การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านหรือ JCPOA จะไปทางไหน?

“ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการไม่แพร่กระจาย (nonproliferation) อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่มีประเทศมหาอำนาจและขั้วอำนาจสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน มาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศมหาอำนาจ 5 ชาติ ได้แก่ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร กับอิหร่านได้เจรจากันที่เวียนนา ออสเตรีย มากกว่า 8 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ เมษายน 2564 ครั้งล่าสุดเมื่อกลางกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) โดยมีสหรัฐฯ อดีตสมาชิก JCPOA เข้าร่วมด้วยอย่างไม่เป็นทางการ …การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ประเทศที่เกี่ยวข้องพูดคุยกันในเรื่องการกลับไปใช้ JCPOA แบบเวอร์ชั่น 2015 หรือข้อตกลงก่อนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจาก JCPOA เมื่อปี 2561 ด้วยเหตุผลเพราะต้องการ “ทำข้อตกลงใหม่” กับอิหร่าน (แต่ไม่สำเร็จ) นั่นเอง การกลับไปใช้ JCPOA…

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ : มรดกของสงครามเย็น และผลสืบเนื่องของระบบโลกแบบขั้วเดียว

หากมองการเมืองโลกเป็นหนังเป็นละคร โดยยกเอาความอาทรต่อชีวิตมนุษย์ที่กำลังเสี่ยงอันตรายออกไปก่อน สถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ด้านการระหว่างประเทศที่เกิดหลังทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ด้วยความที่ว่าคนรุ่นนี้เด็กเกินกว่าจะรู้ความในตอนที่สหภาพโซเวียตล่มสลายอันเป็นจุดจบของสงครามเย็นเมื่อปี 2534 จึงไม่มีประสบการณ์ร่วมโดยตรงกับ “สงครามเย็น” แต่ก็โตมากับช่วงรอยต่อที่สงครามเย็นยังไม่สิ้นกลิ่น จึงได้ยินคำว่า “สงครามเย็น” ลอยเข้าหูตั้งแต่เด็กยันโต จากที่เคยมีความสัมพันธ์แบบที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยพบหน้า จึงเป็นความตื่นตาตื่นใจกับการได้พบเจอด้วยตนเองและติดตามสถานการณ์เรียลไทม์พร้อมกับคนทั้งโลกเกี่ยวกับความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่เป็นมรดกตกทอดจากสงครามเย็น และยังเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้สำรวจถึงความพยายามสร้างดุลอำนาจ (balance of power) ของรัสเซีย เพื่อตอบสนองต่อบริบทเชิงโครงสร้างของประเทศหลังสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ครอบครองความเป็นเจ้าในระบบโลกแบบขั้วเดียว รากฐานของความขัดแย้งที่มาจากความไม่สบายใจของรัสเซียต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ และพันธมิตรในพื้นที่ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นเขตอิทธิพลดั้งเดิมของรัสเซีย เห็นได้จากข้อเรียกร้องของรัสเซียที่ต้องการหลักประกันด้านความมั่นคง (security guarantee) ที่สำคัญคือการไม่ให้ NATO รับประเทศอดีตสหภาพโซเวียต (รวมทั้งยูเครน) เข้าเป็นสมาชิก จุดยืนของรัสเซียดังกล่าวชัดเจนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มฟื้นสภาพความเป็นมหาอำนาจขึ้นมาได้ เห็นได้จากที่ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ประกาศหลักการ 5 ข้อ เมื่อปี 2551 ที่รวมถึงการจะสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิภาคนี้ที่เป็นผลประโยชน์พิเศษ (privileged interests) ของรัสเซีย และรัสเซียก็เคยทำสงครามกับประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่เอาใจฝักใฝ่ตะวันตกและอยากเข้าร่วม NATO มาก่อนแล้ว (สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย ปี 2551 และการผนวกเอาดินแดนไครเมียของยูเครน ปี 2557)…

