ไทยควรติดตาม 3 การประชุมสำคัญในภูมิภาคเอเชีย

ในห้วงปลาย ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมสำคัญในภูมิภาคเอเชียอย่างน้อย 3 การประชุม ซึ่งไทยควรติดตามประเด็นหารือและผลลัพธ์การประชุมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นการประชุมกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาค และการประชุมครั้งสำคัญทางการเมืองและนโบายของจีน ที่เป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวที่มาเลเซียพยายามผลักดันให้ไทยและกัมพูชามีการลงนามในสันติภาพในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าร่วมการประชุมกับอาเซียน รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนที่เกาหลีใต้ด้วย การประชุมแรก คือ การประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่าง 20-23 ตุลาคม 2568 ที่กรุงปักกิ่ง เป็นการประชุมใหญ่สมัยที่ 4 มีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน มีการทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 15 ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารสำคัญระดับชาติที่จะกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ ทั้งด้านการพัฒนา เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความร่วมมือกับต่างประเทศ ในอีกระยะ 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น การประชุมนี้ แม้จะไม่มีการเชิญประเทศอื่นเข้าร่วม แต่การที่จีน…มหาอำนาจขนาดใหญ่กำลังทบทวนและกำหนดแนวทางดำเนินนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และบทบาทจีนในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของโลก และพลังงานทางเลือก เนื่องจากทั้ง 2 อุตสาหกรรมอาจทำให้จีนก้าวเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในอนาคต ประชุมถัดไป คือ…

เกาหลีใต้ประกาศแผน “K-Defense” เป้าหมายเป็น 4 ผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์หลักของโลก

ประธานาธิบดีอี แจ มย็องของเกาหลีใต้ ประกาศเมื่อ 20 ตุลาคม 2568 ระหว่างงานจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ Seoul International Aerospace & Defense Exhibition (ADEX) 2025 ตั้งเป้ายกระดับเกาหลีใต้ขึ้นเป็น “หนึ่งในสี่ชาติมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระดับโลก”ภายในปี 2573 พร้อมเน้นย้ำว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตแห่งอนาคตที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และอวกาศ ซึ่งในปี 2569 ได้จัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เป็น 66.3 ล้านล้านวอน เป้าหมายอันทะเยอทะยานของเกาหลีใต้เป็นการผลักดันอย่างจริงจังตั้งแต่สมัยประธานาธิบดียุน ซอก ยอล และได้รับการสานต่อโดยรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการสร้างสถานะเกาหลีใต้เป็น “รัฐหลักระดับโลก” (Global Pivotal State) รวมถึงสร้างความมั่นคงทางการทหารที่พึ่งพาตนเองได้ในที่สุด ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธอยู่อันดับที่ 10 ของโลก (ข้อมูลเมื่อปี 2566) แต่อัตราการส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่กำลังมองหาแหล่งจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่มั่นคง ผลิตภัณฑ์ด้านการป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ มีตั้งแต่ปืนใหญ่ รถถัง ขีปนาวุธ จนถึงเรือรบ ที่ปัจจุบันได้รับความสนใจในตลาดโลกอย่างมาก…

การประชุมประจำปี IMF และ World Bank บทสรุปและอนาคต

สหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เมื่อ 18 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลกที่มีผู้แทนจากองค์กรสถาบันการเงินและการธนาคาร รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจโลกไปร่วมแสดงมุมมองและวิสัยทัศน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการบริหารจัดการงบประมาณของประเทศต่าง ๆ

