กัมพูชากำลังจะทำอะไร ? จีนต้องจับตามองหรือไม่ ?

กัมพูชากำลังจะทำอะไร ? จีนต้องจับตามองหรือไม่ ? เมื่อกัมพูชาใช้สหรัฐฯ เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองจากกรณีที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากมีสัญญาณเพิ่มขึ้นว่า กัมพูชาได้ดึงสหรัฐฯ เข้ามาใกล้ชิด ซึ่งในอนาคต หากมีการดึงสหรัฐฯ เข้ามาในประเด็นความมั่นคง เช่น ความร่วมมือด้านการทหาร กัมพูชาจะพึ่งพาจีนลดลง ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะมีกัมพูชาเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดมากขึ้น แม้ไม่ถึงระดับที่จะเป็นพันธมิตรเท่ากับไทย กัมพูชาใช้ภาพเดินชุมนุมประท้วง พร้อมป้ายของนักเรียน พระสงฆ์ ครู ประชาชนกัมพูชา เกือบ 1,000 คน ที่เมืองเสียมเรียบ กัมพูชาเมื่อ 22 สิงหาคม 2568 ไปถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ช่วยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ไทยกักขังไว้ แต่ก็มีนัยว่าต้องการส่งข่าวสารให้ผู้นำสหรัฐฯ และประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าไทยกักขัง หน่วงเหนี่ยวทหารกัมพูชา รวมทั้งต้องการให้ปัญหาไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพื่อให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซง การประท้วงครั้งนี้ ยังชูป้ายขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ช่วยให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงกับไทย และมีการเผยแพร่ภาพพระที่ร่วมชุมนุมประท้วงถือธงกัมพูชาและสหรัฐฯ ด้วย ฝ่ายไทยชี้แจงมาต่อเนื่องว่า ทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ  เมื่อ…

ทิศทางเศรษฐกิจโลกจาก 3 ยักษ์ใหญ่ : สหรัฐฯ จีน เยอรมนี

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product-GDP) มูลค่าประมาณ 114 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และทิศทางการเติบโตสามารถสะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และเยอรมนี  หากไม่นับรวมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (European Union-EU) เป็นต้น ทั้งสามประเทศมิได้มีเพียงขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่ยังมีบทบาทที่กำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจโลกอีกด้วย สหรัฐฯ เป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดโลกอย่างกว้างขวาง ขณะที่จีนเป็นเครื่องจักรการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญที่เชื่อมโยงกับประเทศคู่ค้ากว่า 120 ประเทศ โดยมีบทบาทหลักในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และพลังงานสะอาด ส่วนเยอรมนีในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและหัวใจของสหภาพยุโรปเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรปและตลาดโลกโดยรวม การติดตามเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศจึงเสมือนการอ่านแผนที่เศรษฐกิจโลกที่สะท้อนทั้งโอกาส ความเปราะบาง และทิศทางในอนาคต สำหรับไทย การเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวนี้จึงมีความจำเป็น เพื่อป้องกันผลกระทบจากความผันผวนที่อาจกระทบต่อการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถวางนโยบายรองรับได้อย่างทันท่วงทีและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568 กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรอย่างมากต่อสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สร้างต้นทุนให้กับธุรกิจบางกลุ่ม และอาจกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและคลายภาษีนำเข้าในบางหมวดเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ แต่การขึ้นภาษีนำเข้าชั่วคราวได้สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภายในและจากต่างประเทศ ด้านแรงงาน…

ข้อมูลจาก AI อาจไม่ยุติธรรม เพราะเป็นแบบจำลองอคติของมนุษย์

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น บริษัทผู้ให้บริการทางด้านคอมพิวเตอร์ชั้นนำอย่าง IBM ได้กล่าวไว้ว่าองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า ร้อยละ 42  หันมาใช้ AI ในการทำงาน และมีคาดว่าอุตสาหกรรม AI ทั่วโลกจะเติบโตจนมีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า ร้อยละ 20  เราได้เห็นการใช้ AI ที่เข้าถึงการทำงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การเงิน กฎหมาย การแพทย์ การศึกษา ศิลปะ หรือดนตรี ไปจนถึงการบริหารองค์กร เพราะจุดเด่นของ AI อยู่ที่ความสามารถในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในระดับที่มนุษย์ต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการดำเนินการหรือใช้เวลาที่มากกว่า ความสามารถเฉพาะของ AI ที่เสนอข้อมูลได้รวดเร็ว ทำให้มนุษย์เริ่มเชื่อว่าข้อมูลจาก AI จะทำให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็วและแม่นยำ แต่มนุษย์จะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ และกลั่นกรองโดย AI นั้นจะมีความ “ยุติธรรม” (fair) และ “ไร้อคติ” (unbiased) เพราะแม้ว่า AI…

