลิตภัณฑ์ความงาม หรือรับประทานอาหารเสริม…

เกาหลีเหนือพยายามสร้างภาพลักษณ์ตนเองให้แข็งแกร่ง

หลังสงครามเกาหลีในปี 2493-2496 ทั้งสองประเทศได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งที่มีแนวคิดแตกต่างกัน เกาหลีเหนือเป็นรัฐสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคแรงงานเกาหลี ขณะที่เกาหลีใต้เป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การสร้างกำแพงความแตกแยกกันระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน 9 ตุลาคม 2567 เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ว่า จะตัดและปิดกั้นพรมแดนทางใต้กับเกาหลีใต้ ด้วยการตัดการเชื่อมต่อทางถนนและทางรถไฟทั้งหมดระหว่างสองเกาหลี เพื่อเป็นมาตรการป้องกันตนเอง เพื่อยับยั้งสงคราม และปกป้องความมั่นคงของชาติ แต่ในมุมของนักวิเคราะห์เชื่อว่า เป็นการสานต่อกระบวนการจากสถานการณ์ที่ขัดแย้งระหว่างกันในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่สภาวะที่เกาหลีเหนือจะยกเลิกข้อตกลงสำคัญระหว่างสองเกาหลีที่ลงนามในปี 2534 เพื่อแสดงออกถึงของความต้องการของผู้นำคิม จองอึนในการกำหนดเกาหลีใต้ให้เป็นรัฐศัตรูอย่างเป็นทางการ กองทัพของเกาหลีเหนือยังวางแผนสำคัญในการตัดเส้นทางทางถนนและรถไฟที่เชื่อมต่อกับเกาหลีใต้ และเสริมกำลังในพื้นที่อย่างแข็งแกร่ง ก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ตรวจพบสัญญาณบางอย่าง ที่ระบุว่าเกาหลีเหนือกำลังทำลายบางส่วนของเส้นทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างสองเกาหลี โดยในเดือนกรกฎาคม 2567 รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้เวลาหลายเดือนในการวางทุ่นระเบิดและตั้งสิ่งกีดขวาง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าว ให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างตามแนวชายแดน ซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตของทหารเป็นจำนวนมาก เกาหลีเหนือมองว่าความเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็น “มาตรการป้องกันตนเอง” เช่น เพื่อตอบโต้การซ้อมรบของเกาหลีใต้  ซึ่งการซ้อมรบที่จัดขึ้นร่วมกับสหรัฐฯ เป็นการเตรียมการสำหรับการโจมตีจริง ทำให้เกิดความตึงเครียดและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในหมู่ผู้นำเกาหลีเหนือ การที่สหรัฐฯ สนับสนุนยุทโธปกรณ์ไปยังภูมิภาคถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกาหลีเหนือรู้สึกถูกคุกคาม ทำให้เกาหลีเหนือจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพทางทหารเพื่อปกป้องประเทศ นอกจากนี้ การป้องกันตัวเองช่วยให้รัฐบาลเกาหลีเหนือสร้างภาพลักษณ์ของการต่อสู้เพื่ออธิปไตยและความมั่นคง ซึ่งสามารถกระตุ้นความเป็นหนึ่งเดียวในประเทศ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่จะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ และเข้าบริหารประเทศในมกราคม 2568 อาจมีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์และนโยบายของเกาหลีเหนือในการจัดการกับเกาหลีใต้และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปิดพรมแดนอย่างถาวรของเกาหลีเหนือ ส่งผลกระทบในหลายด้าน และอาจทำให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลียิ่งซับซ้อนและยากที่จะหาทางออกในอนาคต…