จีนย้ำอำนาจอธิปไตยเหนือซินเจียงในสมุดปกขาวว่าด้วยแนวทางการปกครองซินเจียง

จีนเผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยแนวทางปฏิบัติและความสำเร็จในการปกครองซินเจียงในยุคสมัยใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) เมื่อ 20 กันยายน 2568 เพื่อย้ำอำนาจอธิปไตยของจีนในการปกครองซินเจียง สร้างความเข้าใจในนโยบาย แนวทางปฏิบัติและความสำเร็จของ พคจ. ในเขตปกครองตนเองซินเจียงตามแนวคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยระบุยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นความสำเร็จของจีนในซินเจียง 5 ประการ ได้แก่ 1) การต่อต้านการก่อการร้ายและการเสริมสร้างเสถียรภาพที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยกระดับการรักษาความปลอดภัยในซินเจียง เน้นการหลีกเลี่ยงมากกว่าการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดการผู้ที่มีแนวคิดรุนแรง การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรจากต่างประเทศ (Anti-Foreign Sanctions Law) และการกำหนดให้แนวคิดการรวมเติร์กและการรวมอิสลามเป็นภัยต่อการรวมชาติ เพราะส่งเสริมแนวคิดว่าเจ้าของซินเจียงมีเพียงชาวอุยกูร์ และวัฒนธรรมของชาติอื่นในซินเจียงไม่ใช่วัฒนธรรมจีน 2) การเสริมสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ โดยพัฒนาชุมชนและเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การส่งเสริมการศึกษาและการใช้ภาษาจีนเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมจีนและ พคจ. การจัดทัศนศึกษาสำหรับเยาวชน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวฮั่น ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน ส่งผลให้ซินเจียงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 302 ล้านคน เมื่อปี 2567 3) การจัดการกิจการทางศาสนาเชิงรุก ห้ามจัดกิจกรรมทางศาสนาที่ผิดกฎหมายและไม่สอดคล้องกับค่านิยมของจีน ควบคุมผู้ที่มีแนวคิดหัวรุนแรง นำเสนอกฎหมายและแนวคิดสังคมนิยมจีนในสถานที่ทางศาสนา และฝึกอบรมผู้นำทางศาสนาเพื่อเผยแพร่หลักคำสอนทางศาสนาและวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมในซินเจียง 4) การพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในซินเจียง และการพัฒนาให้ซินเจียงเป็นจุดศูนย์กลางของแถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม อาทิ โครงการขจัดความยากจน ทำให้ในปี 2563…

ประเทศมหาอำนาจอายัดบิทคอยน์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรร่วมมือกันอายัดบิทคอยน์ (Bitcoin) มูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตรวจสอบแล้วเชื่อว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรออนไลน์ในกัมพูชา พร้อมทั้งยื่นฟ้องเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ต่อนาย Chen Zhi ชาวกัมพูชาที่เป็นประธานบริษัท Prince Group ในกัมพูชา ในข้อหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์และการฟอกเงินด้วย นอกจากนี้ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะเดินหน้าคว่ำบาตรธุรกิจและบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับนาย Chen Zhi รวมทั้งอายัดทรัพย์สินที่นาย Chen Zhi ครอบครอบอยู่ในสหราชอาณาจักรมูลค่าประมาณ 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย ทั้งนี้ นาย Chen Zhi เป็นบุคคล 2 สัญชาติ คือ กัมพูชาและอังกฤษ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น 1 ในปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ และเป็นการยึดบิทคอยน์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดด้วย  นาย Chen Zhi เป็นอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการตั้งบริษัทในต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟอกเงินและปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยบริษัทส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับบริษัท Prince Group ที่ระบุว่าดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และให้บริการด้านการเงิน แต่จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทต่าง…

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และความท้าทายในอนาคต

นานาชาติมีความคืบหน้าในการผลักดันความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและสันติภาพในฉนวนกาซา และการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการลดความขัดแย้งและระงับการปะทะทางการทหารที่จะส่งผลเสียต่อข้อตกลงหยุดยิง โดยความคืบหน้านี้ มีสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พบหารือกับผู้นำอิสราเอล รวมทั้งเยือนอียิปต์เพื่อประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา จากนั้นลงนามในข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา ร่วมกับผู้นำกาตาร์ อียิปต์ และตุรกี เพื่อส่งสัญญาณให้ทั่วโลกและคู่ขัดแย้งเข้าใจว่าสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญและค้ำประกันข้อตกลงหยุดยิงนี้ เพื่อให้เกิดสันติภาพในระยะยาว ด้านคู่ขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ได้ให้ความร่วมมือดำเนินการแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษระหว่างกัน โดยมีรายงานว่าอิสราเอลปล่อยตัวชาวปาเลสไตน์จำนวนเกือบ 2,000 คนให้เดินทางกลับภูมิลำเนาในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ ขณะที่ เมื่อ 13 ตุลาคม 2568 กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันจำนวน 20 คน ที่เคยควบคุมตัวไว้ในฉนวนกาซาให้เดินทางกลับอิสราเอล รวมทั้งผู้เสียชีวิต อีก  4 ร่าง ด้วยเช่นกัน โดยมีองค์กร International Committee of the Red Cross หริอ ICRC เป็นผู้ดำเนินการ สถานการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นและขั้นตอนสำคัญต่อการลดระดับความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งเผชิญสงครามมาตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566…

