เมื่อโรงงานไฟฟ้าสามารถทำได้มากกว่าการผลิตไฟฟ้า

ไฟฟ้าเป็นพลังงานสำคัญที่ไม่ว่าชุมชนแห่งหนไหนก็ต้องการทั้งสิ้น และเราพบว่า ความต้องการไฟฟ้ามีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การผลิตไฟฟ้าต้องมากขึ้นตาม ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าได้หลายวิธีตามแหล่งทรัพยากรที่แตกต่างกัน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้พลังงานจลน์หรือพลังงานความร้อนสร้างไอน้ำเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า ทรัพยากรต่างๆที่ใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้าก็มีอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ กันไป ทางเลือกในการผลิตที่หลากหลายได้สร้างโอกาสที่จะทำให้เกิดโรงงานผลิตไฟฟ้ากระจายไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น กระจายโอกาสการเข้าถึงไฟฟ้าได้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานตามท้องถิ่นเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้มากขึ้นแล้ว การสร้างโรงไฟฟ้ายังมีผลต่อบริบทพื้นที่รอบข้างอีกด้วย โดยเราจะชวนให้มาทำความรู้จักกับแหล่งผลิตพลังงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อพื้นที่ 3 ตัวอย่าง ตามนี้… “โรงไฟฟ้าพลังงานหญ้า” กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน มีแนวคิดในการก่อตั้ง โรงงานไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนบนดอยหรือหมู่บ้านกลางทุ่ง ที่การตั้งเสาเดินสายไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ต้องใช้งบประมาณสูง ชุมชนเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่ในป่า ทำการเกษตรและหาของป่าเลี้ยงชีพ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟหรือโซล่าเซลล์ การใช้ไฟฟ้ายังขาดความเสถียรตามสภาพอากาศของวัน การตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กตามชุมชนจะช่วยให้ชุมชนมีพลังงานไฟฟ้าทางเลือกมากขึ้น และยังเป็นการพลิกฟื้นผืนดินด้วยการปลูกหญ้าเนเปียที่นำใช้ในการหมักเป็นก๊าซสำหรับการสร้างความร้อนในการผลิตกระแสไฟฟ้า หญ้าเนเปียสามารถทำการเพาะปลูกได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูก ปลอดภัยต่อสัตว์ป่า และทำให้ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์มากขึ้น “โรงไฟฟ้ากับการประมง” สำหรับประเทศที่หนาวเย็นอย่างประเทศฮังการี น้ำในทะเลสาบที่มีอุณหภูมิต่ำไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำสักเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป สำหรับทะเลสาบโบโกดี (Bokodi tó horgászat) ที่มีการใช้น้ำในทะเลสาบในการหล่อเย็นเครื่องผลิตไฟฟ้า น้ำร้อนที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้าจะถูกปล่อยลงทะเลสาบทำให้น้ำในทะเลสาบมีอุณภูมิอุ่นขึ้น 10 องศาเซลเซียส สัตว์น้ำมีขนาดตัวโตมากขึ้นจากพืชน้ำที่เป็นแหล่งอาหารและระยะเวลาในการเจริญเติบโตที่มากขึ้น พ้นฤดูหนาวที่ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง เมื่อระยะเวลาในการกลายเป็นน้ำแข็งลดลงด้วยความอุ่นของน้ำ ระยะเวลาในการเจริญเติบโตของปลาก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการตกปลา สร้างอาชีพและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง โรงไฟฟ้ากับอาณานิคมต่างดาว เมื่อแนวคิดที่มนุษย์จะออกไปท่องอวกาศกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น…