ไทยรับแรงงานจากศรีลังกา หลังแรงงานกัมพูชาทยอยกลับประเทศ

แรงงานศรีลังกาจะช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานที่ปัจจุบันภาคแรงงานของไทยกำลังเกิดภาวะตึงตัว และเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานฉับพลัน กระทรวงแรงงานไทยระบุว่าภาวะขาดแคลนแรงงานเป็นผลจากความไม่สงบในเมียนมา และความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลทำให้มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาบางส่วน จำนวน 22,546 คน  เดินทางกลับประเทศต้นทาง และยังมีทยอยเดินทางกลับต่อเนื่อง แต่หากประเมินจากแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งที่ลงทะเบียนและไม่ได้ลงทะเบียนคาดว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากว่า   400,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 10 ของแรงงานต่างด้าว ต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย  เฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม สวนผลไม้ ก่อสร้าง และการผลิตอื่น ๆ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก ส่วนในประเทศ กระทรวงแรงงานไทยระบุว่ายังมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 98,548 คน  ลาว จำนวน 91,489 คน เมียนมา จำนวน 194,441 คน  และเวียดนาม จำนวน 3,573 คน รวมทั้งหมด ประมาณ 388,051 คน ที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 19 สิงหาคม 2568 ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวขาดแคลน เช่น…

ไมเคิล บี.อัลฟาโร : จุดกระแสย้อนรอยการใช้ล็อบบี้ยิสต์ของกัมพูชา

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายของสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ นิยมใช้บริษัทล็อบบี้ เพื่อเข้าถึง และโน้มน้าวรัฐและฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เช่น ใช้บริษัทล็อบบี้เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ ให้สิทธิทางภาษีแก่ประเทศของตน เช่นเดียวกับบริษัทล็อบบี้ของสหรัฐฯ ก็ต้องหาลูกค้าจากประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน บริษัทล็อบบี้ส่วนใหญ่อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และเรียกย่านที่ตั้งบริษัทล็อบบี้ว่า K Street และบริษัทล็อบบี้ที่จะได้รับความนิยม ต้องมีทีมงานที่เคยเป็นคนวงในของรัฐบาล หรือในสภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภา เพื่อจะได้รู้เส้นทางการติดต่อกับฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ นายไมเคิล บี.อัลฟาโร ก็เป็นล็อบบี้ยิสต์ ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Capitol Hill & Friends ไม่ใช่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง นายอัลฟาโร เปิดเผยวิดีโอตนเองทางออนไลน์เมื่อ 16 สิงหาคม 2568  สนับสนุนกัมพูชา และกล่าวหาไทยว่าบุกรุกดินแดนกัมพูชา จากกรณีขัดแย้งและปะทะทางทหารระหว่างกันเมื่อช่วงกรกฎาคม 2568 ส่วนการถ่ายรูปกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็เป็นช่วงการระดมทุนหาเสียง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายไมเคิล บี.อัลฟาโร ไม่ใช่ล็อบบี้ยิสต์ที่กัมพูชาใช้บริการเป็นรายแรก กัมพูชาเคยใช้ล็อบบี้ยิสต์เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่คว่ำบาตรรัฐบาลกัมพูชาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อดันตัวเองให้อยู่ในสายตาสหรัฐฯ และมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ หลังกัมพูชาเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี…

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชากับสงครามเรื่องเล่า (Narrative Warfare)

