ผู้อพยพชาวอัฟกัน: ความท้าทายครั้งสำคัญจากวิกฤติอัฟกานิสถาน

ปัญหาผู้อพยพชาวอัฟกันไม่ใช่เรื่องใหม่ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนานมากกว่า 40 ปีและจัดเป็นหนึ่งในวิกฤติผู้อพยพที่มีความยืดเยื้อมากที่สุดของโลก อัฟกานิสถานเผชิญกับภัยคุกคามและความท้าทายที่หลากหลายในประเทศ ทั้งความขัดแย้ง เหตุรุนแรง ภัยธรรมชาติ

อินเดียจะดำเนินนโยบายต่ออัฟกานิสถานอย่างไร ในวันที่ตอลิบันครองเมือง

สถานการณ์เข้ายึดกรุงคาบูลของกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้ถือได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมีผลอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับเอ่ยว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนฉากทัศน์ของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสมดุลของสมการด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ถือได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า “พลิกผัน” เพราะตลอดหลายปีมานี้นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2544 นั้น มหาอำนาจในเอเชียใต้อย่างอินเดีย ถือเป็นผู้สนับสนุนด้านมนุษยธรรม และลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในอัฟกานิสถาน อินเดียมีจุดยืนตรงข้ามกับกลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2539 ที่ตอลิบันเข้าปกครองอัฟกานิสถาน เพราะในช่วงเวลานั้นอินเดียให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือโดยใช้สถานทูตในกรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวเพื่อต่อสู้กับตอลิบัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลังการล่มสลายของรัฐบาลตอลิบันในปี 2544 อินเดียจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ทำไมอัฟกานิสถานถึงสำคัญกับอินเดีย สำหรับเหตุผลที่อินเดียให้ความสำคัญอย่างมากต่ออัฟกานิสถานคงไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ มากนัก นั่นคือประเด็นเรื่องความมั่นคงและการก่อการร้าย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาอินเดียกล่าวหากลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดว่าให้ที่พักพิงกลุ่มติดอาวุธที่ปฏิบัติการในพื้นที่แคชเมียร์ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอินเดีย ฉะนั้นการที่รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่อยู่ภายใต้การบริหารของตอลิบันจึงมีส่วนดีอย่างมากต่อการจัดการเรื่องความมั่นคงของอินเดีย ตลอดหลายปีก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน และกลุ่มตอลิบันจะกลับขึ้นมามีอำนาจนั้น อินเดียถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีมากโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความมั่นคงกับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ทั้งยังมอบทุนการศึกษาและงบประมาณจำนวนมากให้กับกองทัพอัฟกานิสถานเพื่อฝึกอบรมให้กับกองทัพและหน่วยข่าวกรองของอัฟกานิสถาน ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอินเดียได้ลงทุนด้านเศรษฐกิจให้กับอัฟกานิสถานไปมากถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ S Jaishankar รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียถึงกับกล่าวในการประชุมที่เจนีวาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่า “วันนี้ไม่มีส่วนใดของอัฟกานิสถานที่ไม่ถูกแตะต้องโดยโครงการมากกว่า 400 โครงการที่อินเดียดำเนินการใน 34 จังหวัดของอัฟกานิสถานทั้งหมด” อาจกล่าวได้ว่าอินเดียมีความผูกพันอย่างมากกับรัฐบาลอัฟกานิสถานในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…

ส่องมาตรการคุมการชุมนุมรอบโลก ขณะมวลมนุษยชาติมุ่งฝ่าวิกฤต COVID-19

ในรอบปี 2564 ที่ผ่านมา สถานการณ์ COVID-19 ยังคงอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้นวันละหลักแสนคน สาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา ที่สามารถติดต่อได้ง่าย ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง โลกกำลังอยู่ระหว่างความพยายามกระจายและฉีดวัคซีนในทุกภูมิภาค ในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ประชากรโลกร้อยละ 15.8 ได้รับวัคซีนครบทุกโดสแล้ว และร้อยละ 30.4 ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส

จีนกับดราม่าว่าด้วยสื่อมวลชน : กีฬาโอลิมปิกและอุทกภัยเมืองเจิ้งโจว

ในช่วงปลายกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม 2564 มีเรื่องราวเกี่ยวกับวงการสื่อมวลชนที่ดุเดือดในสื่อโซเชียลมีเดียของจีน และนักข่าวและนักการทูตจีนทั่วโลกนำไปโหมกระพือต่อในทวิตเตอร์จนพูดถึงกันทั่วโลกอยู่ 2 เรื่อง