Luban Workshop ช่องทางแบ่งปันวิทยาการของจีนตามรอยสถาบันขงจื่อ

 ขณะที่สถาบันขงจื่อ (Confucius Institute) ยังเป็นที่หวาดระแวงของหลายประเทศ เนื่องจากความกังวลว่าจะเป็นช่องทางขยายอิทธิพลทางความคิดตามแนวทางของจีน จนทำให้สถาบันขงจื่อหลายแห่งปิดตัวลง เฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกดังกล่าวของต่างชาติไม่ได้บั่นทอนความพยายามเผยแพร่วิทยาการความรู้ของจีนในต่างประเทศ ดังนั้น ในวันนี้ เราจึงเห็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างชาติของจีนในอีกรูปแบบหนึ่ง

มหานครราชสีมา towards Korat Metropolis

           กรุงเทพมหานครเป็นเมืองอันดับหนึ่งของประเทศไทยในฐานะ “มหานครโตเดี่ยว” เนื่องจากเป็นแหล่งรวมอาชีพ แหล่งท่องเที่ยว ครองอันดับ 1 เมืองที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาลต่อไป และด้วยความเจริญที่กระจุกอยู่เพียงแห่งเดียวนี้ ก็ได้นำความแออัดหนาแน่น และปัญหาคุณภาพชีวิตสู่คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเมือง และยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างสูง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการศึกษา แหล่งงาน หรือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและ สาธารณูปการ ถ้าคิดจะแก้ไขปัญหาความหนาแน่นของเมือง ตามแนวทางของการกระจายอำนาจ “การพัฒนาพื้นที่ชนบท” อาจจะเป็นคำตอบ เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความเจริญในการบริหารจัดการประเทศ สังเกตไหมว่า….ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีทั้งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหลายศูนย์ มีมหานครและเมืองรองที่มีความเจริญทัดเทียมกัน เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ส่วนบางประเทศได้กำหนดให้เมืองแต่ละเมืองมีหน้าที่ (Function) แตกต่างกัน เช่น เมืองปูตราจายาของมาเลเซีย เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองที่ย้ายหน่วยงานราชการสำคัญๆ ออกจากเมืองกัวลาลัมเปอร์ที่มีความหนาแน่น เมืองโคลัมโบที่เป็นเมืองท่าของศรีลังกา ซึ่งตั้งเป้าที่จะเป็นมหานครใหม่เทียบเท่ากับดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือเมืองอู่ตะเภาในจังหวัดระยองที่จะพัฒนาสนามบินนานาชาติและเป็นเมืองศูนย์กลางการบินของประเทศ ด้วยโครงสร้างการบริหารประเทศของไทยที่มีการมอบอำนาจให้สู่จังหวัด และมีงบประมาณในการพัฒนาจังหวัดที่เฉลี่ยตามจำนวนประชากร โครงสร้างและการบริหารจัดการตามแนวทางนี้ทำให้การพัฒนาจังหวัดของไทยส่งเสริมลักษณะ “ความโตเดี่ยว” ของเมืองมากขึ้น จึงเกิดเมืองที่มีแนวโน้มที่จะเป็น “เมืองรอง” ต่อจากกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนประชากรมาก 3 ลำดับ ได้แก่ เชียงใหม่ อุบลราชธานี…

นักศึกษาจีน: อีกเหยื่อของการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

เมื่อมองบรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศ แน่นอนว่าปกคลุมด้วยคำว่าการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งก็ไม่พ้นสหรัฐฯ กับจีน และมีรัสเซียเข้ามาแซมบ้างบางสถานการณ์ การแข่งขันที่เกิดขึ้นครอบงำในทุกมิติและทุกวงการ ไม่เว้น แม้แต่วงการการศึกษา…และนักศึกษา ท่ามกลางข่าวสารที่ปรากฏเป็นระยะเกี่ยวกับการใช้สายลับ การสอดแนม และการจารกรรม ซึ่งไม่เพียงย้ำภาพการเมืองโลก

