วิวัฒนาการความหิว : บทเรียนจากภาวะสงคราม

สงครามที่ทำให้โลกขาดแคลนแป้งสาลีและการส่งออกน้ำมัน ซ้ำยังเผชิญการชะงักงันของแหล่งผลิตจากนโยบาย zero covid ของจีน เศรษฐกิจทั่วโลกที่ฝืดเคือง ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารในระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบในการทำอาหาร เพราะไม่สามารถเพาะปลูกได้เนื่องจากสภาพอากาศหรือแรงงานก็ตาม ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนเริ่มลดการบริโภคอาหาร อดมื้อกินมื้อ เนื่องจากราคาอาหารที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวะสงครามและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังมุ่งเข้าสู่ความถดถอยและเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น ตลอดจนการขาดแคลนวัตถุดิบที่เกิดจากการกีดกันทางการค้าเพื่อกดดันรัสเซียของกลุ่มประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดความกังวลต่อการดำรงชีวิตของประขาชน จนหลายครอบครัวเริ่มที่จะรัดเข็มขัด ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงลดมื้ออาหารลงแล้วด้วย สำนักข่าวอังกฤษรายงานว่าชาวอังกฤษ 1 ใน 4 เริ่มลดอาหารหรืออดมื้อกินมื้อ ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เท่ากับปกติ จริงๆ แล้วการจำกัดการรับประทานอาหารอาจเป็นแนวทางที่ดีต่อสุขภาพก็เป็นได้ !! ที่ผ่านมา ผู้ที่รับประทานอาหาร 1-2 มื้อต่อวันในปัจจุบันส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักหรือกลุ่มที่ต้องการดูแลสุขภาพ ทั้งการทำแบบชั่วคราวระยะสั้นๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมายน้ำหนักที่พวกเขาต้องการหรือทำระยะยาวตลอดชีวิต เนื่องจากเห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมเวลาในรับประทานอาหารที่รู้จักกันในชื่อการทำ “อีฟ” (Intermittent Fasting – IF) เป็นการจำกัดเวลาในการรับประทานอาหารและอดอาหารตามจำนวนชั่วโมง IF มีหลายรูปแบบตั้งแต่ 12-12 4-20 8-16 เป็นต้น นั่นหมายถึงการบริโภคอาหารได้ภายในเวลา 8 ชั่วโมง (ครอบคลุมจำนวน 1-2 มื้อ) และอดอาหาร…

โรคระบาดเงียบทางวัฒนธรรม

  COVID-19 แพร่ระบาดไว โดยเฉพาะในยุคที่การคมนาคมรวดเร็ว เครื่องบินสามารถขนส่งผู้คนข้ามประเทศไปได้ทันใจ ทำให้การแพร่ระบาดผ่านทางละอองจากระบบทางเดินหายใจ จากคนสู่คนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบาดไปทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลและคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 6.37 ล้านคนภายในเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มมีการระบาด แต่หากมองกันในภาพกว้าง จะพบว่า ใน 1 ปี คนเสียชีวิตเพราะ “โรคมะเร็ง” มากเป็นอันดับที่ 1 ตามมาด้วย โรคเบาหวานและโรคหลอดเลือด แต่ด้วยการเพิ่มอัตราการตายอย่างต่อเนื่องและการไม่แพร่ระบาดในอัตราที่รวดเร็วทำให้ดูเหมือนว่าการเสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หากพิจารณาจากจำนวนการเสียชีวิต พบว่า ภายในปี  2563 สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 84,697 คน ในขณะที่มีผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส โควิด -19 อยู่ที่ 60 ราย ซึ่งเหมือนกับว่า เรากำลังให้ความสำคัญกับการแรร่ระบาดของเชื้อโรคที่สังเกตุได้ในระยะสั้น มากกว่าโรคที่ค่อยๆ คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมากมายในแต่ละปี โรคร้ายที่สังหารคนไปอย่างเงียบๆ นี้ ไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อ เพราะในเชิงการแพทย์ “โรคติดต่อ” คือการติดต่อโดยการส่งต่อเชื้อโรคจากคนสู่คน ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นทางลมหายใจ เพศสัมพันธ์ การสัมผัส เป็นต้น ดังนั้น มะเร็ง เบาหวาน…

ประเมินระบบป้องกันภัยทางอากาศที่นานาชาติให้กับยูเครน…จะมาทันหรือไม่?