การเดินทางของ HMS Queen Elizabeth กับ Global Britain ของสหราชอาณาจักร

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจการเดินทางของเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth (R08) ของสหราชอาณาจักร ที่ปัจจุบันกำลังเดินทางเข้าสู่น่านน้ำเอเชีย เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่สหราชอาณาจักรส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่เดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ตามวิสัยทัศน์ “Global Britain in a Competitive Age” ของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน   นายกรัฐมนตรีจอห์นสันประกาศว่า ปี 2564 จะเป็นปีที่สหราชอาณาจักรมีบทบาทสำคัญและขยายการมีส่วนร่วมในระดับโลก เพราะนอกจากจะเป็นประธานจัดการประชุม G7 การประชุมโลกร้อน (COP26) สหราชอาณาจักรจะส่งกองเรือพร้อมเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Queen Elizabeth เดินทางทั่วโลกเพื่อแสดงแสนยานุภาพด้านการทหาร รวมทั้งส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่า สหราชอาณาจักร หลัง Brexit พร้อมจะเป็นผู้เล่นหลักในด้านความมั่นคงทางทะเลที่พึ่งพาได้ และพร้อมจะร่วมมือกับประเทศที่มีค่านิยมสอดคล้องกัน   Global Britain เป็นแนวคิดที่สหราชอาณาจักรต้องการปรับเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง จากเดิมที่อยู่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกับสหภาพยุโรป ก็ออกไปมีส่วนร่วมในระดับโลกมากขึ้น เพื่อเสริมสถานะและบทบาทของสหราชอาณาจักรหลังจาก Brexit เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบเมื่อต้นปี 2564   การเดินทางของกองเรือ HMS Queen Elizabeth…

ผังเมืองหรือพังเมือง เมื่อเมืองที่เราอยู่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ระเบิดโรงงานโฟมในซอยกิ่งแก้วที่สร้างความเสียหายให้กับหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง เกิดมลพิษที่มีความอันตรายไปทั่วพื้นที่ในเขตรัศมีไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร ทำให้เกิดข้อสงสัยของตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนและโรงงานที่อยู่ใกล้กัน เกิดคำถามต่อการจัดการของผังเมืองซึ่งเป็นเครื่องมือการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่า   มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 จะอาศัยอยู่ภายในเมือง ที่เป็นแหล่งรวมสิ่งต่างๆ ทั้งแหล่งงาน เทคโนโลยี ความสะดวกสบายและความบันเทิง และโอกาสทางการศึกษา …การเพิ่มขึ้นของจำนวนและความหนาแน่นของประชากร จะส่งผลให้หน้าตาของเมืองเปลี่ยนแปลงไป ตึกระฟ้าทะยานสูงขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยและการใช้พื้นที่ทำงาน   ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำงานเท่านั้นที่เปลี่ยนจากการขยายตัวทางแนวนอนเป็นแนวตั้ง แม้แต่พื้นที่สีเขียวก็จำเป็นต้องอยู่ในแนวตั้ง และทะยานสูงขึ้นเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการใช้ชีวิตในพื้นที่ที่จำกัด และเมื่อคนจำนวนมากที่อยู่ในตึกสูงๆ ไหลลงสู่ถนนเพื่อเคลื่อนย้ายและใช้ชีวิต แต่ถนนยังคงมีขนาดเท่าเดิม ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนารูปแบบการขนส่งสาธารณะเสริมขึ้นมาทั้งใต้ดินและลอยฟ้า   ปัจจุบัน เส้นทางขนส่งสาธารณะกลายเป็นตัวกำหนดการขยายเมืองไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะเส้นทางของรถไฟฟ้าทำให้รูปแบบการขยายตัวเปลี่ยนไปจากการกระจุกตัวเป็นย่านล้อมรอบศูนย์กลาง (Concentric Zone Mode) ไปสู่การขยายตัวตามแนวรถไฟฟ้า (Linear Settlement) ในอนาคต…เราอาจจะเห็นคอนโดสูง 30 ชั้นตั้งอยู่กลางทุ่งนาในย่านชานเมือง ตราบใดที่มีรถไฟฟ้าไปถึง และเราอาจได้เห็นสถานบันเทิงอยู่ใกล้กับวัด หมู่บ้านที่อยู่บนทางน้ำหลาก หรือโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นไปได้ หากยังไม่มีการวางแผนที่ดีหรือการบังคับใช้ผังเมืองอย่างจริงจัง   สิ่งที่เล่ามา คือ แนวโน้มการเติบโตของเมืองกับพฤติกรรมการใช้งานของคนในเมืองปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราลองย้อนกลับไปดูว่า เมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?…

