Tuesday's Briefing: Kamala Harris, Oakland native, is Joe Biden's running mate; San Leandro police chief makes carjacking arrest | East Bay Express

สหรัฐฯ ย้ำยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกและให้ความสำคัญกับอาเซียน

สหรัฐฯ แม้จะยุ่ง ๆ อยู่กับสถานการณ์ในอัฟกานิสถานในห้วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งอินโด-แปซิฟิก โดยยังประกาศยืนยันให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จะเดินหน้ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้างและเสรี (Free and open Indo-Pacific) รวมทั้งจะสนับสนุนบทบาทของอาเซียนให้เป็นแกนกลางของภูมิภาค (ASEAN Centrality) พร้อมกับเสนอตัวสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนที่เคารพการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายของทุกประเทศ   ท่าทีดังกล่าวมาจากรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริสของสหรัฐฯ ระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่เยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้สื่อมวลชนต่างประเทศไม่ได้ให้ความสนใจการเยือนเอเชียครั้งนี้มากเท่ากับการถอนทหารในอัฟกานิสถาน แต่รองประธานาธิบดีแฮร์ริสก็ยังทำตามหน้าที่ โดยแถลงที่ Garden by the Bay ว่า สถานการณ์ในอัฟกานิสถานทำให้สหรัฐฯ มั่นใจว่าความร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วนนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และจะเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรมีความมั่นคงในยุคสมัยใหม่ (New Era) ที่มีความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ตลอดเวลา สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับสิงคโปร์ เวียดนาม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพราะสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งและมีผลประโยชน์อยู่ภูมิภาคนี้ ซึ่งแม้นางคามาลา แฮร์ริสไม่ได้พูดตรง ๆ แต่นั่นหมายถึงมูลค่าการค้าที่มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี…

พระพรหมไทยในไทเป : เทพเจ้าฮินดูที่กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย

ในซอยเล็ก ๆ กลางไทเป ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าซ่งเจียงหนานจิง เป็นที่ตั้งของรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียที่กำลังมีบทบาทต่อการเสริมสร้างพลังใจให้ชาวใต้หวัน โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาว   พื้นที่เล็ก ๆ บริเวณหัวมุมถนนคลุมไว้ด้วยเต๊นท์ผ้าใบสีแดงสด ปิดบังบรรยากาศภายในไว้ด้วยกระถางใส่ดอกไม้สดนับร้อยช่อ และพวงมาลัยเจ็ดสีหลายศอกแขวนยาวเป็นพืด ให้อารมณ์เหมือนเป็นร้านขายดอกไม้ที่ปากคลองตลาดผสมกับศาลใต้ต้นไทรท้ายซอย ต้องเดินผ่านประตูรั้วและมองทะลุควันธูปเข้าไป จึงจะเห็นว่าเป็น “พระพรหม” ที่ประดิษฐานเป็นประธานอยู่ข้างในนั้น ตามที่ชื่อสถานที่บอกไว้ว่าที่แห่งนี้คือ “Changchun Phra Phrom” หรือศาลพระพรหมฉางชุน   ผมเจอสถานที่แห่งนี้โดยบังเอิญบน Google Map ขณะเดินเล่นที่ไต้หวัน สิ่งที่เตะตาจนสงสัยและถึงกับต้องตามไปดูของจริงก็ด้วยการสะกดคำว่าพระพรหมตามแบบราชบัณฑิตไทยว่า “Phra Phrom” ซึ่งต่างจากการสะกดว่า “Brahma” ตามแบบสากล ซึ่งทำให้อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นพระพรหมที่ไต้หวันได้อิทธิพลมาจากไทยมากกว่าอินเดีย ก็เลยสงสัยขึ้นมาถึงที่มาที่ไปว่าพระพรหมของไทยมาโผล่อะไรเอาตรงนี้   ในซอยเล็กริมถนนใหญ่ที่เป็นย่านธุรกิจสำคัญของไทเป เมื่อเดินหลุดผ่านรั้วเข้าไปในศาลพระพรหมฉางชุน เหมือนกับว่าผ่านประตูทะลุมิติโผล่ที่ไทย บรรยากาศบ้านเมืองแบบไต้หวันที่เคยรายรอบหายไป แทนที่ด้วยสิ่งแวดล้อมคุ้นตา พระพรหมสี่หน้า กระถางธูป ดอกดาวเรือง เครื่องทองเหลือง ฯลฯ ประกอบกันแล้วเหมือนเป็นศาลศักดิ์สิทธิ์ในมุมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร   มีเพียงชาวไต้หวันเป็นสิ่งยืนยันว่าตอนนี้ยังอยู่บนแผ่นดินไต้หวัน ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ศาลเล็ก ๆ แห่งนี้มีชาวไต้หวันที่ศรัทธาเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ประมาณด้วยสายตาแล้วส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยทำงานหรือกำลังเรียน…

ผู้อพยพชาวอัฟกัน: ความท้าทายครั้งสำคัญจากวิกฤติอัฟกานิสถาน

ปัญหาผู้อพยพชาวอัฟกันไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนานมากกว่า 40 ปีและจัดเป็นหนึ่งในวิกฤติผู้อพยพที่มีความยืดเยื้อมากที่สุดของโลก อัฟกานิสถานเผชิญกับภัยคุกคามและความท้าทายที่หลากหลายในประเทศ ทั้งความขัดแย้ง เหตุรุนแรง ภัยธรรมชาติ

อินเดียจะดำเนินนโยบายต่ออัฟกานิสถานอย่างไร ในวันที่ตอลิบันครองเมือง

สถานการณ์เข้ายึดกรุงคาบูลของกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้ถือได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมีผลอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับเอ่ยว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนฉากทัศน์ของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสมดุลของสมการด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ถือได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า “พลิกผัน” เพราะตลอดหลายปีมานี้นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2544 นั้น มหาอำนาจในเอเชียใต้อย่างอินเดีย ถือเป็นผู้สนับสนุนด้านมนุษยธรรม และลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในอัฟกานิสถาน อินเดียมีจุดยืนตรงข้ามกับกลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2539 ที่ตอลิบันเข้าปกครองอัฟกานิสถาน เพราะในช่วงเวลานั้นอินเดียให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือโดยใช้สถานทูตในกรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวเพื่อต่อสู้กับตอลิบัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลังการล่มสลายของรัฐบาลตอลิบันในปี 2544 อินเดียจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ทำไมอัฟกานิสถานถึงสำคัญกับอินเดีย สำหรับเหตุผลที่อินเดียให้ความสำคัญอย่างมากต่ออัฟกานิสถานคงไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ มากนัก นั่นคือประเด็นเรื่องความมั่นคงและการก่อการร้าย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาอินเดียกล่าวหากลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดว่าให้ที่พักพิงกลุ่มติดอาวุธที่ปฏิบัติการในพื้นที่แคชเมียร์ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอินเดีย ฉะนั้นการที่รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่อยู่ภายใต้การบริหารของตอลิบันจึงมีส่วนดีอย่างมากต่อการจัดการเรื่องความมั่นคงของอินเดีย ตลอดหลายปีก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน และกลุ่มตอลิบันจะกลับขึ้นมามีอำนาจนั้น อินเดียถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีมากโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความมั่นคงกับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ทั้งยังมอบทุนการศึกษาและงบประมาณจำนวนมากให้กับกองทัพอัฟกานิสถานเพื่อฝึกอบรมให้กับกองทัพและหน่วยข่าวกรองของอัฟกานิสถาน ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอินเดียได้ลงทุนด้านเศรษฐกิจให้กับอัฟกานิสถานไปมากถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ S Jaishankar รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียถึงกับกล่าวในการประชุมที่เจนีวาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่า “วันนี้ไม่มีส่วนใดของอัฟกานิสถานที่ไม่ถูกแตะต้องโดยโครงการมากกว่า 400 โครงการที่อินเดียดำเนินการใน 34 จังหวัดของอัฟกานิสถานทั้งหมด” อาจกล่าวได้ว่าอินเดียมีความผูกพันอย่างมากกับรัฐบาลอัฟกานิสถานในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…

ส่องมาตรการคุมการชุมนุมรอบโลก ขณะมวลมนุษยชาติมุ่งฝ่าวิกฤต COVID-19

ในรอบปี 2564 ที่ผ่านมา สถานการณ์ COVID-19 ยังคงอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้นวันละหลักแสนคน สาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา ที่สามารถติดต่อได้ง่าย ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง โลกกำลังอยู่ระหว่างความพยายามกระจายและฉีดวัคซีนในทุกภูมิภาค ในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ประชากรโลกร้อยละ 15.8 ได้รับวัคซีนครบทุกโดสแล้ว และร้อยละ 30.4 ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส

จีนกับดราม่าว่าด้วยสื่อมวลชน : กีฬาโอลิมปิกและอุทกภัยเมืองเจิ้งโจว

ในช่วงปลายกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม 2564 มีเรื่องราวเกี่ยวกับวงการสื่อมวลชนที่ดุเดือดในสื่อโซเชียลมีเดียของจีน และนักข่าวและนักการทูตจีนทั่วโลกนำไปโหมกระพือต่อในทวิตเตอร์จนพูดถึงกันทั่วโลกอยู่ 2 เรื่อง