ชวนรู้จักอาชญากรรม (เงียบ) ระดับโลก Ecocide การฆ่าล้างสิ่งแวดล้อม

             เมื่อต้นกันยายน 2567 กลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกจำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ วานูอาตู ฟิจิ และซามัว ร่วมมือกันยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ International Criminal Court (ICC) ให้รับรอง “การฆ่าล้างสิ่งแวดล้อม” หรือ Ecocide เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้บุคคล ประเทศ หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศอย่างรุนแรง หรือการสร้างความเสียหายต่อธรรมชาติในระดับที่รุนแรง ต้องถูกสอบสวนหรือลงโทษ รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อการซ้ำเติมวิกฤตด้านสภาพอากาศโลกที่แปรปรวนอย่างหนักในปัจจุบันนี้ โดยทั้ง 3 ประเทศเห็นพ้องกันว่า การทำลายสิ่งแวดล้อมนั้นควรมีความผิดเท่ากับการก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายตามกฎหมายระหว่างประเทศ (Atrocity Crime) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 4 ฐานความผิดอาญาระหว่างประเทศร้ายแรงที่อยู่ในเขตอำนาจของ ICC ได้แก่ อาชญากรรมสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมรุกราน (Crime of Aggression) ความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกครั้งนี้ อาจจะยังไม่ได้รับการตอบรับในทันที เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการผลักดันจากประเทศเล็ก ๆ…

“อาวุธชุดใหม่” อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปียังไม่มีสัญญาณว่าจะจบลงได้เร็ว ๆ นี้ เพราะนอกจากผู้นำของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ยอมหันหน้าเข้าหาการเจรจาร่วมกันแล้ว ยังไม่มีประเทศไหนแสดงบทบาทเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยปัญหา

ทำความรู้จัก “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก”

           พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นยางิ ที่เทียบเท่ากับเฮอร์ริเคนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด เพิ่งสลายตัวลงไปได้ไม่นานมานี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยมีทั้งความเสียหายทางด้านโครงสร้างและชีวิต…อาทิ ในประเทศเวียดนามมีผู้เสียชีวิตจำนวนอย่างน้อย 127 ราย ในฟิลิปปินส์ 20 ราย ยังไม่รวมผู้เสียชีวิตในประเทศอื่น ๆ พายุยางิยังส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มีความรุนแรงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เพราะทางการจีนอ้างว่าหากไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อน จะทำให้เขื่อนแตกจากการรับน้ำมากเกินไปอันเป็นผลมาจากพายุ จึงทำให้ประชาชนคนทั่วไปตื่นตัวเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ไม่ได้มองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเฉพาะประเทศหรือภูมิภาคเล็ก ๆ แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อทั้งโลก เปรียบได้กับปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก ….ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกันว่าธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกคืออะไร เกี่ยวข้องอะไรกับพายุไต้ฝุ่น และทำไมเราจึงควรเร่งสร้างจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นกว่าเดิม …………ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก มีชื่อจริงว่า “ธารน้ำแข็งทเวตส์” (Thwaites)  เป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่และเปราะบางที่สุดในทวีปแอนตาร์กติกา โดยได้ชื่อที่น่ากลัวมาจากการที่หากมันละลาย มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมเศรษฐกิจเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่น่ากลัวยิ่งกว่าชื่อของมันก็คือการที่มันเป็นหนึ่งในธารน้ำแข็งที่มีอัตราการละลายเร็วที่สุดในโลก ยิ่งกระแสน้ำทะเลที่ไหลข้างใต้มันอุ่นขึ้น ก็จะยิ่งละลายไวขึ้นเพราะเป็นการละลายจากด้านล่าง ไม่ต่างจากการนำน้ำแข็งไปจ่อใต้น้ำอุ่นเลย ที่ผ่านมานั้น ธารน้ำแข็งทเวตส์เป็นตัวการทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 4% ในแต่ละปี ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มันก็สูญเสียน้ำแข็งไปแล้วกว่า…