เนโตกำลังเร่งเรียกร้องให้สหรัฐฯ อนุมัติการติดตั้งระบบป้องกันและสกัดกั้นขีปนาวุธที่โจมตีทางอากาศอย่างระบบ Iron Dome ในยูเครน เพื่อยกระดับความสามารถของยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย ที่ปัจจุบันกำลังแข็งกร้าวขึ้นอย่างมาก โดยมีรายงานว่ารัสเซียใช้ขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับโจมตีเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยูเครนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ทุกฝ่ายขยับ focus การให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครนไปที่ “การปกป้องน่านฟ้า” และ “ป้องกันภัยคุกคามทางอากาศ” สถานการณ์ด้านความมั่นคงในยูเครนน่าห่วงกังวลมากขึ้น แม้ว่าเมื่อห้วงกันยายน 2565 จะมีรายงานว่ายูเครนเริ่มยึดคืนพื้นที่จากรัสเซียได้แล้ว แต่เมื่อ 10 -11 ตุลาคม 2565 มีรายงานว่า รัสเซียได้เพิ่มปฏิบัติการพิเศษทางการทหารต่อยูเครน เพื่อตอบโต้ที่ยูเครนโจมตีสะพานเชื่อมรัสเซีย-ไครเมีย รัสเซียจึงใช้การยิงขีปนาวุธระดมโจมตี ทั้งกรุงเคียฟที่เป็นเมืองหลวง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าและเส้นทางคมนาคม ถ้าถามว่าการโจมตีครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน ก็ตอบได้ว่า…แรงพอที่จะทำให้จีนและอินเดียออกมาแสดงความห่วงกังวล ทั้ง ๆ ที่ 2 ประเทศระมัดระวังการวิจารณ์รัสเซียประเด็นนี้มาโดยตลอด ขณะที่กลุ่ม G7 ที่สมาชิกประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ก็จัดการประชุมในวาระฉุกเฉินทันที โดยให้ผู้นำยูเครนเข้าร่วมด้วย ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า กลุ่ม G7 จะเพิ่มมาตรการกดดันรัสเซียอีก และจะเพิ่มความช่วยเหลือแก่ยูเครนเหมือนที่ผ่าน…

ย่อยยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐฯ : 7 ประเด็นน่าสนใจ

รัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯเผยแพร่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ หรือ National Security Strategy (ย่อว่า NSS) ฉบับใหม่เมื่อ 12 ตุลาคม 2565 เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติอย่างเป็นทางการฉบับแรกของประธานาธิบดีไบเดน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเดียวกัน คือ “ทำให้สหรัฐฯ มั่นคง มั่งคั่ง และเป็นผู้นำโลกอันดับหนึ่งตลอดกาล”……… เป้าหมายดังกล่าวไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในยุทธศาสตร์…แต่เมื่ออ่านดูดี ๆ ก็จะเห็นคำว่า America Leadership ถูกพูดถึงอยู่ทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ผู้นำด้านการรักษาระเบียบโลก ผู้นำด้านประชาธิปไตย ผู้นำด้านสาธารณสุข ผู้นำด้านการข่าวกรอง และผู้นำด้านการทหาร ดังนั้น มุมมองในประเด็นที่1…ที่เราอ่านยุทธศาสตร์ฉบับนี้และเห็นว่ารัฐบาลไบเดนให้ความสำคัญมาก ๆ ก็คือ สหรัฐฯ ยังต้องการเป็นผู้นำโลกในทุก ๆ ด้านต่อไป ประเด็นที่ 2 ผู้จัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ มองว่า สถานการณ์ความมั่นคงโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงและผันผวน โดยมี  การแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ เป็นประเด็นที่สำคัประเด็นที่ 2 และแทบจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ มากที่สุด ซึ่งมุมมองนี้เป็นการประเมินที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จากการแข่งขันกับมหาอำนาจอื่น ๆ…