การเดินทางของ HMS Queen Elizabeth กับ Global Britain ของสหราชอาณาจักร

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจการเดินทางของเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth (R08) ของสหราชอาณาจักร ที่ปัจจุบันกำลังเดินทางเข้าสู่น่านน้ำเอเชีย เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่สหราชอาณาจักรส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่เดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ตามวิสัยทัศน์ “Global Britain in a Competitive Age” ของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน   นายกรัฐมนตรีจอห์นสันประกาศว่า ปี 2564 จะเป็นปีที่สหราชอาณาจักรมีบทบาทสำคัญและขยายการมีส่วนร่วมในระดับโลก เพราะนอกจากจะเป็นประธานจัดการประชุม G7 การประชุมโลกร้อน (COP26) สหราชอาณาจักรจะส่งกองเรือพร้อมเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth เดินทางทั่วโลกเพื่อแสดงแสนยานุภาพด้านการทหาร รวมทั้งส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่า สหราชอาณาจักร หลัง Brexit พร้อมจะเป็นผู้เล่นหลักในด้านความมั่นคงทางทะเลที่พึ่งพาได้ และพร้อมจะร่วมมือกับประเทศที่มีค่านิยมสอดคล้องกัน   Global Britain เป็นแนวคิดที่สหราชอาณาจักรต้องการปรับเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง จากเดิมที่อยู่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกับสหภาพยุโรป ก็ออกไปมีส่วนร่วมในระดับโลกมากขึ้น เพื่อเสริมสถานะและบทบาทของสหราชอาณาจักรหลังจาก Brexit เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบเมื่อต้นปี 2564   การเดินทางของกองเรือ HMS Queen Elizabeth…

ผังเมืองหรือพังเมือง เมื่อเมืองที่เราอยู่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ระเบิดโรงงานโฟมในซอยกิ่งแก้วที่สร้างความเสียหายให้กับหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง เกิดมลพิษที่มีความอันตรายไปทั่วพื้นที่ในเขตรัศมีไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร ทำให้เกิดข้อสงสัยของตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนและโรงงานที่อยู่ใกล้กัน เกิดคำถามต่อการจัดการของผังเมืองซึ่งเป็นเครื่องมือการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่า   มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 จะอาศัยอยู่ภายในเมือง ที่เป็นแหล่งรวมสิ่งต่างๆ ทั้งแหล่งงาน เทคโนโลยี ความสะดวกสบายและความบันเทิง และโอกาสทางการศึกษา …การเพิ่มขึ้นของจำนวนและความหนาแน่นของประชากร จะส่งผลให้หน้าตาของเมืองเปลี่ยนแปลงไป ตึกระฟ้าทะยานสูงขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยและการใช้พื้นที่ทำงาน   ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงานเท่านั้นที่เปลี่ยนจากการขยายตัวทางแนวนอนเป็นแนวตั้ง แม้แต่พื้นที่สีเขียวก็จำเป็นต้องอยู่ในแนวตั้ง และทะยานสูงขึ้นเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการใช้ชีวิตในพื้นที่ที่จำกัด และเมื่อคนจำนวนมากที่อยู่ในตึกสูงๆ ไหลลงสู่ถนนเพื่อเคลื่อนย้ายและใช้ชีวิต แต่ถนนยังคงมีขนาดเท่าเดิม ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนารูปแบบการขนส่งสาธารณะเสริมขึ้นมาทั้งใต้ดินและลอยฟ้า   ปัจจุบัน เส้นทางขนส่งสาธารณะกลายเป็นตัวกำหนดการขยายเมืองไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะเส้นทางของรถไฟฟ้าทำให้รูปแบบการขยายตัวเปลี่ยนไปจากการกระจุกตัวเป็นย่านล้อมรอบศูนย์กลาง (Concentric Zone Mode) ไปสู่การขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้า (Linear Settlement) ในอนาคต…เราอาจจะเห็นคอนโดสูง 30 ชั้นตั้งอยู่กลางทุ่งนาในย่านชานเมือง ตราบใดที่มีรถไฟฟ้าไปถึง และเราอาจได้เห็นสถานบันเทิงอยู่ใกล้กับวัด หมู่บ้านที่อยู่บนทางน้ำหลาก หรือโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นไปได้ หากยังไม่มีการวางแผนที่ดีหรือการบังคับใช้ผังเมืองอย่างจริงจัง   สิ่งที่เล่ามา คือ แนวโน้มการเติบโตของเมืองกับพฤติกรรมการใช้งานของคนในเมืองปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราลองย้อนกลับไปดูว่า เมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?…