ความมุ่งหมายของสหรัฐฯ ในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

สหรัฐฯ ประกาศยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) ฉบับประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เรียกได้ว่าเป็นฉบับใหม่ล่าสุดที่จะบอกชาวอเมริกันและประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้ว่า สหรัฐฯ ต้องการอะไรและจะทำอะไรต่อไปกับภูมิภาคนี้ในห้วง 2 ปีข้างหน้า ทำเนียบขาวประกาศไว้ในยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ มีความมุ่งหมายต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอยู่อย่างน้อย ๆ 5 ประการ ซึ่งได้แก่ (1) ต้องการให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ “เปิดกว้างและเสรี” หรือ Free and Open ซึ่งหมายถึงทุกประเทศมีเสรีภาพที่จะเลือกดำเนินนโยบายได้ ตราบใดที่สอดคล้องกับระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายทางทะเลและอากาศที่ทำให้ทั่วโลกมีเสรีภาพในการเดินเรือและการบิน นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิพลเรือน และเสรีภาพของสื่อมวลชน ควบคู่กับต่อต้านการคอร์รัปชัน การใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจข่มขู่คุกคามประเทศอื่น (2) ต้องการให้มีความเชื่อมโยง (connection) ทั้งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล และประชาชนกับประชาชน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงอย่างไทย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือหุ้นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย มองโกเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์…

การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านหรือ JCPOA จะไปทางไหน?

“ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการไม่แพร่กระจาย (nonproliferation) อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่มีประเทศมหาอำนาจและขั้วอำนาจสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน มาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศมหาอำนาจ 5 ชาติ ได้แก่ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร กับอิหร่านได้เจรจากันที่เวียนนา ออสเตรีย มากกว่า 8 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ เมษายน 2564 ครั้งล่าสุดเมื่อกลางกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) โดยมีสหรัฐฯ อดีตสมาชิก JCPOA เข้าร่วมด้วยอย่างไม่เป็นทางการ …การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ประเทศที่เกี่ยวข้องพูดคุยกันในเรื่องการกลับไปใช้ JCPOA แบบเวอร์ชั่น 2015 หรือข้อตกลงก่อนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจาก JCPOA เมื่อปี 2561 ด้วยเหตุผลเพราะต้องการ “ทำข้อตกลงใหม่” กับอิหร่าน (แต่ไม่สำเร็จ) นั่นเอง การกลับไปใช้ JCPOA…

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ : มรดกของสงครามเย็น และผลสืบเนื่องของระบบโลกแบบขั้วเดียว

หากมองการเมืองโลกเป็นหนังเป็นละคร โดยยกเอาความอาทรต่อชีวิตมนุษย์ที่กำลังเสี่ยงอันตรายออกไปก่อน สถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ด้านการระหว่างประเทศที่เกิดหลังทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ด้วยความที่ว่าคนรุ่นนี้เด็กเกินกว่าจะรู้ความในตอนที่สหภาพโซเวียตล่มสลายอันเป็นจุดจบของสงครามเย็นเมื่อปี 2534 จึงไม่มีประสบการณ์ร่วมโดยตรงกับ “สงครามเย็น” แต่ก็โตมากับช่วงรอยต่อที่สงครามเย็นยังไม่สิ้นกลิ่น จึงได้ยินคำว่า “สงครามเย็น” ลอยเข้าหูตั้งแต่เด็กยันโต จากที่เคยมีความสัมพันธ์แบบที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยพบหน้า จึงเป็นความตื่นตาตื่นใจกับการได้พบเจอด้วยตนเองและติดตามสถานการณ์เรียลไทม์พร้อมกับคนทั้งโลกเกี่ยวกับความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่เป็นมรดกตกทอดจากสงครามเย็น และยังเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้สำรวจถึงความพยายามสร้างดุลอำนาจ (balance of power) ของรัสเซีย เพื่อตอบสนองต่อบริบทเชิงโครงสร้างของประเทศหลังสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ครอบครองความเป็นเจ้าในระบบโลกแบบขั้วเดียว รากฐานของความขัดแย้งที่มาจากความไม่สบายใจของรัสเซียต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ และพันธมิตรในพื้นที่ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นเขตอิทธิพลดั้งเดิมของรัสเซีย เห็นได้จากข้อเรียกร้องของรัสเซียที่ต้องการหลักประกันด้านความมั่นคง (security guarantee) ที่สำคัญคือการไม่ให้ NATO รับประเทศอดีตสหภาพโซเวียต (รวมทั้งยูเครน) เข้าเป็นสมาชิก จุดยืนของรัสเซียดังกล่าวชัดเจนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มฟื้นสภาพความเป็นมหาอำนาจขึ้นมาได้ เห็นได้จากที่ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ประกาศหลักการ 5 ข้อ เมื่อปี 2551 ที่รวมถึงการจะสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิภาคนี้ที่เป็นผลประโยชน์พิเศษ (privileged interests) ของรัสเซีย และรัสเซียก็เคยทำสงครามกับประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่เอาใจฝักใฝ่ตะวันตกและอยากเข้าร่วม NATO มาก่อนแล้ว (สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย ปี 2551 และการผนวกเอาดินแดนไครเมียของยูเครน ปี 2557)…

