ประเทศมหาอำนาจอายัดบิทคอยน์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรร่วมมือกันอายัดบิทคอยน์ (Bitcoin) มูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรออนไลน์ในกัมพูชา พร้อมทั้งยื่นฟ้องเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ต่อนาย Chen Zhi ชาวกัมพูชาที่เป็นประธานบริษัท Prince Group ในกัมพูชา ในข้อหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์และการฟอกเงินด้วย นอกจากนี้ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะเดินหน้าคว่ำบาตรธุรกิจและบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับนาย Chen Zhi รวมทั้งอายัดทรัพย์สินที่นาย Chen Zhi ครอบครอบอยู่ในสหราชอาณาจักรมูลค่าประมาณ 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย ทั้งนี้ นาย Chen Zhi เป็นบุคคล 2 สัญชาติ คือ กัมพูชาและอังกฤษ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น 1 ในปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ และเป็นการยึดบิทคอยน์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดด้วย  นาย Chen Zhi เป็นอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการตั้งบริษัทในต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟอกเงินและปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยบริษัทส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับบริษัท Prince Group ที่ระบุว่าดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และให้บริการด้านการเงิน แต่จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทต่าง…

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และความท้าทายในอนาคต

นานาชาติมีความคืบหน้าในการผลักดันความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและสันติภาพในฉนวนกาซา และการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการลดความขัดแย้งและระงับการปะทะทางการทหารที่จะส่งผลเสียต่อข้อตกลงหยุดยิง โดยความคืบหน้านี้ มีสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พบหารือกับผู้นำอิสราเอล รวมทั้งเยือนอียิปต์เพื่อประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา จากนั้นลงนามในข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา ร่วมกับผู้นำกาตาร์ อียิปต์ และตุรกี เพื่อส่งสัญญาณให้ทั่วโลกและคู่ขัดแย้งเข้าใจว่าสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญและค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิงนี้ เพื่อให้เกิดสันติภาพในระยะยาว ด้านคู่ขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ได้ให้ความร่วมมือดำเนินการแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษระหว่างกัน โดยมีรายงานว่าอิสราเอลปล่อยตัวชาวปาเลสไตน์จำนวนเกือบ 2,000 คนให้เดินทางกลับภูมิลำเนาในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ ขณะที่ เมื่อ 13 ตุลาคม 2568 กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันจำนวน 20 คน ที่เคยควบคุมตัวไว้ในฉนวนกาซาให้เดินทางกลับอิสราเอล รวมทั้งผู้เสียชีวิต อีก  4 ร่าง ด้วยเช่นกัน โดยมีองค์กร International Committee of the Red Cross หริอ ICRC เป็นผู้ดำเนินการ สถานการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นและขั้นตอนสำคัญต่อการลดระดับความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งเผชิญสงครามมาตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566…

จีนพร้อมทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ อีกรอบ

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีน แต่จีนก็พร้อมจะเข้าสู่สงครามการค้าอีกรอบ  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขู่ขึ้นภาษีร้อยละ 100 ต่อสินค้าเทคโนโลยีจากจีน รวมทั้งการนำเข้า rare earth จากจีน เพื่อกดดันจีนให้ยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าดังกล่าว โดยมาตรการขึ้นภาษีจะมีผลตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุ เมื่อ 12 ตุลาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้สหรัฐฯ หากเพิ่มอัตราภาษีต่อสินค้าของจีนจริง พร้อมจะเข้าสู่สงครามการค้าอีกครั้ง หากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพื่อปกป้องสิทธิของ แต่จีนก็ไม่ต้องการสงครามการค้า และก็กลัวมาตรการของสหรัฐฯ   ฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนยังโจมตีสหรัฐฯ ว่ามีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม และสองมาตรฐาน พร้อมวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ เองก็มีนโยบายควบคุมการส่งออกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ดังนั้น จีนก็ควรมีสิทธิที่จะควบคุมการส่งออกสินค้าเช่นเดียวกัน สื่อมวลชนต่างประเทศเริ่มติดตามแนวทางการใช้นโยบายภาษีเพื่อต่อรองผลประโยชน์ระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงท่าทีบ่อยครั้งเมื่อขู่จะใช้มาตรการภาษี จนส่งผลกระทบต่อสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ผันผวนตามท่าทีดังกล่าว โดยมีรายงานว่ากรณีประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศคำขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำลงอย่างมาก เพราะนักลงทุนวิตกกับสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อ 12 ตุลาคม 2568…