ชิพเล็กๆ เปลี่ยนโลกทั้งใบ

เมื่อทรัพยากรกลายเป็นสินค้าที่คนนิยมและมีความต้องการสูงขึ้น มูลค่าของสินค้านั้นย่อมปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ใครก็ตามที่ครอบครองทรัพยากรและสามารถผลิตสินค้านั้นได้ จึงกลายเป็นผู้มีอำนาจการต่อรอง จนไปถึงสามารถขยายอิทธิพลเพื่อแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้นไว้ เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การขยายอิทธิพลนี้มีขึ้นหลากหลายรูปแบบ เช่น การล่าล้างหมู่บ้านชนพื้นเมืองเพื่อทำเหมืองทองคำในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2415 หรือการพัฒนาชาสายพันธุ์อินเดียที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ก็เป็นผลมาจากการกีดกันการค้าชาของจีนต่อชาติตะวันตกเมื่อปี 2377 ดังนั้น “ทรัพยากร ความต้องการ และการค้า” เป็นกระแสในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนถึงปจจุบัน ในยุคที่เราใช้เครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์มากมายในการดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องบิน เครื่องเล่นเกมส์ ของเล่น เครื่องจักร ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างรวดเร็วภายใต้ระบบการสื่อสารไร้สายหรือการเก็บข้อมูลในอากาศ (cloud) ความอัจฉริยะที่เราได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ล้วนประมวลผลผ่านชิพอันเล็กๆ ที่เรียกได้ว่า “ยิ่งเล็กยิ่งดี” และกว่าจะได้ชิพมานั้นไม่ได้ง่าย จำเป็นต้องทำการสังเคราะห์ผลึกซิลิกอนในห้องทดลองที่มีความสะอาดสูง เพื่อให้ได้ชิพที่มีประสิทธิภาพและมีขนาดบางพอที่จะอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกรูปแบบได้ เพื่อให้เราสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องพกมือถือเครื่องใหญ่ๆ เทอะทะเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องคอยสับสวิตซ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือพกรีโมทหลายอันสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภท รวมไปถึงการใช้ชิพเป็นส่วนหนึ่งของการ์ดจอในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการขุดหาบิทคอยด์ที่สามารถสร้างมูลค่าและเป็นที่สนใจให้กับผู้ลงทุนอย่างมหาศาลในปัจจุบัน แน่นอนว่า มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าถึงการใช้ชิพในการดำรงชีวิต แต่สำหรับชีวิต สังคม และเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้นเป็นไปได้ยากที่จะสามารถดำเนินต่อไปได้ หากปราศจากการประมวลผลที่รวดเร็วจากชิพ ระบบจะเชื่องช้าและหยุดนิ่งไปจะส่งผลกระทบได้มากกว่าที่เราคิด ในยุคของโลกดิจิทัลนี้ เหมือนกับว่าเราจะดำรงชีวิตไม่ได้โดยขาดชิพ…

ปะการังฟอกขาว ใกล้ตัวกว่าที่คิด เมื่อทะเลเสียสมดุล แหล่งอาหารหลายร้อยล้านชีวิตจะหายไปด้วย

ปะการังฟอกขาวกับความมั่นคงทางการเมืองและนโยบายพลังงานของรัฐบาลออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบมากกว่าเรื่องระบบนิเวศ คือ ปัญหาแนวปะการังใน The Great Barrier Reef ซึ่งเป็นแนวปะการังยาว 2,300 กิโลเมตร และตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของท้องทะเลออสเตรเลีย กำลังเผชิญภาวะปะการังฟอกขาว จนทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียสมดุล ปัญหาดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพราะแนวปะการัง The Great Barrier Reef เป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก   สาเหตุหลักของภาวะปะการังฟอกขาว หรือปะการังมีสีซีดจาง มาจากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพราะโลกร้อน ทำให้สาหร่ายขนาดเล็กที่อยู่ในปะการังไม่เติบโต ปะการังจึงสูญเสียเนื้อเยื่อและกลายเป็นสีขาว   ปัญหาปะการังฟอกขาวได้รับความสนใจจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กลุ่ม Greenpeace รวมทั้งรัฐบาลออสเตรเลียมาตลอดระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สถาบันวิจัย ARC Centre of Excellence for Coral Reef Studies ระบุเมื่อ ต.ค.63 ว่าปะการังได้รับความเสียหายไปมากกว่าร้อยละ 50 จนทำให้องค์การ United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization…