วิเคราะห์ความพร้อมของอินโดนีเซียด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

            ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความก้าวหน้าของการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการใช้อินเทอร์เน็ตที่แพร่หลาย ซึ่งจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นของประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ภูมิภาคนี้สามารถกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการถูกโจมตีทางไซเบอร์… และอินโดนีเซียก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่ 4 รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา การเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในอินโดนีเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งในขณะเดียวกันภัยคุกคามและความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอินโดนีเซียก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ปัจจัยที่ส่งผลให้อินโดนีเซียเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์มีอยู่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากอินโดนีเซียมีพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นหมู่เกาะ ส่งผลให้การบริหารจัดการต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละพื้นที่สำหรับรัฐบาลเป็นเรื่องยาก (2) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี การพัฒนาที่รวดเร็วของเทคโนโลยีนำมาซึ่งภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหม่ในสังคม เพราะการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการก่อให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งหากตามไม่ทันการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ การจัดการหรือการรับมือเพื่อป้องกันภัยคุกคามก็จะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น และ (3) ปัจจัยด้านประชาชน ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับการเผชิญภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความตระหนักรู้ของประชาชนคือหลักการสำคัญในการป้องกันการเกิดภัยคุกคาม หากประชาชนมีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ ความเสี่ยงในการเผชิญภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็จะลดน้อยลง อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียยังมีความเสี่ยงในการเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ ก็อาจเป็นเพราะมาตรการหรือนโยบายในการรับมือของภัยคุกคามทางไซเบอร์ของอินโดนีเซียในปัจจุบันนั้นยังไม่มีความแน่ชัด เนื่องจากลักษณะของมาตรการหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ของอินโดนีเซีย…. เรียกได้ว่า “แก้ตามเกิด” กล่าวคือ เมื่อมีภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น มาตรการหรือนโยบายที่เข้ามารับมือกับภัยนั้น ๆ จะเป็นในลักษณะที่แก้ไขเฉพาะเหตุการณ์นั้นโดยเฉพาะ จึงทำให้การรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบอื่น…

โอกาสจากเกษตรกรรมไม้ล้อม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียว

บทความนี้ชวนทำความรู้จัก “ไม้ล้อม” คือ กระบวนการยกต้นไม้ที่โตเต็มที่ และเกินระยะต้นกล้าแล้ว เพื่อนำไปปลูกในอีกพื้นที่หนึ่ง การย้ายต้นไม้ขนาดใหญ่จะต้องมีวิธีการตัดรากออกจากพื้นดินเป็นตุ้ม เป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้ต้นไม้ตาย และสามารถงอกรากใหม่ในพื้นที่ที่จะนำไปปลูกได้ รวมถึงการลิดกิ่งเพื่อให้สะดวกต่อการขนส่ง โดยการลิดจะต้องคำนึงถึงรูปทรงของต้นไม้…