รวมแนวคิด กรีนๆ เพื่อความยั่งยืนทุกระดับ

ความแปรปรวนของสภาพอากาศในปัจจุบันที่มีความถี่และความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกิดการรณรงค์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงเป็นหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุกๆ ด้าน ไม่ใช่เพียงแค่การปลูกป่าสร้างพื้นที่สีเขียว แต่รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเลือกใช้วัสดุ การลดขยะ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ จนไปถึงการตั้งภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและส่งผลกระทบต่อวงการธุรกิจด้วย ในระดับของบุคคลหรือครัวเรือน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคม ทุกคนจะคุ้นเคยกับหลักการ 3Rs นั่นคือ Reuse, Reduce และ  Recycle กับกระบวนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากที่สุดด้วยการใช้ซ้ำหรือนำมาใช้ใหม่ ต่อยอดไปจนถึง 7Rs(เพิ่ม Refuse Refill Repair Return) ที่ให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำเดิม เปลี่ยนรูปแบบร้านค้าให้ลูกค้านำภาชนะมาบรรจุสินค้าเอง เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ขวดแก้ว ถุงผ้า จานใบไม้ หลอดแสตนเลสพกพา เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ทดแทนการใช้พลาสติกซึ่งจะเป็นการสร้างขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยากต่อไป จากการเลือกใช้วัสดุในชีวิตประจำวัน ไปสู่การประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติในการก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างแบบเดิมที่ใช้คอนกรีตนั้นก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 5-8 % ของกิจกรรมปล่อยก๊าซของโลก เพราะจะต้องเผาหินปูนเพื่อผลิตผงปูนซีเมนต์ ปัจจุบัน จึงได้มีการคิด Green Concrete ที่นำเถ้าจากการเผาถ่านมาเป็นส่วนผสมของคอนกรีต แต่ยังคงมีราคาสูงกว่าคอนกรีตแบบเดิม ดังนั้น การก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม จึงคำนึงถึงการใช้คอนกรีตให้น้อยที่สุดและใช้วัสดุอื่นประกอบแทน…

Visual Facilitation เทคนิคการเพิ่มความสำเร็จในการประชุม

ในยุคที่การบูรณาการทักษะหรือความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นจากการประมวลผลระหว่างศาสตร์แต่ละศาสตร์เข้าด้วยกัน จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และขณะเดียวกันก็มีเทคโนโลยีต่างๆ ที่รองรับความต้องการของสังคมในปัจจุบัน ทำให้คนที่มีความแตกต่างกันทั้งความรู้ ทักษะ และแนวความคิด จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หรือจัดการปัญหาไปให้ได้ ซึ่งทำให้ต้องใช้กระบวนการที่สำคัญ…นั่นคือกระบวนการ “ประชุม” เพื่อเป็นการระดมความคิดในการวางแผนการจัดการจนไปสู่ผลสำเร็จที่ลุล่วง   “การประชุม” เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาอย่างเนินนาน (และในแต่ละครั้งก็ใช้เวลาเนิ่นนานด้วย) เพื่อหาความคิดเห็นหรือมติร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้น จะมีอะไรสำคัญไปกว่าการทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นภาพอนาคตร่วมกัน รวมทั้งเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน เพื่อที่จะลดความเข้าใจผิดของการสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุม ทำให้คนที่มีความแตกต่างกันสามารถ “เข้าใจ” ไปในทิศทางเดียวกันได้   “Visual Facilitation” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมมองเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน จากการสรุปหรือบันทึกเป็นภาพที่สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าการจดบันทึกรายงานการประชุม สร้างความน่าสนใจให้กับการประชุม “การวาดภาพ” จึงนำมาใช้ในการถ่ายทอดแทนตัวอักษร ไม่แตกต่างจากการทำ “แผนที่ความคิด (mind map)” ที่นิยมใช้กันมานานกว่า 25 ปี กับการสรุปและโยงความสัมพันธ์ของเนื้อหาและหัวข้อด้วยเส้นเชื่อมจากจุดกึ่งกลางออกไปเป็นรัศมี แต่ยังคงถ่ายทอดสารด้วยตัวอักษรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การวาดภาพจะช่วยเพิ่มอิสระของการสื่อสารได้มากขึ้น เนื่องจากมนุษย์ต่างคิดภายใต้อิทธิพลของภาษาทั้งสิ้น การวาดภาพหรือลำดับเรื่องเป็น Story board หรือ สัญลักษณ์ (Info Graphic) ต่างๆ จะช่วยทำให้เกิดการตีความที่หลากหลาย จนไปสู่การค้นหาทางออกใหม่ ๆ…