บุก… ไม่บุก ยูเครน (ภาคต่อ ครั้งที่ 1) สหรัฐอเมริกาบอกว่าอีก 2-3 วัน

เล่าเรื่องนี้ ได้อีกหลายครั้งแน่ ๆ เพราะข่าวสารที่เข้ามา ดูเหมือนจะวนกลับไปในจุดเดิมว่า “รัสเซียจะบุกยูเครน” ก็สหรัฐอเมริกาโดยคุณลุงโจ หรือประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ยืนกรานด้วยตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 อีกครั้งว่า ภายในไม่กี่วันนี้ รัสเซียจะบุกยูเครนแน่ ๆ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่ตอนแรกจะไปยุโรปก็ต้องไปชี้แจงกับคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ก็บอกเช่นนี้ แล้วหลักฐานล่ะ… มีไหม? สหรัฐอเมริกาบอกว่ามี…. ภาพถ่ายดาวเทียมเช่นเคย แถมบอกว่า นอกจากรัสเซียจะไม่ได้ถอนทหารออกจากบริเวณชายแดนเบลารุส ที่นำไปฝึกซ้อมร่วมแล้ว กลับยิ่งเพิ่มจำนวน ยิ่งกว่านั้น เบลารุสบอกว่ารัสเซียไม่ต้องนำทหารและยุทโปกรณ์กลับนะ เอาไว้ที่นี่ก็ได้ หากเสร็จการซ้อมรบในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 เหนื่อยนะ…. จากการตามข้อมูลข่าวสาร ตามที่เคยเล่าไว้ในตอนที่แล้วว่า แยกไม่ค่อยออกว่าข่าวไหนเป็นปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation-IO) ของฝ่ายไหน แต่ที่เข้มข้นกว่านั้น คือ การตอบโต้ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียอยู่ในระดับที่สูสีกัน โดยสหรัฐอเมริกาบอกว่า เดี๋ยวจะขับนักการทูตรัสเซียออกจากสหรัฐอเมริกา หลังจากที่รัสเซียขับนักการทูตเบอร์ 2 ออกจากมอสโก…

ทิศทางราคาหุ้น Activision Blizzard (ATVI) ไตรมาส 1 ปี 2565

หุ้น ATVI ของ Activision Blizzard กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมากอีกครั้ง หลังข่าวการเข้าลงทุนของ Warren Buffet และบริษัท Microsoft ในมูลค่ากว่า 70,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ราคาสามารถพุ่งขึ้นมามากกว่า 30% จากจุดต่ำสุดของปี 2564 เมื่อช่วงธันวาคม บริเวณราคา $57 มาปิดเหนือ $80 ได้ในช่วงต้นมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นจังหวะการกลับตัวออกจากตลาดขาลงระยะสั้นที่ค่อนข้างเร็ว (V-shaped recovery) แต่ไม่สามารถผ่านแนวต้านที่บริเวณ $86 ซึ่งเป็นแนวต้านตามแนวอัตราส่วน 61.8% Fibonacci ที่คำนวณจากระยะราคา $103 ถึง $57 ได้ หุ้น ATVI จึงปรับตัวย่อลงมาที่โซน $75-$82 เพื่อสร้างฐานราคาบริเวณแนวรับอัตราส่วน 50% Fibonacci ก่อน โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ขึ้นไปทดสอบแนวต้าน $86 อีกครั้งภายในช่วงกลางมีนาคม ก่อนจบไตรมาสแรกของปี ภาพรวมของหุ้น ATVI ปัจจุบันถือได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหุ้น…

