อำลาลีเซียนลุง ผู้นำที่จะยังเป็นตำนาน

นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ ในวัย 72 ปี ได้เริ่มกล่าวอำลาตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อส่งต่ออำนาจการบริหารรัฐบาลให้กับนายลอว์เรน หว่อง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 การส่งต่ออำนาจทางการเมืองนี้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ใช้เวลาในการสื่อสารกับคนในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนี้ และการที่สิงคโปร์จะเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศที่เป็นระดับ “ตำนาน”

คนไทยพร้อมจะหนีร้อนไปแดนน้ำแข็ง…กันหรือยัง!?

  เป็นเรื่องปกติที่สัตว์จะอพยพหรือย้ายถิ่นเพื่อไปหาแหล่งที่อยู่ที่เหมาะสม ทั้งการย้ายชั่วคราวในรอบปี หรือย้ายเพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ สำหรับหาแหล่งที่อยู่อาศัย และในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนทั้งคลื่นความร้อน วาตภัย และอุทกภัย จึงไม่แปลกที่คราวนี้ ไม่ใช่แค่สัตว์ที่เลือกจะอพยพเพื่อเอาตัวรอด แต่ “มนุษย์” กำลังจะอพยพกันอีกครั้ง หรือจะเกิดเหตุการณ์ “The Great Migration” ซึ่งครั้งนี้จะไปเพื่อบุกเบิกตั้งถิ่นฐานใหม่ในดินแดนที่ไม่มีใครครอบครองมาก่อน ก็คือ ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ….ไปดูกันว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่!? แนวคิดการอพยพไปอยู่ที่ขั้วโลกเหนือเกิดขึ้นมานานแล้ว เคยมีการศึกษาที่ระบุว่ามนุษย์เดินทางไปมาที่ภูมิภาคนี้อยู่เรื่อย ๆ และโอกาสที่คนเราจะไปตั้งรากฐานที่นั้นก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ เพราะมีฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม ขั้วโลกเหนือจึงสามารถกลายเป็นทุ่งหญ้าที่เป็นแหล่งอาหารสัตว์ ซึ่งมีรายงานว่า “แมลง” หรือสิ่งมีชีวิตที่บ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในขั้วโลกเหนือ ก็มีวงจรการเติบโตที่เปลี่ยนไป เริ่มมีแมลงหลากหลายชนิด เช่น ผึ้งและยุง …..จากหลักฐานเหล่านี้ทำให้อาจกล่าวได้ว่า ขั้วโลกเหนือเริ่มเหมาะกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้มากขึ้น อ่านดูแล้วน่าสนใจ แล้วถ้าหากมนุษย์จะต้องไปตั้งถิ่นฐานยังทวีปใหม่แห่งนี้จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง? ถ้าอพยพไปขั้วโลกเหนือ …..แม้จะไปในช่วงที่น้ำแข็งละลายและมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้ว แต่จากการสำรวจล่าสุด การทำเกษตรกรรมในขั้วโลกเหนือก็ยังไม่สามารถทำได้ตลอดปี เนื่องจากแกนโลกของเรานั้นเอียง จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่กินเวลานาน 5 เดือน จะมี 1 เดือนที่แสงสว่างตลอดวันเปลี่ยนแปลง จากนั้นก็จะเข้าสู่ความมืดไร้แสงตะวันต่ออีก…

หากโลกต้องเผชิญหน้ากับ “ลานีญา” ต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร ??

  ♪♪♪   You got my temperature rising Like El Nin-YO!  ♪♪♪  หากคุณโตมาในยุค 90 ก็คงต้องเคยได้ยินเพลงฮิตติดชาร์ตของนักร้องสาวชาวไทยอย่างคุณอมิตา ทาทายัง อย่างเพลง El-nin yo กันมาบ้าง  ..แต่เอ๊ะ !! แล้วเพลงมาเกี่ยวอะไรกับ “ลานีญา” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่โลกกำลังจะเผชิญหน้า แต่ถ้าลองนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรายังเป็นเด็ก ในวิชาวิทยาศาสตร์ เรามักจะได้ยินคำสองคำที่มาคู่กันเสมอ นั่นคือ “ลานีญา-เอลนีโญ”  แต่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะ “เอลนีโญ” ก็ตามความหมายแบบของเพลงตรงๆ ตัวเลย ที่แปลออกมาว่า ♪คุณทำให้อุณหภูมิของฉันสูงขึ้นอย่างกับเอลนีโญ♪  นั่นก็หมายถึงการร้อนแบบสุดขีดจนเกิดภาวะแห้งแล้ง ส่วน “ลานีญา”  ก็ตรงข้ามกันเลย คือ ฝนตกหนักจนเกิดภาวะน้ำท่วม…..นั่นเอง หลายๆ คน อาจจะติดตามดูข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยากันบ้างว่า  วันนี้จะมีอุณหภูมิกี่องศา จะร้อนสุดเท่าไร ฝนจะตกไหม แต่ทราบกันหรือไม่ว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization- WMO) ของสหประชาชาติ…