บุก… ไม่บุก ยูเครน (ภาคต่อ ครั้งที่ 1) สหรัฐอเมริกาบอกว่าอีก 2-3 วัน

เล่าเรื่องนี้ ได้อีกหลายครั้งแน่ ๆ เพราะข่าวสารที่เข้ามา ดูเหมือนจะวนกลับไปในจุดเดิมว่า “รัสเซียจะบุกยูเครน” ก็สหรัฐอเมริกาโดยคุณลุงโจ หรือประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ยืนกรานด้วยตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 อีกครั้งว่า ภายในไม่กี่วันนี้ รัสเซียจะบุกยูเครนแน่ ๆ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่ตอนแรกจะไปยุโรปก็ต้องไปชี้แจงกับคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ก็บอกเช่นนี้ แล้วหลักฐานล่ะ… มีไหม? สหรัฐอเมริกาบอกว่ามี…. ภาพถ่ายดาวเทียมเช่นเคย แถมบอกว่า นอกจากรัสเซียจะไม่ได้ถอนทหารออกจากบริเวณชายแดนเบลารุส ที่นำไปฝึกซ้อมร่วมแล้ว กลับยิ่งเพิ่มจำนวน ยิ่งกว่านั้น เบลารุสบอกว่ารัสเซียไม่ต้องนำทหารและยุทโปกรณ์กลับนะ เอาไว้ที่นี่ก็ได้ หากเสร็จการซ้อมรบในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 เหนื่อยนะ…. จากการตามข้อมูลข่าวสาร ตามที่เคยเล่าไว้ในตอนที่แล้วว่า แยกไม่ค่อยออกว่าข่าวไหนเป็นปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation-IO) ของฝ่ายไหน แต่ที่เข้มข้นกว่านั้น คือ การตอบโต้ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียอยู่ในระดับที่สูสีกัน โดยสหรัฐอเมริกาบอกว่า เดี๋ยวจะขับนักการทูตรัสเซียออกจากสหรัฐอเมริกา หลังจากที่รัสเซียขับนักการทูตเบอร์ 2 ออกจากมอสโก…

ทิศทางราคาหุ้น Activision Blizzard (ATVI) ไตรมาส 1 ปี 2565

หุ้น ATVI ของ Activision Blizzard กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมากอีกครั้ง หลังข่าวการเข้าลงทุนของ Warren Buffet และบริษัท Microsoft ในมูลค่ากว่า 70,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาสามารถพุ่งขึ้นมามากกว่า 30% จากจุดต่ำสุดของปี 2564 เมื่อช่วงธันวาคม บริเวณราคา $57 มาปิดเหนือ $80 ได้ในช่วงต้นมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นจังหวะการกลับตัวออกจากตลาดขาลงระยะสั้นที่ค่อนข้างเร็ว (V-shaped recovery) แต่ไม่สามารถผ่านแนวต้านที่บริเวณ $86 ซึ่งเป็นแนวต้านตามแนวอัตราส่วน 61.8% Fibonacci ที่คำนวณจากระยะราคา $103 ถึง $57 ได้ หุ้น ATVI จึงปรับตัวย่อลงมาที่โซน $75-$82 เพื่อสร้างฐานราคาบริเวณแนวรับอัตราส่วน 50% Fibonacci ก่อน โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน $86 อีกครั้งภายในช่วงกลางมีนาคม ก่อนจบไตรมาสแรกของปี ภาพรวมของหุ้น ATVI ปัจจุบันถือได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหุ้น…

