เกิดอะไรขึ้นกับ BRICS : รัฐบาลทรัมป์ 2.0

รัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะไม่ยอมให้ใครมาท้าทายการเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของสหรัฐฯ เป็นอันขาด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ America First และ America Great Again ยังดังก้องสะท้อนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา และหลังวันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งใน 20 มกราคม 2568 ก็ยังจะดังก้องต่อเนื่อง เพราะว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ยอมให้มีอะไรมาทำให้อิทธิพลของสหรัฐฯ ลดลง รวมทั้งการจะมีเงินสกุลอื่นขึ้นมาท้าทายสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประเด็นนี้เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2567 โดยว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศผ่าน TRUTH Social ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของตัวเอง นัยกดดันประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS ว่า จะต้องถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีการค้านำเข้า  100 % หากมีความพยายามที่จะไม่ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในเวทีการค้าระหว่างประเทศ หรือจะมีเงินสกุลใหม่ หรือไปสนับสนุนประเทศอื่นให้มีเงินสกุลใหม่ ทั้งนี้ กลุ่ม BRICS มีสมาชิก 10 ประเทศ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน อียิปต์ เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์…

เกษตรกรรมในระบบเมืองแบบปิด

สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้มนุษย์พัฒนาการวิทยาการการเพาะปลูกในโรงเรือนป้องกันแมลง ควบคุมความชื้น หรือแม้แต่การใช้หลอดไฟเพื่อสร้างแสงทดแทนดวงอาทิตย์ โดยเรียนรู้วิทยาการเพื่อใช้สเปกตรัมแสง ไปเป็นพลังงานป้อนให้พืชใช้ในการเติบโตต่อไป กระบวนการทั้งนี้อาจหมายความว่า หากเรามีพื้นที่ น้ำและพลังงานที่พืชต้องการเพียงพอ ก็จะสามารถผลิตพืชได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม

กรุงเทพฯ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) อันดับที่ 84 ของโลก

หากพูดถึงเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ไทยก็ไม่น้อยหน้า มี Smart City หลายเมืองในหลาย ๆ จังหวัด สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย หรือที่เรียกกันว่าดีป้า ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานเมืองอัจฉริยะระบุว่า ไทยมี Smart City ถึง 30 เมือง ใน 23 จังหวัดทั่วประเทศ (ข้อมูลมิถุนายน 2567) กรุงเทพฯ มี 3 แห่ง ได้แก่ สามย่านสมาร์ทซิตี้ คลองผดุงกรุงเกษม และเมืองอัจฉริยะย่านพระราม 4  ส่วนจังหวัดระยองมีวังจันทร์วัลเลย์ และนครระยองเมืองอัจฉริยะและน่าอยู่ เป็นต้น ก็ตรงตัวเลย Smart City ก็คือเป็นเมืองที่มีระบบอัจฉริยะ แต่ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเพียงเรื่องเดียว  ดีป้ากำหนดไว้ 7 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ พลังงาน การบริหารภาครัฐ การดำรงชีวิต การเดินทางและการขนส่ง และพลเมืองอัจฉริยะ ซึ่งหากไทยมีเมืองอัจฉริยะมาก ๆ ก็แน่นอนเลย…

ระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ หรือไร้ขั้วอำนาจ?

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของการใช้ “อำนาจ” หรือ power เพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติ ควบคู่กับการดำรงรูปแบบความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ …คำอธิบายนี้อาจใช้ในการอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการแบ่งขั้วอำนาจโลก หรือ Polarity ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยคุณ Goedele De Keersmaeker นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ระบุไว้ว่า การแบ่งขั้วอำนาจในโลก จะช่วยอธิบายพฤติกรรมของรัฐต่าง ๆ ได้ดี รวมทั้งช่วยอธิบายเหตุผลที่รัฐบางรัฐแสดงหรือใช้อำนาจ (power) มากกว่ารัฐอื่น ๆ ด้วย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ได้แบ่งขั้วอำนาจโลกออกเป็นอย่างน้อย 3 ระบบ อ้างอิงจากสถานการณ์โลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ขั้วอำนาจเดียว (unipolarity) ขั้วอำนาจ 2 ขั้ว (bipolarity) และหลายขั้วอำนาจ (multipolarity)   หากไล่เรียงประวัติศาสตร์โลกผ่านสงคราม เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจโลกได้ชัดเจนขึ้น ในช่วงสงครามเย็น โลกมี 2 ขั้วอำนาจ คือ สหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต และหลังสิ้นสุดสงครามเย็น สหภาพโซเวียตล่มสลาย ระบบขั้วอำนาจโลกเปลี่ยนเป็นขั้วอำนาจเดียว คือ สหรัฐฯ…

สงครามรัสเซีย-ยูเครน เข้าสู่สภาวะใหม่ เมื่อยูเครนจะใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลของอเมริกา

