ประยุกต์กระบวนการออกแบบ…สู่การทำงานอย่างถี่ถ้วน

หากกล่าวถึงคำว่า “ออกแบบ” หลายคนคงคิดถึงการคิดชิ้นงานศิลปะ จากการ “ออก” ซึ่งหมายถึงการสร้างหรือผลิตบางสิ่งออกมา และสิ่งที่ผลิตออกมานั้นคือ “แบบ” แม่พิมพ์ หรือพิมพ์เขียว ออกแบบจึงเป็นกระบวนการคิดก่อนที่จะผลิตชิ้นงานออกมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อศิลปินร่างภาพจากความคิดหรือจินตนาการออกมา เพื่อเริ่มสื่อสารผ่านแบบร่างนั้นให้กับผู้ที่จะร่วมทำงาน หากเป็นกระบวนการผลิตที่สามารถทำได้คนเดียวทั้งหมด กระบวนการออกแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นในหัวของศิลปินทั้งหมดก็ได้ แต่ถ้าเป็นงานออกแบบที่มีความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านที่ต้องสื่อสารกันระหว่างสถาปนิกและเจ้าของบ้าน หรือตึกสูงที่ต้องมีวิศวกรโครงสร้างปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ดังนั้น กระบวนการออกแบบไม่สามารถเกิดขึ้นในหัวของใครคนใดคนหนึ่งได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องนำความคิด สื่อสารออกมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อที่จะรับข้อมูล ประมวลผล ทำแบบร่างทางเลือก ทดสอบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และนำไปก่อสร้างจริง จนแล้วเสร็จ …………..สำหรบกระบวนการออกแบบจะให้ความสำคัญกับ 5 ขั้นตอนสำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ Empathize รับข้อมูลอย่างเอาใจใส่โดยไร้อคติ เพื่อเก็บข้อมูลมาประมวล โดยผู้รับข้อมูลจะต้องสวมบทบาทของผู้ใช้งาน เพื่อทำความเข้าใจถึงประสบการณ์และความรู้สึกในด้านต่างๆ กระบวนการนี้อาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพราะจะได้เก็บข้อมูลได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น Define หรือการระบุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย หาปัญหาเพียงหนึ่งเดียวที่ได้มาจากการกรองข้อมูลจำนวนมากที่ทำการศึกษามา Idea สร้างสรรค์หาวิธีแก้ปัญหา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องใช้ความคิดเป็นอย่างมาก เพื่อหลุดออกจากกรอบเดิมๆ มองหาทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มเติม แล้วจึงค่อยนำหลักการมาวางล้อม และสร้างกรอบความคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ ว่าทางเลือกใดสามารถเกิดขึ้นได้มากที่สุด…

ธุรกิจแบบยั่งยืน

ความยั่งยืน (Sustainable) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลกัน 3 ด้านได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่การพัฒนาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการเงินเป็นอย่างมาก จนเป็น priority แรกๆ จึงทำให้การพัฒนาในมิติด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมเสียหาย เกิดการสูญเสียทรัพยากรไปในจุดที่ไม่สามารถกู้คืนหรือฟื้นฟูกลับมาได้ การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดระยะห่างทางสังคม รวยกระจุกจนกระจาย แต่มูลค่าของเศรษฐกิจกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงและมีผลกระทบที่เป็นรูปธรรม ทำให้ผู้คนหลายกลุ่มเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การตั้งประเด็นเกี่ยวกับการลดการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่างๆ ปลูกพืชทดแทน หรือสร้างรายได้เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวจากการทำคาร์บอนเครดิต เพื่อหวังให้เกิดความยั่งยืน และให้โอกาสทรัพยากรธรรมชาติได้มีช่วงเวลาในการฟื้นตัวจากการถูกใช้งานอย่างหนัก อย่างไรก็ดี …ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ลดการใช้งานก็สามารถสร้างความยั่งยืนได้ เพราะต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูด้วย มนุษย์ยังต้องทำกิจกรรมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เช่น การลดใช้พลาสติด การคัดแยกขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นั่นเพื่อให้เกิดความสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา ภายใต้ความหวังว่า การกระทำนี้จะช่วยยืดอายุของโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างช้าลงที่สุด นั่นคือ การแก้ไขปัญหาในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ ในเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ดังนั้น บทความนี้ขอเสนอ รูปแบบการเงินและธุรกิจ ที่ควรจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นแบบยั่งยืน เป็นการวางแผนเพื่ออนาคตในระยะยาวมากขึ้น คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางราบกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และทางแนวตั้งกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ถ้าการแก้ไขปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม คือ การลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแล้วเหลือไว้ใช้ได้นานๆ พร้อมกับการฟื้นฟู ดังนั้น…