ทิศทางดัชนี SET Index กุมภาพันธ์ 2565

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผยให้เห็นถึงแนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง เมื่อนักลงทุนในต่างประเทศแสดงความตระหนักถึงอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปถึง 7.5% สูงสุดในรอบ 40 ปี จนคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) วางแผนที่จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในการประชุมเดือนมีนาคม 2565 ทำให้เงินทุนปริมาณมหาศาลเริ่มไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ และทยอยเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกแทน โดยเฉพาะหุ้นไทย ซึ่งมีสัญญาณฟื้นตัวในกลุ่มหุ้นคุณค่า (value stock) เช่น อุตสาหกรรมธนาคาร และพลังงาน ที่เผยออกมาให้เห็นบ้างแล้ว ดัชนี SET Index จึงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายมกราคม-กลางกุมภาพันธ์ จากอานิสงค์ด้านเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติกว่า 20,000,000,000 บาท เข้ามาช่วยผลักดันมูลค่า โดยคาดหวังจะใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นเครื่องมือป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อที่กำลังขยายตัวในระยะนี้ ดัชนี SET Index จึงสามารถทะลุแนวต้านตามเส้นสีแดง (ภาพที่ 1) ขึ้นมาปิดเหนือ 1,680 จุด พร้อมการย่อเพื่อยืนยันการสร้างฐานราคาที่บริเวณดังกล่าวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี หากกล่าวในมิติการวิเคราะห์เทคนิคัล ลักษณะการเคลื่อนที่ของกราฟ SET Index ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยได้หลุดออกจากกรอบสามเหลี่ยมสัญญาณกลับตัวขาลง (rising wedge) มาได้แล้วเมื่อช่วงปลายปี 2021 และยังสามารถพยุงราคาและแรงซื้อให้อยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไปได้…

Transatlantic Quad และบทบาทในสถานการณ์ยูเครน

สถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรปจากกรณีรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงปลายกุมภาพันธ์ 2565 เนื่องจากการเจรจาการทูตทั้งในกรอบทวิภาคี (bilateral) และพหุภาคี (multilateral) ยังไม่บรรลุผลเป็นข้อตกลงหรือทางออกจากปัญหาดังกล่าว ที่หลายฝ่ายวิตกว่ารัสเซียจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน เหมือนเมื่อปี 2557 ที่เสมือนเป็น “ภาพจำ” ที่ทำให้การเคลื่อนไหวทางการทหารของรัสเซียน่าหวาดระแวงสำหรับประเทศตะวันตกหลายประเทศ หนึ่งในกลุ่มประเทศที่ติดตามสถานการณ์ในยูเครนอย่างใกล้ชิด คือ กลุ่ม “Transatlantic Quad” ซึ่งรวมกัน 4 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ที่เพิ่งจัดการหารือ 4 ฝ่ายพร้อมกันในประเด็นยูเครนเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2565 โดยผู้เข้าร่วมเป็นระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับผลการหารือดังกล่าวก็เป็นการย้ำว่า สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร จะร่วมมือกันตอบโต้รัสเซียหากใช้กำลังทหารรุกรานยูเครน และจะร่วมกันปกป้องอธิปไตยของยูเครน รวมทั้งความมั่นคงของยุโรป การประชุมของกลุ่ม Transatlantic Quad นี้มีขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่มีสถานการณ์ยูเครน ส่วนการหารือครั้งแรกจัดไปแล้วเมื่อ 20 มกราคม 2565 ที่เยอรมนี เน้นประเด็นใช้การทูตเป็นช่องทางหารือและป้องกันไม่ให้รัสเซียแสดงพฤติกรรมแข็งกร้าวต่อยูเครน กับเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ความร่วมมือและท่าทีของกลุ่ม…