วลาดิมีร์ ปูตินเริ่มการปกครองรัสเซียในสมัยที่ 5

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินรับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือผู้นำของรัสเซียต่อเป็นสมัยที่ 5 โดยสาบานตนรับตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการเมื่อ 7 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเท่ากับว่าประธานาธิบดีคนนี้จะเป็นผู้คุมอำนาจทางการเมืองของรัสเซียต่อไปอีกอย่างน้อย 6 ปี โดยเขาได้ใช้พิธีสาบานตนครั้งนี้ยืนยันกับชาวรัสเซียและผู้ร่วมงานพิธีสาบานตนประมาณ 2,600 คน ว่า ความมั่นคงปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาวรัสเซียคือ…..สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลและตัวเขาจะปกป้องเป็นอย่างดี การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งด้วยท่าทางที่มั่นใจในพระราชวังเคลมลิน อดีตพระตำหนักของซาร์ในมอสโคว ทำให้ภาพลักษณ์ปูตินดูดีอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในถ้อยแถลงที่เขาพูดในพิธีสาบานตน ทำให้เราได้เห็นว่า ประธานาธิบดีรัสเซียต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวรัสเซียว่า สังคมรัสเซียที่มีเอกภาพและเป็นหนึ่งเดียวกัน (unity) จะสามารถเอาชนะอุปสรรค รวมทั้งความท้าทายในปัจจุบันได้ โดยที่ยังรักษา “เสถียรภาพ” ภายในประเทศ และ “ศักดิ์ศรี” ของชาวรัสเซียที่เป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ …ความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผู้นำรัสเซียกำลังพูดถึง ก็น่าจะไม่พ้นเรื่องสงครามในยูเครน และการรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทางหทารในยูเครน ซึ่งแม้ว่าการคว่ำบาตรและการลงโทษทางการทูตจากประเทศตะวันตกต่อรัสเซียมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2567 แต่ผู้นำรัสเซียบอกกับประชาชนของเขาว่า ……..“อุปสรรคเหล่านี้จะทำให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นอกจากนี้ เขายังสัญญากับประชาชนด้วยว่าจะเดินหน้าพัฒนาสวัสดิการสังคม ลงทุนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศให้มั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เรียกได้ว่าถ้อยแถลงในพิธีสาบานตนของผู้นำรัสเซีย มีพลัง และมีสาร (message) สำคัญ ๆ ที่มุ่งทำให้ประชาชนเข้าใจผลประโยชน์ของชาติ…

เมือง : พื้นที่ที่ต้องปลอดภัยแต่ก็พร้อมจะเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยไปในเวลาเดียวกัน

การกลับมาเปิดเมืองของประเทศต่าง ๆ หลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เบาบาง ทำให้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คนพลุกพล่านมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ เมืองหลัก หรือเมืองรอง แต่ไม่ว่าจะเมืองไหน ๆ เราก็ต้องการความปลอดภัยไม่ต่างกัน……แน่นอน ข่าวมือมีด ที่เป็นชายวัย 40 ปี ไล่แทงคนที่ห้างสรรพสินค้า Westfield Bondi Junction ทางตะวันตกของซิดนีย์ ออสเตรเลีย เมื่อ 13 เมษายน 2567 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 คน โดยตำรวจเชื่อว่า มือมีดที่ก่อเหตุเพียงลำพัง มีปัญหาทางจิต และตัดสินใจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ… อีก 2 วันต่อมา มีเด็กชายวัยรุ่นอายุ 16 ปี ก่อเหตุไล่แทงที่โบสถ์ Christ The Good Shepherd Church ในซิดนีย์ เป็นเหตุให้บิชอฟและสานุศิษย์ได้รับบาดเจ็บเมื่อ 15 เมษายน 2567 ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นการก่อการร้าย เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีแนวคิดสุดโต่งนิยมความรุนแรง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับเด็กชายวัยรุ่นอายุระหว่าง…