แก้ไขปัญหาการเกษตร ด้วยแนวคิดการลงทุน

…เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับความเห็นที่ว่า“กี่ยุคกี่สมัยชาวนาไทยก็ยังจนอยู่ดี”  ซึ่งผูกโยงมาจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก และทำให้ชาวนาต้องแบกรับหนี้สินที่เกิดจากการลงทุนปลูกข้าวที่มีแนวโน้มต้องเพิ่มการลงทุนสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ราคาข้าวก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการทำนาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายต่างกันราว 1,000 บาท เป็นเรื่องยากที่ชาวนาจะได้กำไร แต่ชาวนายังคงปลูกข้าวต่อไป…….เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำได้และรอความหวังจากความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น การจำนำข้าวหรือเงินอุดหนุนเมื่อนาข้าวเสียหายจากการเผชิญภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงแค่ข้าวที่ขาดกำไร แต่ผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ก็มีราคาที่ไม่แน่นอน และทำให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่รายได้น้อย เฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 บาทต่อคนต่อปี นั่นเพราะต้นทุนที่สูงมากขึ้น ทั้งค่าแรง ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และยาฆ่าแมลง ที่จำเป็นต้องใช้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความไม่แน่นอนของตลาดการรับซื้อ และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาระบบการผลิตนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย เพราะไทยมีจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรอยู่ที่ 9.3 ล้านคน หรือ 13% ของจำนวนประชากรทั้งหมดและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็น 8.6% ของ GDP ถือเป็นรายได้อันดับที่ 3 รองจาก อุตสาหกรรมและการค้า การเปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม ส่งออก หรือการท่องเที่ยวคงจะไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะความอุดมสมบูรณ์ทางด้านภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เพียงแต่รูปแบบการทำการเกษตรจะต้องเปลี่ยนแปลงไป บทความนี้ขอเสนอแนวคิดที่อาจช่วยแก้ไขปัญหาดังล่าวได้ ด้วยมุมมอง “ธุรกิจเกษตร” ที่เป็นการประยุกต์แนวคิดทางธุรกิจมาใช้ในการเพาะปลูกพืช เพื่อ “ขาย”…