ออสเตรเลียกับภารกิจทำสวนบนดวงจันทร์

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษยชาติอยู่รอด …และในอนาคตอันใกล้ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในห้วงอวกาศเพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์โลกอาจไม่ได้จำกัดแค่เพียงการส่งดาวเทียมขึ้นไปเชื่อมต่อการสื่อสารหรือติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น เพราะสถาบัน Lunaria One ของออสเตรเลีย กำลังคิดค้นแนวทางใช้ประโยชน์ด้านชีวภาพจาก “ดวงจันทร์” เพื่อการทำเกษตร หรือการทำสวนบนดวงจันทร์ สำนักข่าววีโอเอของสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 6 ตุลาคม 2565 ว่า นักวิชาการในออสเตรเลียเริ่มกลับไปให้ความสำคัญกับภารกิจไปทำเกษตรกรรมบนดวงจันทร์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารที่เกิดขึ้นบนโลก โดยภารกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้แนวคิดและการวิจัยของสถาบัน Lunaria One องค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อหาแนวทางการทำเกษตรกรรมบนดวงจันทร์โดยเฉพาะ เพื่อทำให้โลกมีอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ที่ผ่านมา สถาบันดังกล่าวเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ โดยใช้วิทยาการด้านชีววิทยา วิศวกรรม การศึกษา และจิตวิทยา เพื่อสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ สำหรับก้าวต่อไปสู่อนาคต และโครงการ ALEPH-1 ของสถาบันนี้ก็ได้รับเลือกเมื่อ เมษายน 2565 ให้เป็นโครงการที่ได้โควตาเดินทางไปดวงจันทร์ในปี 2568 โดยยาน Beresheet 2 ของอิสราเอล ไอเดียของสถาบัน Lunaria One ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่ามนุษย์ทดลองปลูกพืชบนดินที่นำกลับมาจากดวงจันทร์แล้ว และโครงการครั้งนี้ยังมีสถาบันวิชาการอย่าง Australian National University และ…

Quiet Quitting พี่จ๋า…ฉันท้อแต่ยังไม่ถอย

สังคมออนไลน์ของไทยได้ทำความรู้จักและคุ้นเคยกับกระแส Quiet Quitting หรือสภาวะคนรุ่นใหม่กลุ่ม millennials และ Gen Z ใกล้จะหมดไฟในการทำงาน แต่ไม่ลาออก และพวกเขาเลือกที่จะบริหารจัดการการทำงานของเขาในรูปแบบใหม่ ที่เน้นทำภารกิจตามลักษณะงาน หรืองานตามความรับผิดชอบให้เสร็จสิ้นในแต่ละวันก็เพียงพอ โดยไม่ต้องเน้นทำงานหนักหรือทำงานนอกเหนือจากความรับผิดชอบ กระทั่งนอกเวลางาน ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการรักษาดุลเวลาระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว หรือ Work-Life Balance นั่นเอง กระแสหรือภาวะ Quiet Quitting นี้ สำนักข่าว BBC ระบุว่าเป็นกระแสหรือแนวคิดที่ต่อยอดมาจากเทรนด์ #tangping ของจีน ที่คนรุ่นใหม่วัยทำงานของจีน ซึ่งเผชิญแรงกดดันและการแข่งขันในสังคมสูงมาก ซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ทำให้พวกเขามองไม่เห็นว่าจะพยายามไปเพื่ออะไร เมื่อค่าตอบแทนที่ได้นั้นไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณงาน และไม่ได้รับประสบการณ์การทำงานที่คาดหวัง ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกที่จะเล่นกระแส #tangping ที่แปลว่า “การนอนราบ” หรือการนอนเฉย ๆ (lying flat) เพื่อแสดงออกถึงการประท้วงเล็ก ๆ และเลือกที่จะทำงานน้อยลง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจของพวกเขาได้พักผ่อนจากการทำงานแบบ “996” ที่เริ่มงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงสามทุ่ม ตลอด 6…

การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของกลุ่มเนิร์ดผ่านสื่อบันเทิงและโซเชียลมีเดีย