กระแสนิยมการบริโภคโปรตีนและทางเลือกใหม่เพื่อความอยู่รอด

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของ “อาหาร 5 หมู่” เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เด็ก เรารู้หลักการที่ว่า อาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในการดำเนินชีวิต ได้แก่ แป้งที่ให้คาร์โบรไฮเดรต เนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีน น้ำที่เป็นองค์ประกอบหลักของร่างกาย ผักผลไม้ที่ให้แร่ธาตุและวิตามิน และไขมัน ดังนั้นการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นี้จะทำให้ร่างกายแข็งแรง…แต่ว่า!! หลักการนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ เมื่อสังคมมีค่านิยมเรื่อง “สุขภาพที่แข็งแรง” แตกต่างกันไป ทุกวันนี้มีอาหารหมู่ “โปรตีน” กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นเป็นพิเศษ ถ้าหากกวาดตาดูผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่วางขายในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า โปรตีนแบบผงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะสกัดมาจากนมหรือพืช ส่วนหนึ่งเพราะความต้องการบริโภคโปรตีนเพิ่มมากขึ้น ตามค่านิยม Beauty Standard หรือการสร้างรูปร่างให้สวยงามตามมุมมองของคนในปัจจุบัน ซึ่งมีเทรนด์สร้างกล้ามเนื้อให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ค่านิยมนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธุรกิจสถานที่ออกกำลังกายมากขึ้นและกระจายตัวไปหลายสาขา จนทำให้บริการ Fitness Center สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท ……..แต่เมื่อการออกกำลังกายอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ร่างกายสมส่วนได้รวดเร็วอย่างที่หวัง เพราะต้องควบคุมการบริโภคควบคู่ไปด้วย ทำให้เกิดค่านิยมในการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้ร่างกายที่สมส่วนตามมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคแบบ IF, Ketogenic diet หรือ calories calculator รวมไปถึงการกำหนดสารอาหารที่กิน ซึ่งจะต้องเหมาะสมกับสภาวะการสร้างกล้ามเนื้อของร่างกาย โดยมีแนวคิดที่ว่า….การมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่นั้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดีกว่า ดังนั้นผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักจึงต้องกินโปรตีนเข้าไปด้วยควบคู่กับการออกกำลังกาย …แนวคิดดังกล่าวจึงทำให้นักออกกำลังกายทั้งหลายต้องแสวงหาวิธีการรับโปรตีนเข้าสู่ร่างกายให้มากขึ้น…