การวิเคราะห์ภาพยนตร์สะท้อนเรื่องราวทางการเมืองและปัญหาสังคมต่อคนผิวสี

การวิเคราะห์ภาพยนตร์ผ่านกรอบแนวคิดและทฤษฎี             ความไม่ทัดเทียมของคนผิวสี ภาพยนตร์มีการสะท้อนปัญหาเรื่องสีผิวอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Get Out (ปี 2560) ได้กล่าวถึงชายผิวดำถูกหลอกให้หลงรักกับสาวผิวขาว ก่อนที่สุดท้ายเขาจะทราบความจริงว่าที่แท้มันคืออุบายของฝ่ายหญิงที่จะนำร่างกายอันแข็งแรงของคนผิวดำไปผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เพื่อให้คนผิวขาวที่เจ็บป่วยหรือชราภาพได้มีชีวิตยืนยาว ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงภาพของคนผิวขาวที่ดูเป็นมิตรกับคนผิวสี แต่เบื้องหลังคือการหลอกใช้เพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน นักวิเคราะห์ภาพยนตร์ Valarie Wong กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ว่า “หักมุมและลุ้นระทึกเมื่อสถานการณ์ในเรื่องพลิกอย่างไม่คาดฝัน แถมเดาตอนจบได้ยาก มีสารของความอัดอั้นตันใจของชาวผิวสี และวิธีการปฏิบัติของคนผิวขาวที่มีต่อคนผิวดำ เป็นหนังจิกกัดเรื่องการเหยียดผิวได้เจ็บแสบและสะใจ” ขณะที่ เบิกโรง กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่อง Get Out ไว้ในทำนองเดียวกัน “จับเอาเรื่องราวของคนดำที่ตกเป็นเหยื่อมานำเสนอ ในขณะที่คนร้ายของเรื่องก็คือครอบครัวคนขาว ซึ่งในมุมหนึ่งได้สะท้อนทัศนคติที่คนขาวบางคนมีต่อคนดำที่ทุกวันนี้สังคมอเมริกันก็ยังมีทัศนคติแบบนี้อยู่” ส่วนภาพยนตร์เรื่องต่อมาคือเรื่อง Us (ปี 2562) ในหนังมีการเน้นถึงความคิดเกี่ยวกับการเป็นอเมริกัน หรือความพยายามในการเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาอย่างเช่น ครอบครัว Wilson ครอบครัวของตัวเอกที่เน้นภาพให้เข้าใจความคิด “We’re Americans” เพื่อรับการยอมรับจากสังคมอเมริกันและได้รับอภิสิทธิ์ และจากการกระทำในความคิดของ Addy ตัวละครนำหญิงในเรื่องที่พยายามจะกลมกลืนเป็นอเมริกันและยกระดับครอบครัว การทำทุกวิถีทางเพื่อขึ้นมาใช้ชีวิตแบบคนบนดินซึ่งเป็นผลมาจากอยากจะหนีออกมาจากความโหดร้ายจากการกดขี่ถูกกีดกันให้เป็นอื่นของผู้ที่มีมโนทัศน์ชาตินิยมความเป็นอเมริกัน อีกทั้งชื่อของภาพยนตร์ “Us” อาจตีความหมายถึง…

วิเคราะห์นโยบายจีนต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้

          ทะเลจีนใต้เป็นพื้นที่ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในปัจจุบัน เพราะเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน รวมถึงจีน ซึ่งมีความเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความชอบธรรมในการอ้างกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นกรกฎาคม 2567 จีนส่งเรือรบและเรือกองกำลังยามฝั่งเข้ามาในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ จนเกิดการปะทะกันเล็กน้อย เหตุการณ์ดังกล่าว แม้ไม่บานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ แต่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความตึงเครียดในพื้นที่นี้ ….นอกจากนี้ ทะเลจีนใต้ยังเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีมูลค่าสูง จึงถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่การันตีความมั่นคงให้กับผู้ที่ครอบครอง อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายของจีนในทะเลจีนใต้ไม่เพียงแต่เป็นการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ หรือขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในเวทีโลกอีกด้วย เท่ากับว่า……นโยบายของจีนต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้มีความสำคัญอย่างมาก โดยนอกจากรัฐบาลจีนจะต้องปกป้องสิทธิทางทะเลแล้ว ยังเป็นการสร้างอำนาจถ่วงดุลกับประเทศนอกภูมิภาค ควบคู่กับรักษาระดับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ขัดแย้งในปัญหานี้ด้วย การติดตามและวิเคราะห์นโยบายจีนต่อทะเลจีนใต้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่นี้ต่อไป ย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า ทำไมจีนถึงต้องให้ความสำคัญกับทะเลจีนใต้? ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์  ซึ่งจีนอ้างอิงจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีมากว่า 2,000 ปี ที่จีนใช้หลักฐานว่า นักเดินเรือจีนเคยสำรวจและตั้งถิ่นฐานบนหมู่เกาะในทะเลจีนใต้มายาวนาน และในสมัยราชวงศ์หมิงก็มีการเดินทางของเจิ้งเหอ แสดงถึงบทบาทของจีนในทะเลจีนใต้ โดยจีนใช้การเดินเรือของเจิ้งเหอเป็นหลักฐานในการสนับสนุนการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน ซี่งชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมกิจกรรมทางทะเลที่มีมาแต่โบราณ และในสมัยสาธารณรัฐจีนยังคงถือสิทธิในทะเลจีนใต้เช่นเดิม โดยพรรคก๊กมินตั๋งใช้หลัก “เส้นประ 11 เส้น” ต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์จีนปรับเป็น “เส้นประ 9 เส้น” ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ ดังนั้น…… ในมุมมองของจีน ทะเลจีนใต้ถือเป็นอาณาเขตของตนเองมาแต่โบราณ และจีนใช้ข้อมูลชุดนี้เป็นวาทกรรมในการดำเนินนโยบายต่อทะเลจีนใต้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน…