2030 จุดเปลี่ยนโลก

           หลายประเทศวางแผนพัฒนาประเทศสำหรับอนาคต 10-20 ปี แต่ในอนาคตอันใกล้อีก 6 ปี นั่นคือ ปี ค.ศ.2030 เป็นอนาคตอันใกล้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เกิดขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของมนุษยชาติต่อไปอีก โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี การเงิน การคมนาคมขนส่ง การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม บทความนี้จะชวนไปดูรายละเอียดว่า จุดเปลี่ยนเหล่านั้นกำลังก้าวเดินไปยังทิศทางใด และจะส่งผลกระทบอะไรต่อมนุษยชาติ? จุดเปลี่ยนแรก ด้านเทคโนโลยี การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์หรือ (Artificial Intelligence – AI) ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปัจจุบันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ทุกๆ ด้านเปลี่ยนแปลงไป อุปกรณ์หลายๆ ชนิดจะมีสมองกลเพื่อปฎิสัมพันธ์กับมนุษย์ รับคำสั่งจากมนุษย์ วิเคราะห์ข้อมูล และเรียนรู้จากมนุษย์ และด้วยอัตราการพัฒนาความฉลาดของ AI คาดว่าอีก 5 ปี AI จะฉลาดเท่ามนุษย์ และฉลาดกว่ามนุษย์ 10,000 เท่าใน 10 ปี และด้วยความฉลาดนี้ AI จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ให้ำแนะนำ มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือให้กับมนุษย์ ความเปลี่ยนแปลงที่ 2…

เกษตรช่วยป่า ป่าช่วยเศรษฐกิจ เศรษฐกิจช่วยโลก

             ต้นสัก ต้นตะเคียน ต้นพะยูง มะฮอกกะนี ต้นมะค่า ชื่อไม้ยืนต้นเหล่านี้เป็นที่นิยมในการเพาะปลูกเป็น “ไม้เกษียณ” หรือหมายถึง ต้นไม้ที่ปลูกเพื่อเตรียมขายซุง เป็นรายได้หลังเกษียณ เสมือนการลงทุนในระยะยาวบนที่ดิน ดีกว่าปล่อยให้ที่ดินว่าง…… เป็นการสร้างมูลค่าที่ดินไปด้วย ไม่แตกต่างจากการขายบ้านพร้อมที่ดิน แต่เป็นการขายบ้านพร้อมสวนที่เป็นทรัพย์สิน ดังนั้น “การปลูกป่า” จึงเป็นกิจกรรมที่นิยมกันมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ปัจจุบันการปลูกป่าเพื่อสร้างรายได้สามารถทำได้หลายทาง ทั้งจากผลผลิตโดยตรงจากการขายเนื้อไม้ การเพาะกล้าไม้จากเมล็ดหรือกิ่งชำ ทำปุ๋ยจากเศษใบไม้ รวมถึงการขายคาร์บอนด์เครดิต (carbon credit) ซึ่งมีแนวโน้มอุปสงค์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะธุรกิจทุกประเภทต้องให้ความร่วมมือในการลดคาร์บอนที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยมีป่าทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนไว้ จากกระบวนการสังเคราะห์แสงตามธรรมชาติ ทำให้มีแนวคิดในการปลูกป่าคาร์บอนตั้งแต่ปี 2537 ในพิธีสารโตเกียว สอดคล้องกับการตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าของไทยให้ได้ 55% ของพื้นที่ประเทศในปี 2580 ซึ่งต้องปลูกป่าเพิ่มขึ้นอีก 360,000 ไร่ จึงจะได้ตามเป้าหมาย …………การเพิ่มพื้นที่ป่าในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การประกาศเขตอนุรักษ์หรือเขตอุทยาน แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีที่ดินอยู่ 57.5% ของที่ดินในประเทศ กับความต้องการซื้อคาร์บอนจากภาคเอกชนที่จะเป็นงบประมาณสนับสนุนการปลูกและดูแลรักษาป่า…