“นากาแลนด์” ผลพวงเส้นแบ่งเขตแดนที่ผิดเพี้ยน

นากาแลนด์เป็นรัฐเล็กๆ และห่างไกลที่สุดของอินเดีย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดย ”นากา-Naga” เป็นชื่อที่เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามที่ราบสูงบริเวณเชิงเขาหิมาลัยในอินเดียและเมียนมา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบด้วยกลุ่มย่อยอีกหลายสิบเผ่า และนากาในภาษาเมียนมาแปลว่าคนที่เจาะรูหู กับว่ากันว่าวัฒนธรรมการตัดหัวศัตรูคือเอกลักษณ์ของชนเผ่าในกลุ่มชาติพันธุ์นี้ด้วย เดิมชาวนากาเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงกับใคร จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 19 กษัตริย์เมียนมาในเวลานั้นสามารถยึดครองดินแดนของชาวนากามาอยู่ใต้ปกครองได้สำเร็จ ต่อมาจักรวรรดิอังกฤษยึดครองรัฐอัสสัมของอินเดียได้จึงแผ่อิทธิพลเข้ามายังชาวนากาด้วย คริสต์ศาสนาที่เจ้าอาณานิคมนำมาเผยแพร่ส่งผลให้ชาวนากาปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต จนในวันที่อินเดียประกาศเป็นเอกราชจากอังกฤษ นากาแลนด์ซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอัสสัมก็มีความพยายามต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นเอกราช ……..แต่ก็ไม่ประสบผลและในที่สุดแล้วพวกเขาได้แค่สถานะรัฐหนึ่งในอินเดียเมื่อ 1 ธันวาคม 2506 ที่สำคัญ..เส้นแบ่งเขตแดนที่อังกฤษกำหนดได้ส่งผลให้ชาวนากาถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนใหญ่กลายเป็นชาวอินเดียในรัฐนากาแลนด์ และอีกส่วนราวๆ 40,000 คน กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ซึ่งวิธีการแบ่งแยกโดยเจ้าอาณานิคมส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวนากามาจนถึงปัจจุบัน ไม่เฉพาะต้องพลัดพรากจากพี่น้องร่วมสายเลือด แต่คุณภาพชีวิตยังต่างกันเป็นอย่างมาก อาทิ การศึกษา ระบบขนส่งมวลชน และระบบสาธารณสุข เป็นต้น ชาวนากาในอินเดียแม้จะยากจนแต่ชีวิตไม่ได้แย่มากเมื่อเทียบกับชาวนากาในเมียนมา เมืองดีมาปูร์เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของรัฐนากาแลนด์ถูกคาดหวังให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าของอินเดียตะวันออก แต่เมื่อข้ามไปอีกฝั่งชาวนากาในเมียนมายังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ถนนหนทางเป็นดินลูกรัง โดยเฉพาะเวลาเจ็บป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งใกล้ที่สุดยังคงต้องเดินทางหลายวัน ดังนั้นชาวนากาจึงต้องรอคอยพึ่งพาคณะแพทย์สัญจรที่จะรักษาผู้ป่วยตามหมู่บ้าน โดยก่อนหน้านี้ชาวนากาในเมียนมาใช้วิธีข้ามพรมแดนไปรักษาตัวในดินแดนนากาของอินเดีย ซึ่งทำได้ง่ายกว่าเดินทางไปโรงพยาบาลหรือรอคณะแพทย์สัญจร แต่ในห้วงการเกิดโรคไวรัสโควิด 19 ระบาดหนักที่ผ่านมา ส่งผลให้ด่านพรมแดนถูกปิดตาย ชาวนากาจึงทำได้เพียงรอคณะแพทย์สัญจร โดยไม่ทราบว่าเมื่อไหร่คณะแพทย์สัญจรจะเวียนมายังหมู่บ้านอีกครั้ง ……..ชีวิตที่ยากลำบากแสนเศร้าถูกแบ่งแยกด้วยเส้นเขตแดนที่ผิดเพี้ยนมายาวนาน โดยไม่มีโอกาสได้เลือก ที่ผ่านมาชาวนากาในเมียนมาก็พยายามต่อสู้ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ดีขึ้นและรวมผืนดินแดนนากาเข้าไว้ด้วยกัน…

คนกลางการไกล่เกลี่ยเจรจา: บทบาทของประเทศเล็กที่ไม่อาจมองข้าม

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นจากการตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีตอบโต้กันระหว่างคู่ขัดแย้งในหลายภูมิภาค ….การปรากฏตัวของตัวแสดงที่เป็นประเทศเล็กในฐานะคนกลางการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อคลี่คลายปัญหาในหลายพื้นที่ กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ได้อย่างดีแทนที่ประเทศใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในเวทีโลก เช่น สหรัฐฯ หรือองค์การระหว่างประเทศ เช่นสหประชาชาติ ในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศในบางเหตุการณ์

อนาคตแผนสันติภาพในยูเครน…จะโดนแขวนหรือได้ไปต่อ?!