ILRS และ Artemis Accords: โอกาสของไทยในโครงการอวกาศของมหาอำนาจ

           ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการสำรวจอวกาศได้นำไปสู่ยุคใหม่ของความร่วมมือและการแข่งขันระหว่างประเทศ ดังที่ได้เห็นจากโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์นานาชาติ (International Lunar Research Station -ILRS) ของจีน และข้อตกลงอาร์เทมิส (Artemis Accords) ของสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการพยายามแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยีของ 2 มหาอำนาจของโลก แต่ยังแสดงถึงมิติใหม่ในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย …….ที่ว่าเป็นมิติใหม่นี้ ก็เพราะว่าทั้งสองโครงการนำโดยสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและจีน ที่สร้างกรอบความรวมมือระหว่างประเทศเรื่องอวกาศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหาสมาชิกหรือมิตรประเทศเข้าร่วม โดย ILRS เริ่มมาจากความร่วมมือของจีนและรัสเซียเมื่อปี 2564 เป้าหมายเพื่อการวางแผนสร้างสถานีอวกาศในบริเวณดวงจันทร์ ขณะที่ Artemis Accords นำโดยสหรัฐอเมริกา เริ่มมาตั้งแต่ปี  2563 ก่อนหน้าโครงการของจีนแค่ 1 ปี ข้อตกลงขอสหรัฐฯ นี้เสนอโครงการร่วมเพื่อการสำรวจดวงจันทร์ พร้อมแผนการ Artemis ที่จะส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ในปี  2569 ข้อตกลงของสหรัฐฯ มีประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและลงนามเป็นภาคีด้วยแล้ว 43 ประเทศ แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแค่สิงคโปร์ที่เข้าร่วม ส่วนไทยเรา แม้จะยังไม่เป็นภาคีใน Artemis Accords…

ทำไมอิสราเอลจึงมีขีดความสามารถในการลอบสังหารศัตรู!?

          ข่าวกรณี Ismail Haniyeh ผู้นำฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮะมาสเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ ระหว่างการเดินทางไปร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีอิหร่านคนใหม่ที่กรุงเตหะราน เมื่อ 31 กรกฎาคม 2567 กลายเป็นเหตุเพิ่มความตึงเครียด ขัดแย้ง และโกรธแค้นระหว่างกลุ่มฮะมาสกับอิสราเอล แม้ว่าอิสราเอลจะยังไม่ยืนยันหรือยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว แต่เมื่อไม่มีการปฏิเสธ กลุ่มฮะมาส รวมทั้งอิหร่านก็ถือว่าอิสราเอลเป็นผู้สั่งการและปฏิบัติการโจมตีนี้ ซึ่งเป็นการยั่วยุทั้งกลุ่มฮะมาส อิหร่าน และกองกำลังที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ เพราะการสังหารบุคคลสำคัญคนนี้ ที่เป็นนักการเมืองสายปฏิบัติและเป็นผู้สนับสนุนการเจรจาหยุดยิง เท่ากับทำลายบรรยากาศการเจรจา ที่ทั่วโลกกำลังคาดหวังให้เกิดขึ้นและบรรลุผล เพื่อจะได้ยับยั้งวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในฉนวนกาซา …แต่ความหวังนั้นกำลังถูกดับทิ้งไป เพราะการโจมตีของอิสราเอล           นอกจากนี้ ในเวลาใกล้ ๆ กัน อิสราเอลยังประกาศว่าได้สังหาร Mohammed Deif ผู้นำกลุ่มฮะมาสฝ่ายการทหารไปแล้วด้วย ตั้งแต่ช่วง 13 กรกฎาคม 2567 ระหว่างการปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มฮะมาสในพื้นที่ตอนใต้ของฉนวนกาซา …เรื่องนี้กลุ่มฮะมาสไม่ได้ยืนยันในทันที แต่ 2 เหตุการณ์ข้างต้นทำให้เราได้เห็นขีดความสามารถของอิสราเอลในการปฏิบัติการสังหารหรือโจมตีบุคคลสำคัญของศัตรู ที่ค่อนข้างสร้างผลกระทบได้มาก และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง…

ข้อคิดจากรายงานประเมินภัยก่อการร้ายประจำปี 2567 ของสิงคโปร์

           หากไม่นับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงมาเลเซียที่มักมีข่าวสารเกี่ยวกับการก่อการร้ายทั้งกลุ่มก่อเหตุ การก่อเหตุ และการมีคอนเนคชั่นกับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคอื่นให้ได้ยินได้ฟังบ่อยครั้งมากกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ก็เป็นอีกประเทศที่มีความตื่นตัวในการเตรียมการรับมือกับปัญหาการก่อการร้ายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ หรือจากพลเมืองสิงคโปร์ที่รับแนวคิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายผ่านสื่อออนไลน์ ​           รายงานประเมินภัยคุกคามการก่อการร้ายประจำปี 2567 ของสิงคโปร์ที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายกรกฎาคม 2567 สะท้อนถึงความระมัดระวังภัยจากการก่อการร้ายของสิงคโปร์ด้วยการประเมินว่า… ภัยจากการก่อการร้ายต่อสิงคโปร์ยังมีอยู่สูง แม้ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววัน โดยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความหวาดวิตกให้สิงคโปร์ ไม่ต่างจากประเทศอื่นที่กังวลว่าการใช้ความรุนแรงตอบโต้กันระหว่างอิสราเอลกับฮะมาสจะไม่จำกัดวงแค่นั้น เนื่องจากมีอีกหลายตัวแสดงเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งระดับรัฐและที่ไม่ใช่รัฐ อีกทั้งในสิงคโปร์มีกระแสต่อต้านท่าทีของทางการต่อความขัดแย้งดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ โดยชาวเน็ตบางกลุ่มมองว่าสิงคโปร์มีนโยบายเข้าข้างอิสราเอล ​           ขณะที่กลุ่ม Islamic State (IS) ยังเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ถือเป็นภัยคุกคามหลักทั้งของโลกและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเครือข่ายที่เคลื่อนไหวในอิรักและซีเรีย เพราะยังเป็นแรงบันดาลใจและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มหัวรุนแรงในภูมิภาค แม้ที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์มีมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างแข็งขันจนทำให้กลุ่มก่อการร้ายในทั้งสองประเทศอ่อนกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Abu Sayyaf ที่สูญเสียสมาชิกระดับนำและมีประสบการณ์ หรือในอินโดนีเซียที่กลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) ประกาศยุบกลุ่มไปเมื่อต้นกรกฎาคม 2567  …

ยุทธศาสตร์เครื่องประดับกับความมั่นคงทางทะเลของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย

ไม่เพียงต้องแข่งขันกับโลกตะวันตก ….จีนยังต้องต่อสู้กับเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ที่มีพรมแดนติดกัน เช่น อินเดีย ที่มีกรณีพิพาทเขตแดนทางบก และต่างมุ่งขยายอิทธิพลทางทะเล เฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรอินเดีย และยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังจีนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Belt & Road Initiative (BRI) ในหลายประเทศและภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่สหรัฐฯ ที่หวั่นไหวกับการรุกออกนอกประเทศของจีน จนเร่งผลักดันความร่วมมือกับพันธมิตรและประเทศน้อยใหญ่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อินเดียก็หวั่นเกรงไม่น้อยกับความพยายามโอบล้อมอินเดียของจีนผ่านโครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือให้ประเทศริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย แม้ที่ผ่านมาไม่มีการเรียกชื่อยุทธศาสตร์ทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดียอย่างเป็นทางการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนคงคุ้นหูด้วยศัพท์บัญญัติของนักวิชาการและสื่อมวลชนตะวันตกว่า…. ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก หรือ String of Pearls เนื่องจากการสนับสนุนการสร้างและพัฒนาท่าเรือให้ประเทศริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียกลายเป็นหมุดหมายของจีนในการเคลื่อนไหวทางทะเล ซึ่งกระตุ้นให้อินเดียวิตกกังวลเพิ่มขึ้นทุกทีถึงการขยับเข้าใกล้ของจีน จนนำไปสู่การริเริ่ม……..ยุทธศาสตร์สร้อยเพชร หรือ Necklace of Diamonds ที่มีการเอ่ยอ้างขึ้นครั้งแรกโดยนาย Lalit Mansingh อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดียเมื่อสิงหาคม 2554 จีนปักหมุดเม็ดไข่มุกตามที่บรรดาชาติตะวันตกเรียก กินพื้นที่ประเทศที่อยู่ริมชายฝั่งตั้งแต่ต้นถึงปลายมหาสมุทรอินเดีย เช่น เมียนมา บังกลาเทศ มัลดีฟส์ ศรีลังกา ปากีสถาน เซเชลล์ และจิบูตี และช่องแคบทางยุทธศาสตร์ ทั้งฮอร์มุซ มะละกา และลอมบอก การรุกขยายความร่วมมือและช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในการพัฒนาท่าเรือและฐานทัพ แม้ทั้งจีนและประเทศผู้รับยืนยันตรงกันว่าเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่ไม่อาจลดความเคลือบแคลงให้ประเทศคู่แข่งขันหรือมีข้อพิพาทกับจีนทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า…..จะไม่มีการเข้าใช้ประโยชน์ด้านการทหาร โดยเฉพาะอินเดียที่เดิมนิ่งนอนใจจนเหมือนจะเฉยชากับการกระชับความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านที่ล้วนเป็นประเทศริมชายฝั่งเนื่องจากมั่นใจว่าพื้นที่แถบนี้เป็นเขตอิทธิพลของตนเอง…