เนิร์ด (Nerd) ตามพจนานุกรมฉบับ Oxford Advance Learner’s ได้ให้ความหมายของเนิร์ดเอาไว้ 2 รูปแบบด้วยกัน ความหมายแรกคือบุคคลที่แสนจะน่าเบื่อ งี่เง่า และเชยแหลก ในอีกความหมายหนึ่งคือ บุคคลที่บ้าคลั่งในคอมพิวเตอร์ ซึ่งภาพลักษณ์ในสังคมของเนิร์ดจะมากกว่าแค่ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ แต่มักจะเชี่ยวชาญในสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็น คณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แม้แต่ด้านภาษาก็นับได้ (อาจจะพ่วงความเป็นคนน่าเบื่อตามนิยามแรกมาด้วย) ถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คือเด็กชายหรือเด็กหญิงใส่แว่นหนาเตอะ ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือทุกพักกลางวัน คนที่คุณอาจจะมองเขาเป็นฮีโร่เมื่อต้องการลอกการบ้านหรือข้อสอบในวัยเรียน มิใช่ว่าเหล่าเนิร์ดจะถูกทำให้ดูแย่ในสื่ออย่างภาพยนตร์หรือการ์ตูน แต่ด้วยบทที่นำเนิร์ดไปเป็นตัวเอกในแนวโรงเรียนไฮสคูล เขาเหล่านั้นจะต้องถูกบูลลี่จากเหล่านักกีฬาโรงเรียนบ้าง หัวโจกบ้าง เชียร์ลีดเดอร์ตัวแม่บ้าง (กรณีเป็นเนิร์ดสาว) เพื่อเป็น Conflict ในชีวิตให้ตัวละคร ซึ่งรูปแบบนี้ก็ได้นำมาจากสังคมทางตะวันตกที่มองเนิร์ดจริง ๆ แต่ถ้าเป็นในประเทศไทยจะตรงกันข้าม เพราะคนมีความรู้อย่างเนิร์ดนี่แหละที่จะถูกเชิดชูในฐานะนักปราชญ์ เมื่อพูดถึงซีรี่ส์การ์ตูนต่อสู้ ระเบิดดวงดวงเผาจักรวาลอย่าง Dragon Ball ซึ่งเป็นที่รู้จักมายาวนานนั้น character เนิร์ดที่เรียกได้ว่าโด่งดังในระดับเป็นตัวเอกของเรื่องก็คือ “ซุนโกฮัง” ลูกชายคนโตของตัวเอกหลักอย่างโกคู ซึ่งในการกลับมาขึ้นสู่จอภาพยนตร์อีกครั้งของ Dragon Ball Super: Super Hero…

กาตาร์และฟุตบอลโลก 2022

กาตาร์กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลก หรือ FIFA World Cup Qatar 2022 ระหว่าง 20 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม 2565 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่และสำคัญ เพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวและแฟนบอลโลกเดินทางไปกาตาร์เพื่อเข้าชมการแข่งขันจำนวนมากกว่าล้านคน รวมทั้งการจัดการแข่งขัน FIFA World Cup จะเป็นบทพิสูจน์ว่ากาตาร์จะพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติขนาดใหญ่อย่างกีฬาโอลิมปิก ในปี 2575 ตามที่กาตาร์คาดหวังได้หรือไม่ แม้ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็กในตะวันออกกลาง และมีประชากรอยู่ที่ประมาณ 2.9 ล้านคน แต่รัฐบาลกาตาร์ต้องการขยายบทบาทและชื่อเสียงของกาตาร์ให้โดดเด่นในภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น นอกเหนือจากบทบาทการเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งประเทศต่าง ๆ (ซึ่งกาตาร์ทำได้ดีอย่างมากมาโดยตลอด) โดยเมื่อปี 2563 กาตาร์แข่งกับสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและออสเตรเลียเพื่อที่จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 และหลังจากที่ได้เป็นประเทศแรกในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก กาตาร์ก็เร่งเตรียมพร้อมกับการจัดการแข่งขันกีฬาครั้งนี้ โดยมีการสร้างสเตเดียมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลเพิ่มเป็น 8 แห่ง สร้างอาคารที่พักหลายรูปแบบเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมากขึ้น รวมทั้งทบทวนกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับหลักศาสนาและประเพณีที่ค่อนข้างเคร่งครัดของชาวกาตาร์ รวมทั้งให้สมดุลกับความสนุกสนานของแฟนบอลที่จะไปร่วมชมการแข่งขันกีฬา เช่น การจำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่เท่านั้น ย้อนกลับไปดูว่า ทำไมกาตาร์ที่ร่ำรวยเงินทองจากการขายน้ำมันและพลังงานอยู่แล้ว รวมทั้งยังมีชื่อเสียงจากการเป็นศูนย์กลางการเดินทางของโลก ตลอดจนมีบทบาทที่ดีในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้มีการเจรจาระหว่างประเทศที่มีปัญหาขัดแย้งกัน …แล้วทำไม?…