อินเดีย-จีน สายสัมพันธ์แบบ “รักไม่ได้-เกลียดไม่ลง”

อินเดียและจีนต่างถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชียมาอย่างต่อเนื่องด้วยขนาดประชากรที่มีจำนวนมาก ตลอดจนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่สำคัญไปกว่านั้นทั้งสองประเทศต่างได้รับผลกระทบอย่างมากจากช่วงอาณานิคม ซึ่งทำให้ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิทั้งสองเสื่อมถอย

ประเทศไทยน่าจะเป็นดินแดนในฝันของชนเผ่าเร่ร่อนในยุคดิจิทัล

สังคมมนุษย์ยุคบรรพกาล ที่มนุษย์ยังดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ สังคมมนุษย์ในยุคนั้นยังเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ที่ย้ายถิ่นที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นหลักแหล่ง จนกระทั่งเมื่อรู้จักการทำเกษตร มนุษย์ส่วนใหญ่จึงเริ่มลงหลักปักฐาน ตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชน คงมีเหลือแค่บางเผ่าที่ยังคงวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน ซึ่งปัจจุบันก็เหลือน้อยมาก ๆ

“The Battle at Lake Changjin” ความหมายใหม่ต่อสายสัมพันธ์จีน-สหรัฐอเมริกา

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมาถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศจีน เนื่องจากเป็นวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นวันหยุดยาวของคนจีนที่จะกินเวลามากถึง 7 วันเต็ม โดยคนจีนจำนวนมากจะพาครอบครัวออกไปท่องเที่ยวและพักผ่อน

อินเดีย กับ AUKUS: การตอบสนองและท่าทีที่ไม่ค่อยชัดเจน

การประกาศความร่วมมือทางด้านความมั่นคงสามฝ่ายระหว่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย หรือที่เรียกว่า AUKUS เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2564 ได้สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งโลก ดูเหมือนว่า AUKUS ไม่ได้สร้างความหวาดวิตกกับจีนอย่างที่คิด ในทางกลับกัน ข้อตกลงนี้กลับทำให้บรรดาพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา และพื้นที่อื่น ๆ ต้องกลับมาตั้งคำถามกับผลประโยชน์ของตัวเองในข้อตกลงนี้ หนึ่งในนั้นก็คืออินเดีย

BURMA Act : อะไรอยู่ในร่างกฎหมายที่สหรัฐฯ จะใช้จัดการสถานการณ์ในเมียนมา?

กฎหมายของสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ และล่าสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2564 สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ นำโดยนาย Gregory W. Meeks ส.ส.นครนิวยอร์ก สังกัดพรรคเดโมแครต และประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เสนอร่างกฎหมาย Burma Unified through Rigorous Military Accountability Act of 2021 หรือ BURMA Act เนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางที่รัฐบาลสหรัฐฯ ควรดำเนินการต่อเมียนมาเพื่อให้เป็นผลดีต่อประชาชนและประชาธิปไตย

หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กับภารกิจ solving mysteries : โรคระบาดและโรคประหลาด

ประชาคมข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (Intelligence Community-IC) กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในการทำงาน ทั้งต้องต่อต้านข่าวกรองต่างประเทศจากนานาชาติที่จ้องจะไขความลับในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ และก็ยังต้องพิสูจน์ทราบที่มาที่ไปของโรคระบาดและโรคประหลาดที่เป็นภัยคุกคามของชาวอเมริกันทั้งในประเทศและในต่างประเทศ โรคประหลาดที่เป็นอีก 1 ความท้าทายของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันในต่างประเทศ และยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนว่ามีต้นเหตุมาจากอะไร ก็คือ “ฮาวานา ซินโดรม” หรือ Havana Syndrome

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่รุนแรงขึ้น

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดังกล่าว รวมถึงวิกฤตด้านพลังงานของโลก เกิดมาจากสาเหตุสำคัญทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน โดยในฝั่งอุปสงค์ เกิดวิกฤตความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่สูงขึ้นอย่างมาก จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากพิษ COVID-19 ในหลายประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งความต้องการพลังงานในเอเชีย โดยจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคพลังงานขนาดใหญ่ของโลก กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก

เมื่อ ADB รับเทรนด์โลก เร่งให้อาเซียนลดใช้พลังงานถ่านหินเร็วกว่ากำหนด

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ประกาศเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2564 จะจัดตั้งกองทุนเพื่อซื้อโรงงานถ่านหินและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน โดยจะเริ่มซื้อโรงงานถ่านหินในอาเซียนเป็นครั้งแรกในปี 2565-2566 เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อเร่งปิดตัวโรงงานถ่านหินในอาเซียน โดยหวังผลเพื่อเร่งให้ประเทศในอาเซียนบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำรวดเร็วยิ่งขึ้น

ธุรกิจทั่วโลกเสี่ยงล้มละลายเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2565 หลังรัฐบาลทั่วโลกเตรียมถอนมาตรการทางเศรษฐกิจและขึ้นดอกเบี้ย

บริษัทด้านสินเชื่อของฝรั่งเศส Euler Hermes เปิดเผยรายงานเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2564 ว่า อัตราการล้มละลายของธุรกิจทั่วโลก อาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 15% ในปี 2565 จากสองเหตุผลหลัก คือ รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก กำลังเตรียมที่จะยกเลิกมาตรการสนับสนุนและช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเพื่อให้บริษัทต่างๆ สามารถอยู่รอดได้ หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ความน่าเชื่อถือที่เสื่อมถอยลงของ IMF และ World Bank มาจากความไม่โปร่งใสของรายงาน Doing Business

บริษัทด้านกฎหมายของสหรัฐฯ ที่สืบสวนความผิดปกติและไม่โปร่งใสของรายงาน “Doing Business” ประจำปี 2561 กล่าวหานาง Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) และนาย Jim Yong Kim อดีตประธาน World Bank ว่า ได้กดดันให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานดังกล่าว เปลี่ยนแปลงข้อมูลเพื่อปรับอันดับของจีนให้ดีขึ้น