ทิศทางดัชนี SET Index กุมภาพันธ์ 2565

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผยให้เห็นถึงแนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง เมื่อนักลงทุนในต่างประเทศแสดงความตระหนักถึงอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปถึง 7.5% สูงสุดในรอบ 40 ปี จนคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) วางแผนที่จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในการประชุมเดือนมีนาคม 2565 ทำให้เงินทุนปริมาณมหาศาลเริ่มไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ และทยอยเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกแทน โดยเฉพาะหุ้นไทย ซึ่งมีสัญญาณฟื้นตัวในกลุ่มหุ้นคุณค่า (value stock) เช่น อุตสาหกรรมธนาคาร และพลังงาน ที่เผยออกมาให้เห็นบ้างแล้ว ดัชนี SET Index จึงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายมกราคม-กลางกุมภาพันธ์ จากอานิสงค์ด้านเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติกว่า 20,000,000,000 บาท เข้ามาช่วยผลักดันมูลค่า โดยคาดหวังจะใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นเครื่องมือป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อที่กำลังขยายตัวในระยะนี้ ดัชนี SET Index จึงสามารถทะลุแนวต้านตามเส้นสีแดง (ภาพที่ 1) ขึ้นมาปิดเหนือ 1,680 จุด พร้อมการย่อเพื่อยืนยันการสร้างฐานราคาที่บริเวณดังกล่าวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี หากกล่าวในมิติการวิเคราะห์เทคนิคัล ลักษณะการเคลื่อนที่ของกราฟ SET Index ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยได้หลุดออกจากกรอบสามเหลี่ยมสัญญาณกลับตัวขาลง (rising wedge) มาได้แล้วเมื่อช่วงปลายปี 2021 และยังสามารถพยุงราคาและแรงซื้อให้อยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไปได้…

Transatlantic Quad และบทบาทในสถานการณ์ยูเครน

สถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรปจากกรณีรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงปลายกุมภาพันธ์ 2565 เนื่องจากการเจรจาการทูตทั้งในกรอบทวิภาคี (bilateral) และพหุภาคี (multilateral) ยังไม่บรรลุผลเป็นข้อตกลงหรือทางออกจากปัญหาดังกล่าว ที่หลายฝ่ายวิตกว่ารัสเซียจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน เหมือนเมื่อปี 2557 ที่เสมือนเป็น “ภาพจำ” ที่ทำให้การเคลื่อนไหวทางการทหารของรัสเซียน่าหวาดระแวงสำหรับประเทศตะวันตกหลายประเทศ หนึ่งในกลุ่มประเทศที่ติดตามสถานการณ์ในยูเครนอย่างใกล้ชิด คือ กลุ่ม “Transatlantic Quad” ซึ่งรวมกัน 4 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ที่เพิ่งจัดการหารือ 4 ฝ่ายพร้อมกันในประเด็นยูเครนเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2565 โดยผู้เข้าร่วมเป็นระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับผลการหารือดังกล่าวก็เป็นการย้ำว่า สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร จะร่วมมือกันตอบโต้รัสเซียหากใช้กำลังทหารรุกรานยูเครน และจะร่วมกันปกป้องอธิปไตยของยูเครน รวมทั้งความมั่นคงของยุโรป การประชุมของกลุ่ม Transatlantic Quad นี้มีขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่มีสถานการณ์ยูเครน ส่วนการหารือครั้งแรกจัดไปแล้วเมื่อ 20 มกราคม 2565 ที่เยอรมนี เน้นประเด็นใช้การทูตเป็นช่องทางหารือและป้องกันไม่ให้รัสเซียแสดงพฤติกรรมแข็งกร้าวต่อยูเครน กับเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ความร่วมมือและท่าทีของกลุ่ม…