สงครามดั้งเดิมมีสิ่งชี้ขาดชัยชนะ คือ อาวุธ หรือความสามารถทางการทูต แต่ความเป็นจริงที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ก็คือในยุคสมัยของสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่ทั้งการใช้อาวุธที่เป็นสงครามแบบดั้งเดิม ควบคู่ไปกับสงครามรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ และสงครามข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น  นอกจากนี้ มีแนวรบอีกด้านที่กำลังโดดเด่น คือ แนวรบของเรื่องเล่า ซึ่งเป็นแนวรบที่ฝ่ายตรงข้ามมุ่งหมายใช้เป็นอาวุธหลักเพื่อให้ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้กำลัง ในสงครามไทย-กัมพูชาในปี 2568 ครั้งนี้ แตกต่างเมื่อปี 2554 เพราะครั้งนี้ นอกจากแนวรบดั้งเดิมที่ตัดสินกันด้วยอาวุธ ยังมีอีกแนวรบหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมาก และเป็นห่วงกันมากว่าไทยดูจะเสียเชิงฝ่ายตรงข้าม และถูกวิจารณ์ว่าเป็นฝ่ายเดินตามหลังคู่ขัดแย้ง นั่นคือ “สงครามเรื่องเล่า” หรือ Narrative Warfare ซึ่งเป็นแนวรบสำคัญที่ไทยยังตั้งรับยังไม่ทัน ได้แต่เพียงตามแก้ในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเปิดเกมรุก สงครามเรื่องเล่า เป็นแนวคิดทางการทหารและการทูตที่ได้รับการพูดถึงจริงจังในแวดวงความมั่นคงศึกษาทั่วโลกมานาน แต่ดูจะยังเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยที่กำลังรอผลของการนำมาใช้ เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนใต้ แนวรบสงครามเรื่องเล่าคือ การประกอบสร้าง ปรับแต่ง และเผยแพร่เรื่องเล่า (narrative) อย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อชี้นำการรับรู้ของผู้คนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อควบคุมความหมายของเหตุการณ์ หรือกำหนดทิศทางการรับรู้ของสาธารณชน พูดอีกอย่างคือ สมรภูมินี้ คือการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจในการให้ความหมาย เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจในการเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือ “ความจริง”…

จีนจะจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้าน AI ระดับโลก : การแข่งขันกับสหรัฐฯ เข้มข้น

แนวคิดริเริ่มในการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization-WACO) ของจีน จะช่วยหนุนบทบาทของจีนในระดับโลกให้โดดเด่น หรืออาจถึงระดับคุมทิศทางปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) ของโลกต่อไปได้ในอนาคต เหมือนกับเช่นที่องค์กรด้านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารโลก (World Bank)  หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund -IMF) ที่คุมโดยฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ยังจะได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี AI ของโลกอีกด้วย นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงของจีนประกาศในงาน World Artificial Intelligence Conference in Shanghai 2025 เมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ว่า จีนจะจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก โดยสำนักงานใหญ่ชั่วคราวจะอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้  จีนมีเป้าหมายว่าองค์กรนี้ จะช่วยให้ธรรมาภิบาลของ AI ตอบสนองกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) เป็นอันดับแรก ๆ รวมทั้งก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้าน AI โลก…

EP 3 : จีนกับมาตรการเฉียบขาดต่อกลุ่มจีนเทาเพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจและสังคม

ห้วงที่ผ่านมา ทางการจีนตระหนักดีว่าปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากกลุ่ม “จีนเทา” ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนในสายตาประชาคมโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของพลเมืองจีนเอง ที่มีคนจีนจำนวนไม่น้อยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและการค้ามนุษย์ในต่างแดน ทำให้ทางการจีนเร่งกวาดล้างกลุ่มทุนจีนเทาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง จีนผนึกกำลัง เมียนมา กัมพูชา ลาว ปราบ “จีนเทา” ทั่วอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและหลากหลายมิติในการปราบปรามทุนจีนเทา เช่น กดดันทางการทูตและกฎหมาย จีนใช้ช่องทางทางการทูตกดดันรัฐบาลเมียนมา กัมพูชา และลาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในการปราบปรามกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ รวมถึงเรียกร้องให้ประเทศในอาเซียน “แสดงความรับผิดชอบ” และจัดการกับการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้เรียกร้องให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นในการจัดการกับอาชญากรรมข้ามพรมแดนเหล่านี้ ผลักดันความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จีนเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งเมียนมา กัมพูชา และลาว รวมถึงไทย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ดำเนิน ปฏิบัติการร่วม และส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมกันเพื่อต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ เห็นได้จากกรณีที่ตำรวจเมียนมาส่งตัวผู้ต้องหาชาวจีนจำนวนมากกลับจีนเพื่อรับโทษตามกฎหมาย รวมถึงการหารือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยและกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชายแดนเมียนมา กัมพูชา และลาว จีนยังผลักดันการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เหล่านี้ในระดับพหุภาคีอย่างความร่วมมือภายใต้ “ศูนย์ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายแม่โขง-ล้านช้าง (Lancang-Mekong Integrated Law Enforcement and Security Cooperation Center–LMLECC) ซึ่งจีนก่อตั้งเมื่อปี 2560 มีภารกิจส่งเสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ…