ระบบรางสร้างชาติ รถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่นและจีน

  ระบบราง (railway system) ถือเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลกอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มต้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2368 ซึ่งมีการเดินรถไฟสายสต็อกตัน-ดาร์ลิงตัน (Stockton–Darlington) เป็นสายแรกของโลก ในสมัยนั้นรถไฟดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรไอน้ำ หลังจากกนั้น รถไฟได้กลายมาเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกนับแต่นั้นมา  แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการเดินทางและสัญจรที่สะดวกและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เช่น เครื่องบินและรถยนต์ แต่รถไฟยังคงเป็นระบบขนส่งที่ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ซ้ำยังได้รับพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ สาเหตุเป็นเพราะรถไฟไม่ใช่แค่ระบบการขนส่งคนไปสู่เป้าหมาย แต่เส้นทางตามระบบรางได้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เชื่อมกิจกรรมของประชาชน รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดในการก่อสร้างเมือง (urbanization) ให้เกิดขึ้นได้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบรางอย่างมากแห่งหนึ่งของโลก คือ ญี่ปุ่น ซึ่งได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า การขนส่งระบบรางที่มีประสิทธิภาพสามารถเป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาประเทศได้ แม้ญี่ปุ่นเริ่มใช้รถไฟเมื่อปี 2415 แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทำให้โครงการสร้างระบบรางรถไฟเชื่อมเกาะญี่ปุ่นกับจีนและเกาหลีใต้ไม่ประสบความสำเร็จและล้มเลิกไป แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หายไป ชาวญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าให้ความสำคัญกับการค้นคว้าเทคโนโลยีระบบรางรถไฟ โดยมุ่งเน้นทางด้านการขนส่งพลเรือนมากกว่าเพื่อใช้ประโยชน์ในการทหาร เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลญี่ปุ่นกลับไปให้ความสนใจการพัฒนาภายในประเทศมากกว่าการขยายอาณาเขต จนในที่สุด ญี่ปุ่นได้สร้างระบบรางที่แข็งแกร่งและเทคโนโลยีรถไฟที่ก้าวหน้า หรือ “ชินคันเซ็น” รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงสายแรกของโลกเมื่อปี 2507 ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโตเกียวและเมืองโอซากา 2 เมืองใหญ่ รถไฟชินคันเซ็นของญี่ปุ่นทำความเร็วได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง…

เทคโนโลยีชีวภาพ : สร้างความได้เปรียบในสงครามอนาคต

บทความเรื่องนี้จะชวนผู้อ่านเปรียบเทียบการทำสงครามหรือความขัดแย้งทางอาวุธ กับการทำสงครามเพื่อเอาชนะโรคภัยไข้เจ๊บ ด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ ๆ โดยเฉพาะ “เทคโนโลยีชีวภาพ” ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการทำลายภัยคุกคามด้วยวิธีการแบบหว่านแห ด้วยวิธีการแบบมุ่งเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ทั้งในสมรภูมิสงครามตามแบบ และสงครามต่อสู้โรคร้าย ในการทำสงครามแต่ละครั้ง แน่นอนว่าทุกฝ่ายจะมีเป้าหมาย “เอาชนะศัตรู” ไม่ว่าจะในสงครามรูปแบบเก่าที่ขัดแย้งกันด้วยอาวุธ สงครามรูปแบบใหม่ที่เอาชนะกันด้วยการครอบครองจิตใจมนุษย์ผ่านเครื่องมือหลากหลายแบบ …ที่ผ่านมา มนุษย์เราผ่านประสบการณ์สงครามมากมายหลายรูปแบบ แต่ประสบการณ์สงครามส่วนใหญ่ที่ผ่านมา คู่ต่อสู้ในสงครามมียุทธวิธีการเอาชนะศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการแบบหว่านแห หรือการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย หรือ indiscriminate attack ซึ่งปัจจุบันเป็นยุทธวิธีที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยธรรมสากล เพราะมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของฝ่ายพลเรือนหรือประชาชนทั่วไป รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เช่น การทิ้งระเบิดในพื้นที่ศัตรู เพื่อมุ่งทำลายฐานทัพของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม แต่สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง  เป็นต้น … สำหรับสาเหตุที่ทำให้กองทัพหรือกองกำลังต่าง ๆ เลือกใช้วิธีการโจมตีแบบหว่านแหนั้น ก็เป็นเพราะต้องการเอาชนะอย่างเด็ดขาด หรือการยังไม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติการทางทหาร จึงจำเป็นต้องเลือกการโจมตีขนาดใหญ่เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมาย “ชนะศัตรู” ได้เร็วที่สุด แม้การโจมตีในลักษณะนี้ จะเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่ จะต้องแลกมาด้วยความเสียหายมหาศาลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพราะตกเป็นเหยื่อในการกวาดล้างด้วยอาวุธสงครามไปด้วยทุกครั้ง รวมทั้งการใช้วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้รับประกันชัยชนะระยะยาวได้เลย ตัวอย่างเหตุการณ์การโจมตีแบบหว่านแห ที่สร้างผลกระทบขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการฟื้นฟูสภาพ คือ การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้เป้าหมายจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพของฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อระงับสงครามไม่ให้กระจายตัวและควบคุมความสูญเสีย แต่ผลลัพธ์จากการทิ้งระเบิดดังกล่าวสร้างความบอบช้ำไว้เกินกว่าเป้าหมายทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม…