ระหว่างนี้ทั่วโลกกำลังสนใจนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะกลับไปใช้แนวทางบริหารและวางนโยบายเหมือนเดิมหรือไม่!? และที่สำคัญคือจะส่งผลเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ … แต่!!..บทความนี้อยากชวนมองบทบาทที่เหลืออยู่ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ที่จะต้องลงจากตำแหน่งเร็ว ๆ นี้ แถมกำลังเป็นรัฐบาลที่อยู่ในสภาพ “เป็ดง่อย”

เมื่อสิงคโปร์ปลูกฝังความเป็นจิตอาสาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เยาวชน

เมื่อพูดถึงความเป็นเลิศทางวิชาการ ไม่มีใครปฏิเสธว่าเยาวชนสิงคโปร์ยืนหนึ่งติดอันดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการจัดอันดับโลกเวทีไหน โดยการครองแชมป์ในการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA (Program for International Student Assessment) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development-OECD) ทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือการอ่าน เป็นสิ่งบ่งชี้สำคัญถึงความเป็นที่หนึ่งด้านวิชาการของเยาวชนสิงคโปร์ แถมยังเป็นที่ 1 ของโลกในด้านความคิดสร้างสรรค์จากการประเมินของ PISA ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2565 ไม่เพียงการรักษามาตรฐานทางวิชาการที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ในการสร้างคนเพื่ออนาคต แต่สิงคโปร์ยังส่งเสริมให้เยาวชนมีทักษะชีวิตอื่น ๆ เพิ่มด้วย เพื่อพัฒนาศักยภาพที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งก็แน่นอนว่าจะเป็นประโยชน์กับสิงคโปร์ด้วยในอนาคต บนพื้นฐานความคิดที่ว่า โลกในวันข้างหน้ายากจะคาดเดา การเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาเป็นระลอก ทั้งที่เป็นพายุหรือสายลมแผ่วเบา การมีทักษะที่ยืดหยุ่น พร้อมปรับตัว และมีมุมมองแบบสากลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เด็ก ๆ มีภูมิคุ้มกันมากพอและพร้อมสำหรับการอยู่ในโลกใบนี้ โดยมีความสุขอย่างสมดุลทั้งการเรียนรู้และเมื่อต้องอยู่ในโลกของการแข่งขัน การร่วมกิจกรรมในฐานะอาสาสมัครเป็นวิถีหนึ่งของการเพิ่มทักษะชีวิตนอกห้องเรียนที่น่าสนใจของเยาวชนสิงคโปร์ โดยกาชาดสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนกิจกรรมของกาชาด เด็ก ๆ เริ่มต้นการเป็นอาสาสมัครผ่านหลักสูตรในโรงเรียน ที่มีการสอนคุณค่าของมนุษยธรรมควบคู่กับการให้ความรู้ทางวิชาการ ซึ่งหลายคนเมื่อเรียนจบและทำงานแล้ว ก็ยังเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครอยู่บ่อยครั้ง และมักเป็นกลุ่มแรก…

วัฒนธรรมร่วมของชาวอุษาคเนย์ ลอยกระทง : ประเพณีดีที่ไม่ได้มีแค่ไทย

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำคะนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง ลอย ลอย กระทง ลอย ลอย กระทง ท่วงทำนองเพลงที่คุ้นหูคนไทยหลายคน และก็จบกันไปอีกปีกับหนึ่งเทศกาลโปรดอย่าง “เทศกาลลอยกระทง” หนึ่งในประเพณีสำคัญของไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติตั้งแต่ปี 2554 ในสาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล แต่การลอยกระทงไม่ใช่เทศกาลที่เกิดในไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นพิธีกรรมที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานในดินแดนอุษาคเนย์ของพวกเรา พิธีกรรมที่คล้ายคลึงอย่างพิธีลอยกระทงนี้มี “ชื่อ” และ “รายละเอียด” แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ทั้งลาว เมียนมา กัมพูชา และอีกหลายประเทศ ลอยกระทงคืออะไร และเราลอยกระทงกันไปทำไม ? คือ พิธีกรรม/ประเพณี ทำกันในห้วงฤดูน้ำหลาก ห้วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนไปฤดูแล้ง ชาวอุษาคเนย์ซึ่งเป็นผู้พึ่งพาน้ำเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต การเพาะปลูกเลยมีพิธีกรรมลอยกระทงกันขึ้นมา แล้วเราลอยกระทงกันไปทำไม  วัตถุประสงค์ของการลอยกระทงมีหลากหลาย บ้างเชื่อว่าเป็นการขอบคุณพระแม่คงคาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานน้ำและความอุดมสมบูรณ์มาให้ บ้างก็เชื่อว่าทำขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บ้างก็เชื่อว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์ บูชาเทพเจ้า และด้วยเหตุผลของการลอยกระทงที่แตกต่างกันก็ทำให้แต่ละประเทศมีรายละเอียดของลอยกระทงที่เป็นอัตลักษณ์ วัฒนธรรมร่วม : วัฒนธรรมดีดีที่ไม่ได้มีแค่ไทย อย่างที่เกริ่นไปว่า ลอยกระทงไม่ได้มีแค่ในไทย แต่เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของดินแดนอาคเนย์ นักวิชาการ…