ผู้นำฟินแลนด์กับฉายา Putin whisperer

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครน เราได้เห็นความพยายามของผู้นำในยุโรปที่แสดงบทบาทเป็น “ตัวกลาง” ในการไกล่เกลี่ยปัญหา เพราะฝ่ายที่ดูเหมือนว่าพูดคุยด้วยยาก เนื่องจากเก็บงำความรู้สึกนึกคิดในเรื่องนี้ได้ดีเหลือเกิน ก็คือ “ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน” ของรัสเซีย ที่นอกจากจะย้ำซ้ำ ๆ ว่าไม่มีแผนการจะบุกรุกยูเครน และยืนยันความต้องการให้เนโตยืนยันว่าจะไม่รับยูเครนเป็นสมาชิกใหม่แล้ว ประธานาธิบดีปูตินก็ยังมีท่าทีที่สงบเยือกเย็น จึงทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ต้องเข้าหาเพื่อทำความเข้าใจและหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ กรณีที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2565 คือ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสเดินทางไปหารือแบบตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่มอสโกเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2565 จนได้ผลลัพธ์ออกมาบอกกับประชาคมระหว่างประเทศว่า “ประธานาธิบดีปูตินให้คำมั่นว่าจะไม่คงกำลังทหารไว้ใกล้ยูเครน และจะถอนทหารออกจากเบลารุสทันทีที่เสร็จสิ้นการฝึกร่วม” นั้น ทำให้สื่อต่างประเทศมองว่า ประธานาธิบดีมาครงอาจกลายเป็นผู้ดำเนินบทบาท “Putin whisperer” หรือผู้ที่จะพูดคุยกับประธานาธิบดีรัสเซียได้อย่างราบรื่น แทนนางแองเคลา เมเคิล ที่ยุติบทบาทในฐานะผู้นำเยอรมนีไปเมื่อปลายปี 2564 อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าฝ่ายรัสเซียจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ประธานาธิบดีมาครงประกาศ โดยโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียออกมาปฏิเสธแทบจะทันทีว่า ประธานาธิบดีปูตินไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่คงกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ไว้ใกล้ยูเครน และไม่ได้ให้สัญญาว่าจะถอนทหารออกจากเบลารุสด้วย บทบาทของประธานาธิบดีมาครงทำให้เราสนใจขึ้นมาว่า นอกจากฝรั่งเศส และเยอรมนี 2 มหาอำนาจในยุโรปแล้ว จะพอมีผู้นำคนไหนในยุโรปที่พูดคุยและหารือกับประธานาธิบดีปูตินได้อีกบ้าง? ในที่สุด…เราก็พบว่า หนึ่งในผู้นำที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซีย จนได้รับฉายาว่า…

บุก… ไม่บุก ยูเครน (ภาคต่อ) ยูเครนอาจต้องเป็นฝ่ายตัดสินใจ

ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียได้ตอบผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียแล้วว่า “ไม่บุก” และกำลังทยอยถอนกำลังที่ซ้อมรบร่วมกับเบลารุส และทำให้ยูเครนที่ไม่สบายใจ หายใจออกได้มากขึ้นแล้ว ส่วนเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2565 ที่สื่อตะวันตกอ้างข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาว่ารัสเซียจะบุกยูเครนก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกฝ่ายน่าจะสบายใจ แต่ก็ยังไม่เป็นตามนั้น เพราะสหรัฐอเมริกา และคู่หูคือสหราชอาณาจักร รวมทั้งเลขาธิการเนโต ตอบว่า…. “ยังไม่เชื่อ” สรุปคือยังเชื่อว่ารัสเซียพร้อมบุก พร้อมกับมีหลักฐานประกอบจากภาพถ่ายดาวเทียมจากฝั่งสหรัฐอเมริกาอีกแล้วว่า รัสเซียไม่ได้ทยอยถอนทหาร แต่กลับเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งทำให้ตอนนี้ คนติดตามข่าวต่างประเทศอย่างเรา ๆ งงไปหมดว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี คำว่า information operation, misinformation และ fake news หลั่งไหลเข้ามากระแทกความคิดทันที สิ่งที่กระแทกความคิดอีกก็คือ ข่าวที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางไซเบอร์ โจมตีเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนมาต่อเนื่องเช่นกัน ข่าวนี้จริงหรือปลอม ไม่ทราบได้ แต่ยูเครนออกมาพูดแล้วว่า รัสเซียทำจริง และเคยทำแบบนี้กับยูเครนเมื่อครั้งจะผนวกไครเมียด้วย แถม ๆ ข้อมูลเพิ่มอีกด้วยว่าหน่วยข่าวรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลัง แต่รัสเซียหรือจะยอมอยู่เฉย ๆ โดยบอกว่า หากถูกโจมตีทางไซเบอร์กลับ หรือถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาหรือพันธมิตรที่ช่วยยูเครน ก็พร้อมเพิ่มการปฏิบัติการไซเบอร์ต่อสหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันตกเช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ ไม่ใช่ fake…

ทิศทางราคาทองคำ เดือนกุมภาพันธ์ 2565

ตั้งแต่ราคาทองคำตามตลาดโลก (รหัส XAUUSD) พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ประมาณเกือบ $2,100 ต่อทรอยออนซ์ เมื่อช่วงกลางปี 2563 จากเหตุการณ์ไวรัส COVID-19 ระบาดในระลอกแรก จนนักลงทุนทั่วโลกพยายามหันกลับมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปิดประเทศ และความเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (global supply chain) แต่ไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านที่บริเวณ $2,050-$2,100 ได้ จึงเข้าสู่ระยะพักตัว (continuation pattern) แล้วขยับอยู่ในกรอบราคาระหว่าง $1,675 และ $1,950 เป็นเวลามากกว่า 1 ปีจนถึงปัจจุบัน โดยยังไม่หลุดออกจากแนวรับสำคัญของกรอบสามเหลี่ยมพักตัว (ตามภาพที่ 1) ซึ่งจะเห็นได้ว่าทองคำมีการปฏิเสธราคาอย่างรุนแรงทุกครั้งที่ถูกเทขายจนราคาดิ่งลงไปบริเวณแนวรับของกรอบสามเหลี่ยม ทั้งบริเวณ $1,150 $1,300 $1,675 และ $1,745 เป็นสิ่งสะท้อนได้ดีว่าทองคำยังไม่หลุดออกจากตลาดขาขึ้น (bull trend) และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต หากสามารถทะลุแนวต้านกรอบสามเหลี่ยมออกไปได้ เมื่อช่วงมกราคม 2565 ที่ผ่านมาทองคำได้พยายามทะลุแนวต้านที่ $1,830 แล้วขึ้นไปแตะแนวต้านที่ $1,850…

ภาษีแบบสังคมนิยมและกระจายอำนาจแบบ web3.0

มนุษย์เราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน ทั้งรูปลักษณ์ หน้าตา สีผิว ความสมบูรณ์ของร่างกาย และฐานะ …สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อโอกาสในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษา ไปจนถึงหน้าที่การงานและการสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม รัฐมีเครื่องมือลดความแตกต่างนี้ลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า “สวัสดิการ” จากรัฐ ที่เปลี่ยนบริการบางอย่างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสาธารณะ หรือควบคุมไว้ไม่ให้เกิดการผูกขาด ภายใต้การบริหารงบประมาณจากการเก็บภาษีตามอัตราส่วนต่าง ๆ แนวคิดของการบริหาร “ภาษี” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมงบประมาณ ทั้งจากผู้มีรายได้สูงและรายได้ต่ำ โดยใช้ในการบริการประชาชนทุกระดับ ดังนั้น ภาษีจึงมีส่วนช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ โดยเฉพาะในลักษณะของ “รัฐสวัสดิการ” ที่จะมีการเก็บภาษีจากโอกาสต่างๆ มาชดเชยค่าเสียโอกาสต่างๆ เช่น การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม (ECO TAX) จากผู้ก่อมลพิษเพื่อจูงใจให้ลดการก่อมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป การเก็บภาษีน้ำจากการทำเกษตรเพื่อสร้างรายได้สำหรับการอนุรักษ์ระบบนิเวศในระดับลุ่มน้ำ ภาษีถือเป็นการให้มูลค่ากับสิ่งต่างๆ เป็นการตีความทางตัวเลขเพื่อเปรียบเทียบค่าเสียโอกาสต่างๆ และเพิ่มเติมชดเชยให้เหมาะสม จากแนวคิดดังกล่าว ในอนาคตมนุษย์หากคนคนหนึ่งเกิดมามีความพิการ 60% จะได้รับการชดเชยเพื่อสร้างโอกาสให้เท่าเทียมกับคนที่เกิดมาสมบูรณ์ 100% นั่นหมายความว่า คนที่เกิดมาสมบูรณ์จะต้องทำ 140% เพื่อชดเชยให้คนพิการ หรือแบ่งให้เป็น 80% เท่ากันทั้งสองคน ถือเป็นความรับผิดชอบของส่วนรวมทางสังคมภายใต้แนวคิดแบบอำนาจนิยมที่จัดสรรให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในยุคที่ทุกอย่างสามารถตีค่าชี้วัดออกมาเป็นตัวเลขได้ ซึ่งในสังคมรูปแบบนี้ บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ก็จะต้องเสียภาษีคืนกำไรให้กับสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะรับผิดชอบต่อกลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการหรือได้รับผลกระทบจากธุรกิจนั้นๆ ไม่ใช่แค่ภาษีและการตีมูลค่าตัวเลขเท่านั้น แต่…