อิสราเอลเห็นชอบข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน ทั่วโลกคาดหวังข้อตกลงสันติภาพ

รัฐบาลอิสราเอลเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 เห็นชอบแผนการหยุดยิงชั่วคราวและการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มฮะมาส กับนักโทษชาวปาเลสไตน์ โดยการเห็นชอบนี้ แม้ว่าจะเป็นขั้นตอนแรกเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมการถอนทหารทั้งหมดของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซา แต่ถือว่าเป็นพัฒนาการสำคัญต่อสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส ที่เริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2566 สำหรับแผนการที่รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติอิสราเอลเห็นชอบ จะประกอบด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงและถอนทหารอิสราเอลบางส่วนออกจากฉนวนกาซา รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษระหว่างกัน นอกจากนี้ กลุ่มฮะมาสยังต้องปลดอาวุธเพื่อร่วมมือกับอิสราเอลด้วย พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อตกลงดังกล่าวจะส่งทหารอเมริกันจำนวน 200 นายไปที่อิสราเอล จากนั้นจะร่วมสังเกตการณ์และปฏิบัติการร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ต้องการเร่งสร้างผลงานในการยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าทหารอเมริกันจะไม่เข้าไปปฏิบัติการในฉนวนกาซา ท่าทีของอิสราเอลในเชิงบวก ทำให้ทั่วโลกคาดหวังจะให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในระยะยาวและการแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ เนื่องจากสงครามที่ผ่านมาสร้างความสูญเสีย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางเตือนว่าอิสราเอลเคยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือข้อตกลงเมื่อ มกราคม 2568 ที่อิสราเอลละเมิดเมื่อ มีนาคม 2568 จากนั้นก็ปฏิบัติการสังหารชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาไป 400 คนภายในวันเดียว รัฐบาลอิสราเอลยังคงยืนยันว่าข้อตกลงปัจจุบันเป็นขั้นตอนแรก (phase one) และจะมีผลบังคับใช้ใน 24 ชั่วโมง ด้านกลุ่มฮะมาสจะต้องปล่อยตัวประกัน 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่…

เมื่อโดรนและการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของโครงสร้างพื้นฐาน เป็น“อาวุธใหม่”…

โดรนและการโจมตีต่อระบบคอมพิวเตอร์ของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ … “อาวุธใหม่” ที่ทำให้สนามบินต้องหยุดทำการ หรือไฟฟ้าดับทั้งเมืองได้ทันที ! ….บทความนี้จะพาผู้อ่านทำความเข้าใจแนวโน้มที่ผู้ก่อการร้าย หรือฝ่ายตรงข้าม อาจนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือในการโจมตี หรือก่อกวนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเป็นเป้าหมายโจมตีของผู้ก่อการร้ายและกลุ่มรุนแรงขวาจัด