ผู้นำฟินแลนด์กับฉายา Putin whisperer

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครน เราได้เห็นความพยายามของผู้นำในยุโรปที่แสดงบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ในการไกล่เกลี่ยปัญหา เพราะฝ่ายที่ดูเหมือนว่าพูดคุยด้วยยาก เนื่องจากเก็บงำความรู้สึกนึกคิดในเรื่องนี้ได้ดีเหลือเกิน ก็คือ “ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน” ของรัสเซีย ที่นอกจากจะย้ำซ้ำ ๆ ว่าไม่มีแผนการจะบุกรุกยูเครน และยืนยันความต้องการให้เนโตยืนยันว่าจะไม่รับยูเครนเป็นสมาชิกใหม่แล้ว ประธานาธิบดีปูตินก็ยังมีท่าทีที่สงบเยือกเย็น จึงทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ต้องเข้าหาเพื่อทำความเข้าใจและหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ กรณีที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2565 คือ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสเดินทางไปหารือแบบตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่มอสโกเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2565 จนได้ผลลัพธ์ออกมาบอกกับประชาคมระหว่างประเทศว่า “ประธานาธิบดีปูตินให้คำมั่นว่าจะไม่คงกำลังทหารไว้ใกล้ยูเครน และจะถอนทหารออกจากเบลารุสทันทีที่เสร็จสิ้นการฝึกร่วม” นั้น ทำให้สื่อต่างประเทศมองว่า ประธานาธิบดีมาครงอาจกลายเป็นผู้ดำเนินบทบาท “Putin whisperer” หรือผู้ที่จะพูดคุยกับประธานาธิบดีรัสเซียได้อย่างราบรื่น แทนนางแองเคลา เมเคิล ที่ยุติบทบาทในฐานะผู้นำเยอรมนีไปเมื่อปลายปี 2564 อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าฝ่ายรัสเซียจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ประธานาธิบดีมาครงประกาศ โดยโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียออกมาปฏิเสธแทบจะทันทีว่า ประธานาธิบดีปูตินไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่คงกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ไว้ใกล้ยูเครน และไม่ได้ให้สัญญาว่าจะถอนทหารออกจากเบลารุสด้วย บทบาทของประธานาธิบดีมาครงทำให้เราสนใจขึ้นมาว่า นอกจากฝรั่งเศส และเยอรมนี 2 มหาอำนาจในยุโรปแล้ว จะพอมีผู้นำคนไหนในยุโรปที่พูดคุยและหารือกับประธานาธิบดีปูตินได้อีกบ้าง? ในที่สุด…เราก็พบว่า หนึ่งในผู้นำที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซีย จนได้รับฉายาว่า…

บุก… ไม่บุก ยูเครน (ภาคต่อ) ยูเครนอาจต้องเป็นฝ่ายตัดสินใจ

ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียได้ตอบผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียแล้วว่า “ไม่บุก” และกำลังทยอยถอนกำลังที่ซ้อมรบร่วมกับเบลารุส และทำให้ยูเครนที่ไม่สบายใจ หายใจออกได้มากขึ้นแล้ว ส่วนเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2565 ที่สื่อตะวันตกอ้างข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาว่ารัสเซียจะบุกยูเครนก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกฝ่ายน่าจะสบายใจ แต่ก็ยังไม่เป็นตามนั้น เพราะสหรัฐอเมริกา และคู่หูคือสหราชอาณาจักร รวมทั้งเลขาธิการเนโต ตอบว่า…. “ยังไม่เชื่อ” สรุปคือยังเชื่อว่ารัสเซียพร้อมบุก พร้อมกับมีหลักฐานประกอบจากภาพถ่ายดาวเทียมจากฝั่งสหรัฐอเมริกาอีกแล้วว่า รัสเซียไม่ได้ทยอยถอนทหาร แต่กลับเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งทำให้ตอนนี้ คนติดตามข่าวต่างประเทศอย่างเรา ๆ งงไปหมดว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี คำว่า information operation, misinformation และ fake news หลั่งไหลเข้ามากระแทกความคิดทันที สิ่งที่กระแทกความคิดอีกก็คือ ข่าวที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางไซเบอร์ โจมตีเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนมาต่อเนื่องเช่นกัน ข่าวนี้จริงหรือปลอม ไม่ทราบได้ แต่ยูเครนออกมาพูดแล้วว่า รัสเซียทำจริง และเคยทำแบบนี้กับยูเครนเมื่อครั้งจะผนวกไครเมียด้วย แถม ๆ ข้อมูลเพิ่มอีกด้วยว่าหน่วยข่าวรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลัง แต่รัสเซียหรือจะยอมอยู่เฉย ๆ โดยบอกว่า หากถูกโจมตีทางไซเบอร์กลับ หรือถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาหรือพันธมิตรที่ช่วยยูเครน ก็พร้อมเพิ่มการปฏิบัติการไซเบอร์ต่อสหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันตกเช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ ไม่ใช่ fake…