EP 2 : ความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจากกลุ่มจีนเทา

การใช้กลไกเศรษฐกิจนำการเมือง ทำให้จีนได้รับการยอมรับในฐานะพันธมิตรสำคัญด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเป็นคู่ค้า โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative-BRI) ของจีน ทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอนุภูมิภาคขยายตัวยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดทางสังคม วัฒนธรรม และการให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไขด้านประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน ยิ่งทำให้จีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในอนุภูมิภาค แต่ความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เกิดขึ้น เช่น การค้ามนุษย์อาชญากรรมหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ (call center) การใช้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในลาวกับกัมพูชา และเขตที่ควบคุมโดยกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธในเมียนมาเป็นฐานดำเนินการก่ออาชญากรรม เป็นช่องทางให้กับกลุ่มจีนเทา เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องการเม็ดเงินและการพัฒนา แต่กลับมีการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอและตรวจสอบได้ยาก กลุ่มจีนเทาบางส่วนฉกฉวยโอกาสจากการผลักดันโครงการภายใต้กรอบ BRI และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศรอบบ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของ BRI แอบแฝงใช้ประโยชน์เป็นฐานดำเนินการอาชญากรรม เช่น ส่วยโก๊กโก่ ในเมียนมา และเขตเศรษฐกิจพิเศษแขวงบ่อแก้วในลาว รวมถึงเข้าหาและประสานผลประโยชน์กับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในเมียนมา อาชญากรรมจีนเทาในประเทศรอบบ้านมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จุดอันตรายที่สุดคือด้านเมียนมา เนื่องจากค่อนข้างปลอดจากอิทธิพลของรัฐบาลจีน เมื่อเทียบกับลาวและกัมพูชา ทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและชาติพันธุ์ที่ยังคั่งค้าง ทำให้ยากต่อการควบคุมกวาดล้าง จีนให้ความสำคัญอย่างมาก และมุ่งดำเนินการกวาดล้างกลุ่มจีนเทาจนประสบความสำเร็จ เฉพาะอย่างยิ่งขบวนการหลอกลวงทางเทคโนโลยีทั้งในลาวและเมียนมาอย่างแข็งขันมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงการกวาดล้างอย่างจริงจังในเมียนมาติดชายแดนไทย โดยร่วมมือกับไทยเมื่อปลายมกราคม-กลางกุมภาพันธ์ 2568 รวมทั้งขยายผลการปราบปรามไปยังกัมพูชาและบริเวณสามเหลี่ยมทองคำในลาว เนื่องจากกลุ่มจีนเทาได้บั่นทอนภาพลักษณ์ BRI…

EP 1 : ปัญหากลุ่มจีนเทาในลาว เมียนมา และกัมพูชา

สถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ลาว เมียนมา และกัมพูชาในปัจจุบันทวีความรุนแรงและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอาชญากรรมที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติ อาทิ การพนันออนไลน์ การฉ้อโกงข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย ทั้งในมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติของกลุ่มทุนชาวจีน หรือที่เรียกว่ากลุ่มจีนเทา ฉวยโอกาสใช้ประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทยเป็นพื้นที่ก่อเหตุ ดำเนินการทั้งการหลอกลวง การจัดหา และการลักลอบนำพาเหยื่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปเป็นแรงงานบังคับ รวมทั้งก่ออาชญากรรมอื่น ๆ เช่น การพนันออนไลน์ การฉ้อโกงข้ามชาติในรูปแบบคอลเซนเตอร์ และการหลอกลวงด้วยวิธีการหาคู่ทางอินเทอร์เน็ต (Romance scam) ปัจจัยที่ส่งเสริมให้กลุ่มจีนเทาขยายตัวในประเทศเพื่อนบ้านบริเวณชายแดนไทย เช่น 1) อาชญากรชาวจีนย้ายฐานดำเนินการออกนอกประเทศ จากการที่รัฐบาลดำเนินมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ในประเทศอย่างจริงจัง 2) ผู้ประกอบการกลุ่มจีนเทาส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณชายแดนไทย ที่ต้องปิดไปเพราะการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ไปเป็นฐานดำเนินการอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การพนันออนไลน์ และการฉ้อโกงข้ามชาติ และ3) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เข้าถึงเหยื่อได้ง่ายขึ้น ฐานดำเนินการของกลุ่มจีนเทา มีทั้งชายแดนเมียนมา เช่น ในเมืองเมียวดี ตรงข้ามอำเภอแม่ระมาด อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ชายแดนลาว เช่น…