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สื่อรายงานข่าวอยู่ทุกวัน ๆ จนเรานึกสงสัยว่ามันจะมีทางออกของเรื่องนี้ไหมที่ไม่ใช่แนวทางการสู้รบหรือปฏิบัติการทางทหารระหว่างกัน…. เมื่อได้สำรวจก็พบข้อมูลว่า สวิตเซอร์แลนด์กำลังมุ่งมั่นจะจัดการประชุมนานาชาติเพื่อหาแผนสันติภาพให้ยูเครนทันในช่วงฤดูร้อนนี้ หรือการประชุมที่มีชื่อเรียกว่า Ukraine Peace Conference ระหว่าง 15-16 มิถุนายน 2567 โดยความคาดหวังของสวิตเซอร์แลนด์คือให้ผู้แทนของหลาย ๆ ประเทศสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งนี้ร่วมกัน เพราะสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนที่สู้รบยืดเยื้อกันยาวนานมามากกว่า 2 ปี สร้างความเสียหายต่อบรรยากาศความมั่นคงโลกในมากมายหลายมิติ เพราะทุกสงครามไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก และความร่วมมือระหว่างประเทศ บทความนี้อยากจะเน้นไปสำรวจความพยายามของนานาชาติที่จะยุติสงคราม ด้วยการเสนอ “แผนสันติภาพ” เพื่อพิสูจน์ว่า แนวคิดที่ว่านานาชาติควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ (external engagement) ตามแนวคิด cooperative security หรือการแสวงหาความร่วมมือเพื่อรักษาความมั่นคง ทั้งกับกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกัน และกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งเป็นศัตรูคู่ขัดแย้งกัน ก็ยังสามารถร่วมมือกันได้นั้น จะยังคงเป็นแนวทางที่ดีในยุคสมัยอันวุ่นวายและซับซ้อนนี้ไหม และถ้าผลักดันสำเร็จ “แผนสันติภาพเพื่อยุติสถานการณ์ยูเครน” จะกลายเป็นโมเดลแก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ ได้หรือไม่ หลายประเทศมีความพยายามจะเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนรอบนี้ เพราะรัสเซียกับยูเครนเหมือนจะเจรจากันเองไม่ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในแผนการสันติภาพที่แตกต่างกัน อย่างยูเครนมีแผนสันติภาพ 10 ข้อที่ประกาศเมื่อปลายปี 2565 เน้นต้องการให้รัสเซียถอนทหารออกไปทั้งหมด ส่วนรัสเซียยืนยันจะต้องอยู่ในภูมิภาคตะวันออกของยูเครนต่อไป เพื่อปกป้องประชาชนในพื้นที่ที่ยึดมาจากการกดขี่ข่มเหงของยูเครนได้ เท่ากับว่า…แผนสันติภาพของทั้ง 2…

ทำไมฟิลิปปินส์ต้องจัดฝึกร่วม Balikatan ใหญ่ที่สุดใน 2567

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถด้านการทหารเพื่อปกป้องความมั่นคงและปลอดภัยทางทะเล แม้เมื่อก่อนกองทัพฟิลิปปินส์จะให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธในประเทศเป็นอันดับแรก แต่พอการเมืองและความมั่นคงภายในสงบมากขึ้น ประเทศนี้ก็ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายจากภายนอก เพราะประเทศนี้ล้อมด้วยทะเลทุกด้าน กองทัพฟิลิปปินส์จึงต้องกระจายกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมเผชิญอันตรายจากทุกหนแห่ง ว่ากันว่า…. กองทัพฟิลิปปินส์หรือ Armed Forces of the Philippines (AFP) ประกอบด้วยกำลังพลพร้อมรบอย่างน้อย 125,000 นาย และยังมีกำลังพลสำรองประมาณ 130,000 นาย บทบาทของกองทัพฟิลิปปินส์สำคัญต่อความมั่นคงของชาติอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีบทบาททางการเมืองหลายครั้ง กอบกู้วิกฤตทางการเมืองจากผู้นำที่ฉ้อโกงได้หลายสมัย กองทัพฟิลิปปินส์ยังถือว่าเป็นกลไกและช่องทางเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดด้วย ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา ทำให้ฟิลิปปินส์ไม่เคยหายไปจากการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนทำให้เรื่องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ (national defense) เป็นเรื่องที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ ………..เมื่อเน้นไปที่ความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ อาจย้อนไปได้ถึงช่วงปี 2444 ที่สหรัฐฯ เริ่มปกครองฟิลิปปินส์ ตามสนธิสัญญาปารีส นานมากกว่า 50 ปี ต่อจากสเปน ทำให้รูปแบบการเมืองและการกำหนดนโยบายของอเมริกามีอิทธิพลต่อฟิลิปปินส์อย่างมาก รวมทั้งส่งผลให้การกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของฟิลิปปินส์เอื้อประโยชน์ต่ออเมริกาจนถึงทุกวันนี้ …..ที่สำคัญก็คือ ทำให้สหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ยังคงมีความร่วมมือด้านการทหารที่ใกล้ชิดกันอย่างมาก เพราะมีสนธิสัญญาป้องกันร่วม หรือ Mutual Defense…