อนาคตของ “เมล็ดพันธุ์พืช” เมื่อใช้นวัตกรรมเอาชนะการเกิดตามธรรมชาติ

ภายใต้ภูเขาอันหนาวเย็นและห่างไกลจากผู้คนของประเทศนอร์เวย์ ในเมืองลองเยียร์เบียน (Longyearbyen) หมู่เกาะสวาลบาร์ด ทางเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารใต้ดินขนาดใหญ่ ชื่อว่า “Svalbard Global Seed Vault” มีหน้าที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชกว่า 1,000,000 สายพันธุ์ให้รอดพ้นจากภาวะความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งสงคราม หรือความแปรปรวนทางอากาศ หมายถึงว่าประเทศนอร์เวย์ช่วยรับประกันว่า

คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ไทย-กัมพูชา : ทางออกปัญหา OCA ?

ประเด็นร้อนแรงที่ยังไม่ได้ข้อยุติระหว่างไทยกับกัมพูชา ผลพวงจากกรณี #Save เกาะกูด และการเจรจาปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claim Area : OCA) แต่เรื่องที่ได้รับทราบทั่วกันแล้วแน่นอน ก็คือ เกาะกูดเป็นของไทย 100 % ตามหลักฐานทางกฎหมายอย่างอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 และไทยก็มีอธิปไตยเหนือเกาะกูดเต็มที่ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทำไมเราถึงต้องพูดเรื่องนี้กันอีก ? เรื่องเกาะกูดได้ข้อสรุปฟันธงไปนานแล้ว ส่วนเรื่องการเจรจาบนพื้นที่ OCA เรียกได้ว่าเริ่มจะมีความคืบหน้า โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไทยน่าจะจัดประชุมหารือเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค (Joint Technical Committee -JTC) ของฝ่ายไทยภายใน พฤศจิกายน 2567  เพื่อเจรจากรณีพื้นที่ OCA กับกัมพูชา ขณะที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับสื่อมวลชน เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2567 ว่า พื้นที่ OCA มีประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร เกิดจากการประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยของทั้งไทย เมื่อปี 2516 และกัมพูชา เมื่อปี 2515…

The Substance : ภาพยนตร์ผลิตซ้ำ อคติต่อสตรีด้วยท่าทีแบบสตรีนิยม

จริงอยู่ที่ว่าการขับเน้นภาพย้ำซ้ำเดิมผ่านสื่อภาพยนตร์จะช่วยกระจายสารให้สาธารณชน ไม่ให้หลงลืมไปว่าสังคมยังมีปัญหาความไม่เท่าเทียมทางอำนาจระหว่างหญิงชาย   ดังเช่นภาพยนตร์แบบสตรีนิยมอย่าง The Substance ของผู้กำกับหญิง Coralie Fargeat ที่ขับเน้นประเด็นความทุกข์ทนที่ผู้หญิงต้องเผชิญจากความคาดหวังของสังคมเกี่ยวกับการรักษา “มาตรฐานความงาม” (Beauty Standard) ตามบรรทัดฐานสังคม แม้ในยามที่อายุล่วงเข้าสู่วัยที่ไม่อาจฝืนไว้ได้  อุตสาหกรรมบันเทิงยังเป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบของสังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) แต่การที่ภาพยนตร์เลือกสื่อสารเช่นนั้น (และการที่หนังฮอลลีวูดที่มีท่าทีมีสตรีนิยมเรื่องอื่น ๆ เลือกจะสื่อสารเช่นนี้ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ) ในอีกทางหนึ่ง อาจเป็นการชี้นิ้วด่าผู้หญิง เช่นเดียวกับการผลิตซ้ำภาพจำเชิงลบ (negative stereotype) ของผู้หญิงให้เป็นภาพของเพศที่ขาดอำนาจในการควบคุมตัวเอง การกระทำการใดของผู้หญิงเป็นไปเพียงเพื่อสนองความพึงพอใจของบุคคลอื่นเท่านั้น The Substance กำหนดบทบาทให้ Elisabeth Sparkle (รับบทโดย Demi Moore) เป็นดาวเด่นของวงการบันเทิง แต่อายุที่ร่วงโรยทำให้ความงามตามมาตรฐานสังคมเลือนหาย โดยเฉพาะในสายตาของ Harvey โปรดิวเซอร์ชาย ที่ผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะเป็นดาวดวงเด่นของวงการ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว Harvey ถอดรายการของ Elisabeth ออกจากผัง เพื่อจัดสรรเวลาให้กับดาราหญิงรุ่นใหม่ The Substance หรือ “สสาร” ที่เป็นชื่อของหนัง…