ชิพเล็กๆ เปลี่ยนโลกทั้งใบ

เมื่อทรัพยากรกลายเป็นสินค้าที่คนนิยมและมีความต้องการสูงขึ้น มูลค่าของสินค้านั้นย่อมปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ใครก็ตามที่ครอบครองทรัพยากรและสามารถผลิตสินค้านั้นได้ จึงกลายเป็นผู้มีอำนาจการต่อรอง จนไปถึงสามารถขยายอิทธิพลเพื่อแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้นไว้ เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การขยายอิทธิพลนี้มีขึ้นหลากหลายรูปแบบ เช่น การล่าล้างหมู่บ้านชนพื้นเมืองเพื่อทำเหมืองทองคำในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2415 หรือการพัฒนาชาสายพันธุ์อินเดียที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ก็เป็นผลมาจากการกีดกันการค้าชาของจีนต่อชาติตะวันตกเมื่อปี 2377 ดังนั้น “ทรัพยากร ความต้องการ และการค้า” เป็นกระแสในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนถึงปจจุบัน ในยุคที่เราใช้เครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์มากมายในการดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องบิน เครื่องเล่นเกมส์ ของเล่น เครื่องจักร ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างรวดเร็วภายใต้ระบบการสื่อสารไร้สายหรือการเก็บข้อมูลในอากาศ (cloud) ความอัจฉริยะที่เราได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ล้วนประมวลผลผ่านชิพอันเล็กๆ ที่เรียกได้ว่า “ยิ่งเล็กยิ่งดี” และกว่าจะได้ชิพมานั้นไม่ได้ง่าย จำเป็นต้องทำการสังเคราะห์ผลึกซิลิกอนในห้องทดลองที่มีความสะอาดสูง เพื่อให้ได้ชิพที่มีประสิทธิภาพและมีขนาดบางพอที่จะอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกรูปแบบได้ เพื่อให้เราสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องพกมือถือเครื่องใหญ่ๆ เทอะทะเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องคอยสับสวิตซ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือพกรีโมทหลายอันสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภท รวมไปถึงการใช้ชิพเป็นส่วนหนึ่งของการ์ดจอในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการขุดหาบิทคอยด์ที่สามารถสร้างมูลค่าและเป็นที่สนใจให้กับผู้ลงทุนอย่างมหาศาลในปัจจุบัน แน่นอนว่า มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าถึงการใช้ชิพในการดำรงชีวิต แต่สำหรับชีวิต สังคม และเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้นเป็นไปได้ยากที่จะสามารถดำเนินต่อไปได้ หากปราศจากการประมวลผลที่รวดเร็วจากชิพ ระบบจะเชื่องช้าและหยุดนิ่งไปจะส่งผลกระทบได้มากกว่าที่เราคิด ในยุคของโลกดิจิทัลนี้ เหมือนกับว่าเราจะดำรงชีวิตไม่ได้โดยขาดชิพ…

ปะการังฟอกขาว ใกล้ตัวกว่าที่คิด เมื่อทะเลเสียสมดุล แหล่งอาหารหลายร้อยล้านชีวิตจะหายไปด้วย

ปะการังฟอกขาวกับความมั่นคงทางการเมืองและนโยบายพลังงานของรัฐบาลออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบมากกว่าเรื่องระบบนิเวศ คือ ปัญหาแนวปะการังใน The Great Barrier Reef ซึ่งเป็นแนวปะการังยาว 2,300 กิโลเมตร และตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของท้องทะเลออสเตรเลีย กำลังเผชิญภาวะปะการังฟอกขาว จนทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียสมดุล ปัญหาดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพราะแนวปะการัง The Great Barrier Reef เป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก   สาเหตุหลักของภาวะปะการังฟอกขาว หรือปะการังมีสีซีดจาง มาจากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพราะโลกร้อน ทำให้สาหร่ายขนาดเล็กที่อยู่ในปะการังไม่เติบโต ปะการังจึงสูญเสียเนื้อเยื่อและกลายเป็นสีขาว   ปัญหาปะการังฟอกขาวได้รับความสนใจจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กลุ่ม Greenpeace รวมทั้งรัฐบาลออสเตรเลียมาตลอดระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สถาบันวิจัย ARC Centre of Excellence for Coral Reef Studies ระบุเมื่อ ต.ค.63 ว่าปะการังได้รับความเสียหายไปมากกว่าร้อยละ 50 จนทำให้องค์การ United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization…