ทำไมเกาหลีจึงแบ่งแยกดินแดนและความคิด

         การแบ่งแยกดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงของการแข่งขันอิทธิพล อำนาจและแย่งชิงผลประโยชน์เป็นระยะๆมายาวนานของจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา ตลอดจนผลจากความแตกต่างทางความคิดของผู้นำทางการเมือง……… ทั้งนี้…..เมื่อปี ค.ศ. 1864 พระเจ้าโกจง แห่งราชวงศ์โซซอน ที่ครองราชย์ด้วยวัยเพียง 11 พรรษา ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์อย่างมาก แม้ว่าจะมีพระราชินีมินจายองเป็นผู้สำเร็จราชการแทนหลังบัลลังก์ แต่ก็ทำให้ราชสำนักขณะนั้นต้องเผชิญกับความท้าทายจาก 3 มหาอำนาจ คือ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย โดยความสัมพันธ์ของเกาหลีกับจีนอยู่ในแบบบรรณาการ ที่รับปากกันว่าเมื่อเกาหลีเกิดความวุ่นวายจีนต้องเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ญี่ปุ่นไม่พอใจเนื่องจากญี่ปุ่นต้องการเข้ามามีอิทธิพลในเกาหลี สงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นจึงเริ่มขึ้นช่วง ค.ศ.1894-1895 ซึ่งตอนนั้นญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ ทำให้เกาหลีหลุดลอยไปจากอำนาจของจีน แต่สงครามก็ยังไม่จบเพราะในปี ค.ศ.1910 ญี่ปุ่นรุกหนักมากจนสามารถเอาชนะกองทัพรัสเซียได้ ทำให้ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีมาเป็นอาณานิคมได้อย่างเป็นทางการ จากนั้นได้ปลดพระเจ้าโกจงออกจากราชบัลลังก์  และสถาปนาพระเจ้าซุกจงซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าโกจงเป็นจักรพรรดิเกาหลี แต่เพียงแค่ในนามเพราะว่าข้าหลวงใหญ่ของญี่ปุ่นต่างหากที่เป็นผู้ครองเกาหลี แต่แล้วในปี ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นก็แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม เกาหลีจึงได้รับเอกราชตามคำประกาศของฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้เกาหลีถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 เขตการยึดครอง คือเขตการยึดครองของโซเวียตและเขตยึดครองของสหรัฐฯ โดยมีเส้นขนานองศาที่ 38…

จักรพรรดิกวงสู : จักรพรรดิหัวสมัยใหม่ที่สุดเท่าที่จีนเคยมี

          เมื่อคริสต์ศักราช 1898 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจักรวรรดิจีน ถือเป็นปีสำคัญที่ฮ่องเต้กวงสู จักรพรรดิของประเทศจีนได้เริ่มการปฏิรูปรื้อระบบและโครงสร้างของอำนาจการบริหารประเทศ ท่ามกลางสังคมที่มีระเบียบแบบแผนตามคติขงจื้ออันมีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์มหาศาลของชนทุกชั้น ก่อนที่การปฏิรูปดังกล่าวจะถูกยกเลิกด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจจักรพรรดิโดยพระนางซูสีไทเฮา โดยมีช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปการปกครองรูปแบบใหม่เพียง 103 วัน (ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน –21 กันยายน) จักรพรรดิกวงสูได้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูป พระองค์ขึ้นครองราชย์ในขณะที่มีพระชนม์เพียง 3 พรรษา จึงมีพระนางซูสีและพระนางซูอันเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนภายหลังจากที่จักรพรรดิบรรลุนิติภาวะ ก็เริ่มดำเนินพระราชกรณียกิจด้วยตัวพระองค์เอง แต่กระนั้นพระนางซูสียังคงดึงอำนาจในการตัดสินพระทัยและดำเนินกรณีกิจแทนองค์จักรพรรดิอยู่เสมอ            พระองค์มีหัวสมัยใหม่และมีความสนใจใคร่รู้ ในช่วงที่มีการดำเนินการวางแผนการปฏิรูป จักรพรรดิกวงสูได้มีบรรดานักคิดคนสำคัญคอยช่วยเหลือเสนอแนวคิด ซึ่งได้แก่ คังโหย่วเว่ย เหลียงฉีเฉา ถานซื่อถง และนักคิดหลักอีก 4 ท่านที่ช่วยกันทำให้การปฏิรูปนี้เป็นรูปร่างขึ้นมาได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศจีนให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมอารยธรรมตะวันตกและต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเพื่อให้จีนรอดพ้นภัยที่ชาติมหาอำนาจคุกคาม ดังนั้นบทบาทของจักรพรรดิกวงสูจึงมีความสำคัญต่อประเทศจีนอย่างมาก และอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ปฏิรูปจีนคนแรก ๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก จึงอยากจะแนะนำให้ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และการพัฒนาของประเทศจีน เข้าใจบทบาทของอดีตผู้นำจีนคนนี้ และศึกษารูปแบบแนวคิดการปฏิรูปจากอดีตจักรพรรดิจีน ที่ทำให้เห็นพัฒนาการการปฏิรูปของประเทศจีน ที่มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว    …