เคยคิดกันไหม …ว่า ไฟฟ้าที่เราใช้ สัญญาณอินเทอร์เน็ตของโทรศัพท์มือถือที่เราเล่น หรือรถไฟที่พาเราไปเที่ยว อาจเป็นเป้าหมายโจมตีของผู้ก่อการร้ายได้ ? บทความนี้จะพาผู้อ่านทำความเข้าใจว่า ทำไมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ จึงถูกเลือกเป็นเป้าหมายโจมตี เพื่อให้ทุกคนรู้จัก “ภัย” ที่อาจคุกคามชีวิตประจำวันของเราโดยไม่ทันตั้งตัว  ทำไมต้องโจมตี “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เป็นการให้บริการพื้นฐาน เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ และมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ  โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มีหลายประเภท เช่น ด้านพลังงาน อาทิ  โรงกลั่นน้ำมัน  เสาไฟฟ้า และเขื่อน เป็นต้น ด้านคมนาคมขนส่ง อาทิ สนามบิน สถานีขนส่งโดยสาร สถานีรถไฟ และรางรถไฟ เป็นต้น  ด้านการป้องกัน อาทิ คลังเก็บอาวุธ และกองทัพ เป็นต้น การที่โครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมบริการพื้นฐานของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ทำให้กลุ่มก่อการร้าย และกลุ่มต่อต้านรัฐบาล นิยมเลือกเป็นเป้าหมายในการโจมตี เพราะเสมือนได้โจมตีสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล อีกทั้งยังเกิดความเสียหายที่กระทบต่อคนจำนวนมาก กลุ่มและเป้าหมายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่ปี 2562 “กลุ่มผู้นิยมแนวคิดรุนแรงขวาจัด” เผยแพร่วิธีการก่อเหตุต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น…

สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานค้ามนุษย์ปี 2568 จัดไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2

  กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 29 กันยายน 2568 เผยแพร่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ประจำปี 2568 หรือ TIP Report 2025 เพื่อประเมินสถานการณ์ค้ามนุษย์ทั่วโลก หรือใน 185 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐ และไทย เมื่อปี  2567 ตลอดจนมีการจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ ที่มีความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทบทวนและเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานของสหรัฐฯ ขยายความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งปกป้องเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ซึ่งสหรัฐฯ มีมุมมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมนุษย์ที่สำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เป็นค่านิยมหลักของชาวอเมริกันแล้ว การค้ามนุษย์ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านอื่น ๆ ของสังคม ประเด็นที่น่าสนใจจากรายงานค้ามนุษย์ในปีนี้ นอกจากเนื้อหาสาระสำคัญ ก็คือ ห้วงเวลาการเผยแพร่ที่ล่าช้ากว่าปกติ หรือในห้วง มิถุนายน 2568 ตามที่รัฐบัญญัติสหรัฐฯ กำหนดไว้ แต่ในปี 2568 นี้ มีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผชิญการปรับลดงบประมาณด้านการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ในต่างประเทศ ทำให้กระบวนการรวบรวมข้อมูลล่าช้า ตลอดจนไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์การเผยพร่รายงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมาที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการแถลงรายงานดังกล่าว และใช้โอกาสการเผยแพร่รายงานฉบับนี้เพื่อทำให้นานาชาติเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์…

อินเดียและภูฏานจะก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างกันเป็นสายแรก

  อินเดียและภูฏานจะมีเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างกันเป็นสายแรก จำนวน  2 เส้นทาง ระยะทางยาว 89 กิโลเมตร สายแรกที่รัฐอัสสัม และสายที่ 2 ที่รัฐเบงกอลตะวันตก การสร้างรถไฟ 2 เส้นทางนี้ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเดินทาง การท่องเที่ยว  และการติดต่อระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ แต่นัยในเชิงยุทธศาสตร์ภูฏานก็ต้องการรักษาดุลอำนาจกับอินเดียในช่วงที่อิทธิพลจีนเริ่มเข้ามาในประเทศมากขึ้น ขณะที่อินเดียก็ต้องการรักษาเขตอิทธิพลของตนในเอเชียใต้ โครงการก่อสร้างทางรถไฟอินเดีย-ภูฏาน ริเริ่มมานาน แต่เพิ่งจะบรรลุผลเมื่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ลงนามในข้อตกลงในโอกาสเยือนภูฏาน เมื่อปี 2567 และเมื่อ 29 กันยายน 2568 ผู้บริหารของคณะกรรมการรถไฟแห่งชาติอินเดียและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภูฏานได้ลงนามแผนก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมระหว่างเมืองโกกราจาร์ (Kokrajhar) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กับเมืองเกเลพู (Gelephu) ของภูฏาน ส่วนสายที่ 2 ระหว่างจะเชื่อมระหว่างเมือง Banarhat ของอินเดีย กับเมือง Samtse ของภูฏาน อินเดียจะเร่งรัดให้มีการดำเนินการสร้าง และเป็นฝ่ายจ่ายเงินก่อสร้างทั้งสองเส้นทาง ซึ่งเส้นทางรถไฟจะเป็นระบบไฟฟ้า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในเส้นทางรถไฟสายแรก มีความยาว 69 กิโลเมตร อยู่ฝั่งภูฏาน…