มหกรรมฟุตบอลยูโร : คุณูปการของฟุตบอลต่อกระบวนการบูรณาการสหภาพยุโรป

สหภาพยุโรปคือสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของความพยายามสลายความเป็นรัฐชาติ การที่รัฐชาติในทวีปยุโรปหลายสิบรัฐยินยอมสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้กับองค์กรเหนือรัฐ (supranational organization) อย่างสหภาพยุโรป เป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการพอสมควรถ้าพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของยุโรปที่ต่อยตีมีสงครามกันเองไม่เว้นว่างเพื่อรักษาไว้หรือขยายอำนาจของรัฐชาติ คำอธิบายอย่างหนึ่งก็คือประสบการณ์เลวร้ายจากภัยสงครามนั่นแหละที่ทำให้ชาวยุโรปเข็ดหลาบ โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศยุโรปตีกันนัวเนีย จนยุโรปบอบช้ำทุกประเทศและศูนย์กลางอำนาจการเมืองโลกย้ายข้ามมหาสมุทรไปยังสหรัฐฯ ความเข็ดหลาบนั้นทำให้ชาวยุโรปอยากจะป้องกันไม่ให้มีสงครามแย่งชิงอำนาจเกิดขึ้นอีก ด้วยการสร้างยุโรปที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเริ่มต้นด้วยการร่วมกันก่อตั้ง “ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป” เมื่อปี 2494 ให้เป็นเวทีสำหรับประเทศคู่ขัดแย้งสำคัญอย่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีมารวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันให้จบ ๆ ไปจะได้ไม่ต้องลุกมาทำสงครามกันอีก และบูรณาการเรื่อยมาจนเป็นหนึ่งเดียวกันในแทบทุกมิติในลักษณะของสหภาพยุโรปในตอนนี้   แต่ภาพอนาคตของสหภาพยุโรปก็ไม่ได้ราบรื่นนัก ศัตรูอันดับ 1 ตลอดกาลของสหภาพยุโรปไม่ได้มีตัวตนที่มองเห็นในเชิงกายภาพ หากแต่คือแนวคิดเรื่อง “รัฐชาติ” ที่องค์กรเหนือรัฐอย่างสหภาพยุโรปไปยึดเอาอำนาจบางส่วนมาเป็นของตัวเอง สหภาพยุโรปผ่านกระบวนการบูรณาการที่ยาวนาน จนขยายตัวทั้งในมิติของความกว้างที่ขยายจำนวนสมาชิกเป็น 27 ประเทศ และมิติของความลึกที่ประเทศสมาชิกรวมตัวเป็นสหภาพเดียวกันทั้งทางการค้า การเงิน และการเมือง แต่ก็ไม่ใช่ว่าการต่อสู้กับแนวคิดเรื่องรัฐชาติจะสิ้นสุดลงแล้ว แนวคิดเรื่องรัฐชาติยังเข้มแข็งในส่วนอื่นของโลก (หลายสิบปีผ่านไป ยังไม่มีภูมิภาคไหนในโลกที่รัฐชาติยอมสละอำนาจตัวเองในระดับเดียวกับยุโรป) ส่วนในสหภาพยุโรปก็โดนสั่นคลอนเช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการถอนตัวของสหราชอาณาจักร (Brexit) ที่ก็มีสาเหตุสำคัญจากลัทธิชาตินิยมที่หวงแหนความเป็นรัฐชาติ   เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้สหภาพยุโรปไม่สามารถเอาชนะแนวคิดเรื่องรัฐชาติได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มาจากการที่รัฐชาติมีจุดแข็งคือ“อัตลักษณ์ของคนในชาติ” กระบวนการสร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตนอย่างรัฐชาติให้มีตัวตนขึ้นมาและจับต้องได้จริง ๆ จะต้องมีการสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันที่สัมผัสแล้วรู้ทันทีว่านี่คือพวกเดียวกัน อัตลักษณ์ที่ว่ามีหลากหลาย เช่น ภาษา ดนตรี อาหาร…

Joe Biden, Biden Chinese officials, Tibet human rights abuses, US elections 2020, donald trump, world news

ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ : กรณีสหรัฐฯ ถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

สหรัฐฯ กำลังทยอยถอนกำลังทหารและยุทโธปกรณ์สำคัญออกจากอัฟกานิสถานให้ทันกำหนดการถอนทหารอเมริกันภายใน 11 ก.ย.64 ตามที่ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนสั่งการไว้เมื่อ เม.ย.64 เพื่อยุติการทำสงครามในอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ซึ่งใช้งบประมาณสหรัฐฯ มหาศาล รวมทั้งเพื่อลดความเสี่ยงที่ทหารอเมริกันจะตกเป็นเป้านิ่งให้กลุ่มก่อการร้ายโจมตี ขณะเดียวกันก็เพื่อให้กลุ่มตอลิบันยอมเข้ากระบวนการเจรจาสันติภาพตามที่ตกลงกันไว้กับสหรัฐฯ