เหตุและผลการประชุม Summits for Democracy

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2564 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำประชาธิปไตย หรือ Summits for Democracy ระหว่าง 9-10 ธันวาคม 2564 โดยเป็นการประชุมแบบออนไลน์ ที่สหรัฐฯ เชิญผู้นำต่างประเทศ ผู้นำภาคประชาสังคม และภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อร่วมกันฟื้นฟูค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับต่อต้านค่านิยมเผด็จการและอำนาจนิยม และการคอร์รัปชัน การประชุม Summits for Democracy นี้เป็นการประชุมครั้งแรก และจะถือว่าเป็นความคืบหน้าของประธานาธิบดีไบเดนที่จะ “ทำตามสัญญา” เพราะเขาได้หาเสียงไว้ตั้งแต่ก่อนชนะการเลือกตั้งว่าจะจัดการประชุมดังกล่าว เพื่อรวมผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยและมีค่านิยมสอดคล้องกับสหรัฐฯ ให้มาร่วมแสดงพลังด้วยการแถลงนโยบาย ให้คำมั่น เสนอแผนปฏิรูป รวมทั้งหารือกันเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายที่ประชาธิปไตยกำลังเผชิญ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ผูกโยงอยู่กับประเด็น “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” ตลอดจนกำหนดเป้าหมายใหม่ ๆ ไปด้วยกัน นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ ได้สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนที่สามารถแสดงบทบาทในเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยด้วย นี่คือตัวอย่างของความพยายามแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ อย่างครอบคลุม…

ข้ามให้พ้นโลกยุค COVID-19

นับตั้งแต่ชาวโลกเริ่มได้ยินเรื่องของเชื้อไวรัสซาร์สสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ที่ระบาดในจีนตั้งแต่ธันวาคม 2562 ปัจจุบันก็เกือบจะครบรอบ 2 ปีแล้วที่เราอยู่กับโรค COVID-19 หลายชีวิตที่จากไป ธุรกิจมากมายที่ล้มลง และอีกหลายหลายผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่มีพื้นที่และมิติใดของสังคมที่หลบเลี่ยงไปได้ วิกฤตครั้งนี้คือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์อย่างมากมายที่สุดในรอบศตวรรษ และจริงอยู่ที่ว่าผลกระทบก็ยังดำเนินต่อเนื่อง แต่หากมองผ่านกรอบแว่นของผู้ศรัทธาในความเป็นมนุษย์และทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่เชื่อว่าความพิเศษของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์คือการปรับตัวและวิวัฒน์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ตอนนี้ก็คงจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องข้ามให้พ้นโลกยุค COVID-19 คือการมองไปข้างหน้าว่าโลกหลังยุค COVID-19 จะเป็นเช่นใด และเราจะอยู่กับโลกแบบนั้นอย่างไร 1. โลกของ “ปัจเจกที่รวมกลุ่มกันตามความสมัครใจอย่างไร้พรมแดน” การก่อกำเนิดและเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๔๓) จนถึงปัจจุบัน นํามาซึ่งการเสื่อมถอยของการผูกขาดอำนาจรัฐด้านการใช้สื่อเพื่อกำหนดอัตลักษณ์และค่านิยมร่วมกันของสังคม จากการที่สื่อสังคมออนไลน์ทําให้รัฐสูญเสียอํานาจในการผูกขาดสื่อมวลชนที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางการเล่าเรื่อง (narrative) กลุ่มคนชายขอบที่ไม่เคยมีที่ยืนในสังคมสามารถครอบครองสื่อสังคมออนไลน์และรวมกลุ่มกันได้โดยไม่ต้องมีต้นทุน สังคมโลกยุคใหม่จึงเต็มไปด้วยอัตลักษณ์และค่านิยมหลากหลาย ทั้งที่เคยถูกกดทับไว้ และที่เพิ่งถือกําเนิดขึ้นมา “ปัจเจกที่รวมกลุ่มกันตามสมัครใจอย่างไร้พรมแดน” เป็นตัวแสดงที่เพิ่มบทบาทจนอาจจะเป็นตัวแสดงหลักของสังคมระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อถูกเสริมแรงด้วยวิกฤตโรค COVID-19 ที่ทำให้ปัจเจกบางกลุ่มสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐ 2. การรุกกลับของรัฐ แต่ในอีกทางหนึ่ง วิกฤตโรค COVID-19 ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่รัฐใช้อ้างความชอบธรรมในการทวงคืนและเพิ่มพูนอำนาจรัฐที่เริ่มเสื่อมถอยหลังจากที่แนวคิดโลกาภิวัตน์โดดเด่นขึ้นมาเป็นกระแสหลักที่ใช้อธิบายลักษณะของสังคมโลกห้วงทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา โดยมีสื่อมวลชนและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งสังคมโลกหลอมรวมเป็นสังคมเดียวกันที่ไร้พรมแดน แต่การอุบัติของโรค COVID-19 ทำให้เส้นเขตแดนที่เริ่มเลือนสลายกลับชัดเจนและเข้มข้นยิ่งขึ้น รัฐแต่ละรัฐกลับไปตระหนักถึงสภาพความเป็นอนาธิปไตยของประชาคมระหว่างประเทศ ที่“การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” จะสำเร็จได้ก็ด้วยการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก…

หมู่บ้านจีนในเขตรัฐอรุณาจัลประเทศ: ชนวนใหม่ความขัดแย้งจีน-อินเดีย

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เสนอรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างจีน-อินเดียต่อสภาคองเกรส โดยเอกสารฉบับดังกล่าวนั้นมีการกล่าวถึงปัญหาข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงการเจรจาเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทางด้านพรมแดนระหว่างกัน . เอกสารดังกล่าวระบุว่า “ความก้าวหน้าในการเจรจาเรื่องพรมแดนระหว่างจีน-อินเดียนั้น มีอยู่อย่างจำกัด พร้อมระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากฝั่งจีนเป็นสำคัญ” แต่ที่ถือเป็นจุดเน้นสำคัญของเอกสารฉบับนี้คือการระบุว่า จีนมีความพยายามในการกดดันอินเดียอย่างมากและใช้ยุทธวิธีมากมายเพื่อครอบครองดินแดนพิพาท . และที่ปรากฏในเอกสารคือการจัดตั้งหมู่บ้านของพลเรือนตามแนวพรมแดนพิพาทระหว่างจีน-อินเดีย ทั้งนี้เอกสารยังลงรายละเอียดว่าจีนได้มีการตั้งหมู่บ้านในเขตพิพาทระหว่างสอง ประเทศด้วย นั่นคือในดินแดนรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว . เมื่อเอกสารฉบับดังกล่าวได้เผยแพร่ออกมาไม่นานนัก สำนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศได้มีการสำรวจพื้นที่บริเวณรัฐอรุณาจัลประเทศอีกครั้งอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลตามการรายงานของฝั่งอินเดียพบสิ่งผิดปกติมากมาย . กล่าวคือจากการสำรวจจากภาพถ่ายทางดาวเทียม พบว่าในบริเวณพื้นที่พิพาทเหนือรัฐอรุณาจัลประเทศนั้น มีหมู่บ้านของจีนเกิดขึ้นใหม่จำนวนหลายหลังคาเรือน จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าหมู่บ้านเหล่านี้ถูกจัดตั้งเลยออกมาจาก “เส้นควบคุมตามจริง (Line of Actual Control)” เข้ามาในฝั่งอินเดีย . แม้ว่าจะมีการทำรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องการสร้างหมู่บ้านของจีนตามแนวพรมแดนของอินเดีย หรือแม้กระทั่งบางส่วนถูกมองว่าล้ำเข้ามาในเขตของอินเดียด้วยซ้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือหน่วยงานของอินเดียมักปฏิเสธเรื่องที่เกิดขึ้น . ยกตัวอย่างเช่นสำนักข่าว NDTV ของอินเดียได้สอบถามถึงเรื่องดังกล่าวไปยังกองทัพบกของอินเดีย ซึ่งได้ตอบกลับมาว่า “พื้นที่ดังกล่าวตามพิกัดอ้างอิงนั้นอยู่บริเวณตอนเหนือของเส้นควบคุมตามจริงซึ่งอยู่ในอาณาเขตของจีน” . นอกจากการตอบข้อสงสัยดังกล่าวจากทางกองทัพอินเดียแล้ว ไม่มีหน่วยงานอื่นใดของรัฐบาลอินเดียให้คำตอบต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จึงยังคงเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าสุดท้ายแล้วหมู่บ้านจำนวนมากที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในเขตของอินเดียหรือไม่ . แม้ว่าปริศนาดังกล่าวจะยังไม่ถูกไขให้กระจ่างชัด แต่เป็นที่ยอมรับกันว่านับตั้งแต่อินเดียเกิดปัญหาการเผชิญหน้ากันเมื่อปี 2563 รัฐบาลจีนได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคงตามแนวพรมแดนทิเบตกับอินเดียอย่างมาก มีการปฏิรูประบบกองทัพใหม่…

รัฐบาลอินเดียถอนกฎหมายการเกษตร เพื่อผลเลือกตั้งระดับรัฐปีหน้า

กฎหมายการเกษตรใหม่ของรัฐบาลอินเดียซึ่งผ่านรัฐสภาไปเมื่อช่วงเดือนกันยายนปี 2563 ถือเป็นชุดกฎหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มชาวนาในประเทศโดยเฉพาะในเขตทางภาคเหนือ ส่งผลให้ตลอด 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ชาวนามีการประท้วงกฎหมายการเกษตรทั้ง 3 ฉบับมาโดยต่อเนื่อง…

อินเดียหั่นราคาน้ำมันพยุงเศรษฐกิจ

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นมาทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ของหลายประเทศกลับเข้าสู่ช่วงทรงตัวมากยิ่งขึ้น และหลายประเทศมีนโยบายเปิดประเทศ รวมถึงเลือกที่จะอยู่กับโควิด-19 ให้ได้…

มลพิษทางอากาศ: ภัยคุกคามสุขภาพชาวอินเดีย

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ประเทศอินเดียมีการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี หรือเทศกาลแห่งแสงไฟของศาสนาฮินดู ตลอดจนซิกข์และเชน ที่ฉลองในฤดูใบไม้ร่วง มีการใช้แสงสว่างเพื่อแสดงถึงชัยชนะเหนือความมืดมิด และความดีเหนือความชั่ว ซึ่งถือเป็นเทศกาลใหญ่ที่สุดเทศกาลหนึ่งของประเทศ ประชาชนชาวฮินดูทุกหลังคาเรือนจะออกมาเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งแสงสว่างนี้ด้วยการจุดตะเกียงหรือจุดพลุ…

ไทยอาจต้องเผชิญราคาค่าไฟฟ้าแพงในปีหน้า

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ปัจจุบันต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบทางด้านพลังงานจากภายนอกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ราคาพลังงานของประเทศไทยต้องพึ่งพากลไกราคาของตลาดโลกเป็นสำคัญ …

ทำไมอินเดียลุกขึ้นมาประสานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่อัฟกานิสถาน

นับตั้งแต่กลุ่มตอลีบันขึ้นมามีอำนาจในอัฟกานิสถาน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านที่มีความสำคัญอย่างมากในประเทศโดยเฉพาะการบริหารจัดการบ้านเมืองให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติหลังจากเผชิญสงครามกลางเมืองมาเป็นเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์รอบนอกที่ไม่เป็นใจ ผนวกกับตอลีบันถูกรัฐบาลคว่ำบาตรทางการเงิน ทำให้รัฐบาลอัฟกานิสถานปัจจุบันไม่สามารถนำเงินฝากจำนวนมากที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาออกมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

ไทยอาจช้าไปหรือไม่กับเป้าหมาย Net Zero Emission ปี 2608

กล่าวคือหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการประกาศเป้าหมายสู่ Net Zero Emission ตามรายงานของ Energy & Climate Intelligence Unit พบว่าประเทศไทยอาจมีเป้าหมายที่นานที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ที่ช้าที่สุดอยู่ที่ราวปี 2603 เช่นจีน และอินโดนีเซีย เป็นต้น

ทำความรู้จัก “Kimjongunism” ลัทธิเชิดชูผู้นำเกาหลีเหนือยุคใหม่

เมื่อปลายตุลาคม 2564 หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังโปรโมทหลักคิดและอุดมการณ์ “Kimjongunism” (หรือ 김정은주의 ในภาษาเกาหลี) ที่เน้นเชิดชูคุณงานความดีของตัวผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน หรือนายคิม จอง-อึน ผู้นำหนุ่มวัย 37 ปีที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 2554 โดยหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ให้เหตุผลว่า นายคิม จอง-อึนไม่อยากอยู่ภายใต้ “เงา” ของอดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออย่างนายคิม อิล-ซุง ผู้เป็นปู่และนายคิม จอง-อิล ผู้เป็นบิดาของเขาเองอีกต่อไป นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ตัวเขาเองไม่ชอบระบบที่ผู้นำรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ โดยเฉพาะการที่เขาต้องปฏิบัติตามประเพณีที่สร้างโดยคนรุ่นก่อน ๆ เขาจึงใช้อุดมการณ์ใหม่นี้เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารภายในประเทศ ให้เป็นสไตล์ของเขาเอง นอกจากนี้ สื่อเกาหลีเหนืออย่าง NK News เองก็รายงานว่า ปัจจุบันมีการย้ายรูปภาพของอดีตผู้นำสูงสุดทั้ง 2 คนออกไปจากอาคารสำนักงานของรัฐบาลในกรุงเปียงยางด้วย บ่งชี้ว่าครั้งนี้ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจริงจังที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของตัวเองให้แข็งแกร่งและเป็นตัวของตัวเอง ก่อนที่จะครบรอบ 10 ปีการเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของระเทศใน 17 ธันวาคมนี้ การเผยแพร่อุดมการณ์หรือหลักนิยมที่เน้นเชิดชูผู้นำเกาหลีเหนือครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมามีการสร้างลัทธิ “Kimilsungism” และ “Kimjongilism” มาแล้วทั้งในสมัยผู้นำรุ่นแรกและรุ่นที่สอง ทั้งหมดนั้นเพื่อยกย่องบทบาทของผู้นำสูงสุดทั้งในฐานะผู้บริหารประเทศและผู้นำกองทัพ ที่ทำให้สังคมนิยมแบบเกาหลีมีความก้าวหน้าและเข้มแข็ง ตลอดจนแสดงความเข้มแข็งของเกาหลีเหนือ…