ป่าเปลี่ยนไป เมื่อเราใช้น้ำบาดาล

เมื่อฝนตกลงมาสู่ภูเขาที่มีป่า น้ำฝนจะถูกซับลงไปใต้ดินผ่านระบบรากต้นไม้ ขณะที่ภูเขาทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำไว้ ภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับพื้นที่ดินจะค่อยๆ ใช้กลไกแรงโน้มถ่วงของโลก ดึงน้ำที่ซับไว้ในดินให้รวมกันและผุดออกมาเป็นตาน้ำเล็กๆ ที่ไหลรวมกันเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตตลอดเส้นทาง ……และนั่นคือวัฏจักรของป่าต้นน้ำ กับระบบนิเวศน้ำใต้ดิน ซึ่งปัจจุบันกำลังสูญเสียไป ไม่เฉพาะจากการตัดไม้ทำลายป่า (deforestation) ที่ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาไม่ถูกป่าดูดซับไว้ แต่การใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ราบรอบภูเขาก็ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลงเช่นกัน ซึ่งเป็นเพราะเมื่อน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าถูกดึงออกมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อการเกษตร หรือเพื่อการท่องเที่ยว ก็เท่ากับเป็นการนำน้ำที่อยู่ใต้ดินออกมาผึ่งแดดให้ระเหยไปอย่างรวดเร็ว น้ำใต้ดินที่หายไปจากการใช้น้ำบาดาล ก็จะถูกชดเชยด้วยน้ำใต้ดินบนภูเขาที่ถูกซับไว้ น้ำใต้ดินบนภูเขาจึงถูกใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อระบบนิเวศต้นไม้บนภูเขา จากที่สามารถดูดซึมน้ำที่ซับไว้ใช้ในการเจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปีแบบป่าดิบชื้น…ไม่สามารถทำได้อีก นอกจากนี้ เมื่อเข้าหน้าหนาวต้นไม้ก็จะผลัดใบ ในลักษณะของป่าไม้ผลัดใบ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้มากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปจากการขาดน้ำหล่อเลี้ยงป่า ส่งผลผระทบต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ เพราะพรรณไม้บางชนิด ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในวัฏจักรที่เปลี่ยนไป ทำให้ป่าเหลือต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิด กลายเป็นป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรัง ที่มีต้นไม้เพียง 2-5 ชนิดเท่านั้น ทำให้แหล่งอาหารของสัตว์ป่าไม่เพียงพอ และเกิดการอพยพหาแหล่งอาหารไปยังพื้นที่เกษตรรรอบข้าง กลายเป็นความขัดแย้งและอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ จนเรามักจะเห็นข่าวปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับสัตว์ป่าบ่อยครั้ง แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายแนวทาง ……..หนึ่งในนั้นคือการสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ภายในขอบเขตป่าที่กำหนดไว้ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้มาจากการใช้น้ำใต้ดิน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการทำระบบชลระทานหรือระบบน้ำประปาเพื่อส่งน้ำจากแหล่งไปยังพื้นที่ต่างๆ อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตาม การสร้างแหล่งน้ำอย่างเขื่อนหรือแก้มลิงขนาดใหญ่ก็ยังเป็นการลงทุนที่สูง ดังนั้น….. ทางเลือกที่จะพอทุเลาปัญหานี้ลงได้ไปพร้อมกับการขยายตัวของชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ที่ยังคงต้องการการใช้น้ำมากขึ้น คือ การสนับสนุนให้ทุกๆ…

ออสเตรเลียปรับมุมมองต่อการก่อการร้ายสะท้อนว่าความมั่นคงเป็นประเด็นลื่นไหล?!

ประเด็นความมั่นคง (security) หรือสิ่งที่เรากำหนดให้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความอยู่รอดของประชาชน รัฐบาล และอธิปไตยของชาติ ในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ถูกประกอบสร้างขึ้น (construct) หรือกำหนดไว้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง ผลประโยชน์แห่งชาติ และสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม ดังนั้น ในสาขาวิชาความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือ International Security จึงได้มีข้อสรุปหนึ่งว่า “ความมั่นคง” นั้นเป็นประเด็นที่เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย ตามสังคม หรือแม้กระทั่งตามผู้นำ และเพราะความมั่นคงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง และลื่นไหลได้นั้น ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า ความมั่นคงรูปแบบเก่า รูปแบบใหม่ และหน้าตาของภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของความมั่นคงในต่างเวลา สถานที่ และมุมมองของผู้คนเช่นกัน ที่ผ่านมาเราจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงและลื่นไหลไปมาตามยุคสมัยและตามผู้ที่ถืออำนาจอยู่ เช่น หลังเหตุวินาศกรรม 9/11 การก่อการร้ายได้ขยับตัวไปเป็นประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ และเป็นภัยคุกคามร่วมกันของประเทศตะวันตก นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ประเด็นสาธารณสุขขยับจากการเป็นประเด็นประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาธารณะไปเป็นประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ …นี่คือ ตัวอย่างง่าย ๆ ของกระบวนการ securitization หรือทำให้ประเด็นใดประเด็นหนึ่งกลายเป็นเรื่อง “ความมั่นคง” โดยผู้มีบทบาทสำคัญ คือ รัฐบาลหรือผู้ครองอำนาจในการประกาศว่าเรื่องใดจะเป็นเรื่องความมั่นคงของสังคมนั้น ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องไหนขึ้นมา ในความรู้สึกของประชาชนมันก็ดูจะเป็นเรื่องจริงจัง สมควรได้รับความสนใจ ความร่วมมือ และจัดสรรงบประมาณไปเพื่อดำเนินการให้รัฐสามารถดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงเหล่านั้นได้…