จีนพร้อมทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ อีกรอบ

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มตึงเครียดขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีน แต่จีนก็พร้อมจะเข้าสู่สงครามการค้าอีกรอบ  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขู่ขึ้นภาษีร้อยละ 100 ต่อสินค้าเทคโนโลยีจากจีน รวมทั้งการนำเข้า rare earth จากจีน เพื่อกดดันจีนให้ยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าดังกล่าว โดยมาตรการขึ้นภาษีจะมีผลตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุ เมื่อ 12 ตุลาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้สหรัฐฯ หากเพิ่มอัตราภาษีต่อสินค้าของจีนจริง พร้อมจะเข้าสู่สงครามการค้าอีกครั้ง หากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพื่อปกป้องสิทธิของ แต่จีนก็ไม่ต้องการสงครามการค้า และก็กลัวมาตรการของสหรัฐฯ   ฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนยังโจมตีสหรัฐฯ ว่ามีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม และสองมาตรฐาน พร้อมวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ เองก็มีนโยบายควบคุมการส่งออกอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ดังนั้น จีนก็ควรมีสิทธิที่จะควบคุมการส่งออกสินค้าเช่นเดียวกัน สื่อมวลชนต่างประเทศเริ่มติดตามแนวทางการใช้นโยบายภาษีเพื่อต่อรองผลประโยชน์ระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงท่าทีบ่อยครั้งเมื่อขู่จะใช้มาตรการภาษี จนส่งผลกระทบต่อสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ผันผวนตามท่าทีดังกล่าว โดยมีรายงานว่ากรณีประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศคำขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำลงอย่างมาก เพราะนักลงทุนวิตกกับสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อ 12 ตุลาคม 2568…

ระบบรางสร้างชาติ รถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่นและจีน

  ระบบราง (railway system) ถือเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโลกอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มต้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2368 ซึ่งมีการเดินรถไฟสายสต็อกตัน-ดาร์ลิงตัน (Stockton–Darlington) เป็นสายแรกของโลก ในสมัยนั้นรถไฟดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรไอน้ำ หลังจากกนั้น รถไฟได้กลายมาเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกนับแต่นั้นมา  แม้ว่าปัจจุบันจะมีวิธีการเดินทางและสัญจรที่สะดวกและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เช่น เครื่องบินและรถยนต์ แต่รถไฟยังคงเป็นระบบขนส่งที่ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ซ้ำยังได้รับพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ สาเหตุเป็นเพราะรถไฟไม่ใช่แค่ระบบการขนส่งคนไปสู่เป้าหมาย แต่เส้นทางตามระบบรางได้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เชื่อมกิจกรรมของประชาชน รวมทั้งเป็นต้นกำเนิดในการก่อสร้างเมือง (urbanization) ให้เกิดขึ้นได้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบรางอย่างมากแห่งหนึ่งของโลก คือ ญี่ปุ่น ซึ่งได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า การขนส่งระบบรางที่มีประสิทธิภาพสามารถเป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาประเทศได้ แม้ญี่ปุ่นเริ่มใช้รถไฟเมื่อปี 2415 แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทำให้โครงการสร้างระบบรางรถไฟเชื่อมเกาะญี่ปุ่นกับจีนและเกาหลีใต้ไม่ประสบความสำเร็จและล้มเลิกไป แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หายไป ชาวญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าให้ความสำคัญกับการค้นคว้าเทคโนโลยีระบบรางรถไฟ โดยมุ่งเน้นทางด้านการขนส่งพลเรือนมากกว่าเพื่อใช้ประโยชน์ในการทหาร เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลญี่ปุ่นกลับไปให้ความสนใจการพัฒนาภายในประเทศมากกว่าการขยายอาณาเขต จนในที่สุด ญี่ปุ่นได้สร้างระบบรางที่แข็งแกร่งและเทคโนโลยีรถไฟที่ก้าวหน้า หรือ “ชินคันเซ็น” รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงสายแรกของโลกเมื่อปี 2507 ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโตเกียวและเมืองโอซากา 2 เมืองใหญ่ รถไฟชินคันเซ็นของญี่ปุ่นทำความเร็วได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง…

เทคโนโลยีชีวภาพ : สร้างความได้เปรียบในสงครามอนาคต

บทความเรื่องนี้จะชวนผู้อ่านเปรียบเทียบการทำสงครามหรือความขัดแย้งทางอาวุธ กับการทำสงครามเพื่อเอาชนะโรคภัยไข้เจ๊บ ด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ ๆ โดยเฉพาะ “เทคโนโลยีชีวภาพ” ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการทำลายภัยคุกคามด้วยวิธีการแบบหว่านแห ด้วยวิธีการแบบมุ่งเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ทั้งในสมรภูมิสงครามตามแบบ และสงครามต่อสู้โรคร้าย ในการทำสงครามแต่ละครั้ง แน่นอนว่าทุกฝ่ายจะมีเป้าหมาย “เอาชนะศัตรู” ไม่ว่าจะในสงครามรูปแบบเก่าที่ขัดแย้งกันด้วยอาวุธ สงครามรูปแบบใหม่ที่เอาชนะกันด้วยการครอบครองจิตใจมนุษย์ผ่านเครื่องมือหลากหลายแบบ …ที่ผ่านมา มนุษย์เราผ่านประสบการณ์สงครามมากมายหลายรูปแบบ แต่ประสบการณ์สงครามส่วนใหญ่ที่ผ่านมา คู่ต่อสู้ในสงครามมียุทธวิธีการเอาชนะศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการแบบหว่านแห หรือการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย หรือ indiscriminate attack ซึ่งปัจจุบันเป็นยุทธวิธีที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยธรรมสากล เพราะมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของฝ่ายพลเรือนหรือประชาชนทั่วไป รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เช่น การทิ้งระเบิดในพื้นที่ศัตรู เพื่อมุ่งทำลายฐานทัพของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม แต่สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง  เป็นต้น … สำหรับสาเหตุที่ทำให้กองทัพหรือกองกำลังต่าง ๆ เลือกใช้วิธีการโจมตีแบบหว่านแหนั้น ก็เป็นเพราะต้องการเอาชนะอย่างเด็ดขาด หรือการยังไม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติการทางทหาร จึงจำเป็นต้องเลือกการโจมตีขนาดใหญ่เพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมาย “ชนะศัตรู” ได้เร็วที่สุด แม้การโจมตีในลักษณะนี้ จะเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่ จะต้องแลกมาด้วยความเสียหายมหาศาลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพราะตกเป็นเหยื่อในการกวาดล้างด้วยอาวุธสงครามไปด้วยทุกครั้ง รวมทั้งการใช้วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้รับประกันชัยชนะระยะยาวได้เลย ตัวอย่างเหตุการณ์การโจมตีแบบหว่านแห ที่สร้างผลกระทบขนาดใหญ่และใช้เวลานานในการฟื้นฟูสภาพ คือ การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้เป้าหมายจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพของฝั่งสหรัฐอเมริกา เพื่อระงับสงครามไม่ให้กระจายตัวและควบคุมความสูญเสีย แต่ผลลัพธ์จากการทิ้งระเบิดดังกล่าวสร้างความบอบช้ำไว้เกินกว่าเป้าหมายทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม…

อิสราเอลเห็นชอบข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน ทั่วโลกคาดหวังข้อตกลงสันติภาพ

รัฐบาลอิสราเอลเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 เห็นชอบแผนการหยุดยิงชั่วคราวและการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มฮะมาส กับนักโทษชาวปาเลสไตน์ โดยการเห็นชอบนี้ แม้ว่าจะเป็นขั้นตอนแรกเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมการถอนทหารทั้งหมดของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซา แต่ถือว่าเป็นพัฒนาการสำคัญต่อสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส ที่เริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2566 สำหรับแผนการที่รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติอิสราเอลเห็นชอบ จะประกอบด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงและถอนทหารอิสราเอลบางส่วนออกจากฉนวนกาซา รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษระหว่างกัน นอกจากนี้ กลุ่มฮะมาสยังต้องปลดอาวุธเพื่อร่วมมือกับอิสราเอลด้วย พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อตกลงดังกล่าวจะส่งทหารอเมริกันจำนวน 200 นายไปที่อิสราเอล จากนั้นจะร่วมสังเกตการณ์และปฏิบัติการร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ต้องการเร่งสร้างผลงานในการยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าทหารอเมริกันจะไม่เข้าไปปฏิบัติการในฉนวนกาซา ท่าทีของอิสราเอลในเชิงบวก ทำให้ทั่วโลกคาดหวังจะให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในระยะยาวและการแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ เนื่องจากสงครามที่ผ่านมาสร้างความสูญเสีย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางเตือนว่าอิสราเอลเคยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือข้อตกลงเมื่อ มกราคม 2568 ที่อิสราเอลละเมิดเมื่อ มีนาคม 2568 จากนั้นก็ปฏิบัติการสังหารชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาไป 400 คนภายในวันเดียว รัฐบาลอิสราเอลยังคงยืนยันว่าข้อตกลงปัจจุบันเป็นขั้นตอนแรก (phase one) และจะมีผลบังคับใช้ใน 24 ชั่วโมง ด้านกลุ่มฮะมาสจะต้องปล่อยตัวประกัน 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่…