ความเหลื่อมล้ำ: ความรุนแรงที่เร้นกายภายใต้การเติบโต

“ความเหลื่อมล้ำ” ไม่ได้เป็นเฉพาะปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากกลไก โครงสร้าง กฎระเบียบ กฎหมาย ที่มีส่วนเอื้อให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำ” ขึ้น นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเป็นชนวนแปรสภาพจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) ไปสู่ความรุนแรงเชิงกายภาพ (Physical Violence)

ผู้ว่าการกรุงไทเปคนใหม่กับโปรไฟล์ที่ไม่ธรรมดา

เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ไต้หวันมีการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ แม้ว่าเป็นแค่การเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ตำแหน่งที่อยู่ในแสงไฟอย่างผู้ว่ากรุงไทเปเป็นที่จับตามองมาก เพราะประธานาธิบดีส่วนใหญ่ของไต้หวันล้วนเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงไทเปมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นนายเฉิน สุยเปียน (Chen Shui-bien) นายหม่า อิงจิ่ว (Ma Ying-Jeou) ยกเว้นแค่ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินคนปัจจุบันที่เคยแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงไทเป ผลการเลือกตั้งปรากฏว่านายเจี่ยง ว่านอัน (Chiang Wan-an) อายุ 43 ปี จากพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รับ ชัยชนะ และก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงไทเปที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ นายเจี่ยง ว่านอัน แม้ว่าจะเป็นนักการเมืองที่อายุน้อย แต่เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภามาแล้ว 2 สมัย และสิ่งที่น่าสนใจคือการเป็นเหลนชายของจอมพลเจี่ยง ไคเชก ผู้อพยพรัฐบาลสาธารณรัฐจีนมายังเกาะไต้หวันเมื่อปี 2492 นายว่านอันเป็นบุตรชายของเจี่ยง เสี้ยวหยาน (Chiang Hsiao-yen) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นบุตรชายที่เกิดจากภรรยาลับของอดีตประธานาธิบดีเจี่ยง จิงกว๋อ (Chiang Ching-kuo) บุตรชายคนเดียวของจอมพลเจี่ยง ไคเชก การกลับมาอีกครั้งของทายาทตระกูลเจี่ยงจึงเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษในฐานะตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไต้หวัน สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงเป็นการแบ่งขั้วระหว่างค่ายสีเขียวพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหรือ DDP(Democratic Progressive…

4 ปี 4 นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย : ความหวังและความท้าทาย

มาเลเซียจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 15 เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หรือ นรม.คนใหม่เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2565 เพื่อแทนคนก่อนหน้านี้ที่ต้องลาออกเพราะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างสูงจากการที่ไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลได้ และเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2565 สำนักพระราชวังมาเลเซียได้ประกาศให้อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นักการเมืองรุ่นเก๋าของมาเลเซีย ปัจจุบันอายุ 75 ปี และเป็นผู้นำขั้วการเมือง “พันธมิตรแห่งความหวัง” หรือ Pakatan Harapan (PH) และผู้นำพรรค PKR เป็น นรม.คนใหม่ ……….หลังจากที่มาเลเซียเผชิญภาวะ “รัฐสภาแขวน” หรือการเจรจาระหว่างนักการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาลผสม เพราะผลการเลือกตั้งไม่สามารถชี้ขาดผู้ชนะได้ มีเพียงพรรค PH ที่ได้คะแนนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 แต่ไม่มากพอจะได้เสียงข้างมากในรัฐสภา หรือ 112 ที่นั่งจาก 222 ที่นั่งนั่นเอง (พรรค PH ได้ไป 82 ที่นั่ง) ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้ง นรม.ที่มาจากการเลือกตั้ง ขึ้นกับว่าพระองค์จะมีพระราชดำริว่าผู้ใดสามารถคุมเสียงข้างมากได้ หลายฝ่ายประเมินว่า…

ทิศทางความสัมพันธ์การค้าสหรัฐฯ – จีนในปี 2566

  ภาพการจับมือและพบหารือกันเป็นเวลามากกว่า 2 ชั่วโมงของผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน นอกรอบการประชุม G20 ที่บาหลี อินโดนีเซีย อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในปี 2566 เพราะนอกจากการพบกันดังกล่าวจะเป็นการพบกันแบบ face-to-face ครั้งแรกตั้งแต่ผู้นำสหรัฐฯ รับตำแหน่งแล้ว ยังเป็นการยอมไปพบกันในช่วงที่ความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่น เรียกได้ว่ามีความขัดแย้งและเห็นต่างกันหลายประเด็นทั้งเรื่องในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นการพบกันหลังจากมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสหรัฐฯ และจีนด้วย นั่นก็คือ การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเพิ่งจะได้กระชับอำนาจทางการเมืองและเป็นผู้นำจีนต่ออีก 1 สมัย ส่วนประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ เพิ่งเอาชนะการเลือกตั้งกลางสมัยได้ในวุฒิสภา ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ แม้ว่าจะแพ้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่คะแนนที่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ก็สะท้อนว่ารัฐบาลไบเดนต่อสู้กับพรรครีพับลิกันได้อย่างสูสี เรียกได้ว่าเป็นการพบกันครั้งแรก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังต้องพยายามไม่ทำให้หลุมบ่อที่ทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ – จีนอยู่ในสถานะ “คู่แข่งที่ไม่เชื่อใจกัน” ขยายตัวกว้างขึ้นอีกด้วย แม้ว่าสื่อส่วนมากจะรายงานถึงการพูดคุยของทั้ง 2 ฝ่ายที่เต็มไปด้วยเรื่องที่สร้างความเสี่ยงจะขยายความขัดแย้งและความแตกต่างระหว่าง 2 มหาอำนาจโลก เช่น เรื่องจุดยืนต่อไต้หวัน สิทธิมนุษยชน และความขัดแย้งทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่ยังคงไม่คลี่คลายและมีแนวโน้มจะขยายการแข่งขันด้านเทคโนโลยี จากการกีดกันและแย่งกันครอบครองเซมิคอนดักเตอร์ (chip)…ประเด็นเหล่านั้นต้องทำความเข้าใจตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติ (national interest) ว่า การที่สหรัฐฯ…

Painting Protest ระบายอาหารบนภาพวาดเพื่อสิ่งแวดล้อม

ในช่วงปี 2565 ความเดือดร้อนของมนุษย์ที่เป็นผลจากวิกฤตโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมและส่งผลกระทบรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น “ความตระหนักรู้” เรื่องสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนที่กระจายอยู่ในสื่อต่าง ๆ ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่าง ๆ ขยายตัวและกลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น การกระจายและกระตุ้นหลักคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะความมั่นคงของมนุษย์จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และที่ผ่านมาการรณรงค์ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบการประท้วงโดยสันติ แต่ดูเหมือนว่าในระยะหลังที่มีข่าวสารกรณีกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมบางส่วนต้องการเร่งกระตุ้นให้สังคมหันความสนใจไปที่เรื่องเดียวกันนี้อย่างรวดเร็ว …จนอาจเร็วเกินไป กระทั่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความพยายามรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยการเรียกร้องความสนใจนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ สิ่งที่บทความนี้กำลังกล่าวถึง คือ กระแส “Painting Protest” หรือการประท้วงเพื่อเรียกร้องประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ด้วยวิธีการสร้างความเสียหายต่อภาพวาด หรือศิลปะชิ้นที่ได้รับความสนใจจากคนหมู่มาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นนานาชาติกำลังจะจัดการประชุม COP27 ที่อียิปต์ รวมทั้งยังเป็นการตอบโต้นโยบายพลังงานของประเทศต่าง ๆ ที่ยังใช้พลังงานฟอสซิลอยู่ด้วย โดยเหตุการณ์ในตุลาคม 2565 คือ กรณีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อยุติการขุดเจาะน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชื่อกลุ่ม “Just Stop Oil” ปาซุป มะเขือเทศ (อาหาร) ใส่ภาพวาดชื่อดัง “Sunflowers” ของศิลปิน Vincent van Gogh ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป้าหมายเพื่อตั้งคำถามต่อผู้ที่สนใจภาพวาดและศิลปะดังกล่าวว่า “อะไรควรจะมีคุณค่ามากกว่ากัน? ระหว่างภาพวาดกับชีวิตคน และคุณจะเลือกปกป้องอะไรระหว่างภาพวาดกับโลก ถ้าคุณเจ็บใจกับภาพวาดที่ถูกทำลาย ก็จงเจ็บใจกับโลกที่กำลังถูกทำลายต่อหน้าต่อตาเช่นกัน”…