ประชานิยม : วัฒนธรรมการเมืองที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายประชานิยมดูเหมือนจะเป็นแนวทางหลักที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันเสนอนโยบายที่มุ่งตอบสนองต่อ “ปัญหาปากท้อง” ของประชาชนอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน การอุดหนุน หรือการเพิ่มรายได้ในระยะสั้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งกลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายเหล่านี้เป็นการมอมเมาประชาชน เนื่องจากเป็นนโยบายที่ให้ผลตอบแทนได้ทันที ทำให้ประชาชนเคยชินต่อการพึ่งพารัฐมากขึ้นแทนการที่รัฐส่งเสริมประชาชนให้พึ่งตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นโยบายประชานิยมยังเป็นสาเหตุไปสู่วัฒนธรรมการเมืองแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นโยบายประชานิยมเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานรากจริงหรือไม่ ? หากมองในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาของการเมืองไทย นับตั้งแต่ขั้นตอนการหาเสียงเลือกตั้ง แม้ว่าพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่พร้อมเสนออยู่มากมายหลายมิติ แต่จากข้อมูลของนิด้าโพลได้เปิดเผยว่าในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 นโยบายประชานิยมคือนโยบายหลักที่มักถูกนำมาใช้หาเสียง และเป็นที่สนใจจากสาธารณะเสมอมักจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากถูกใจประชาชน เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ ในทางวิชาการ ประชานิยม หรือ Populism ไม่ได้เป็นนโยบายใดของพรรคใดพรรคหนึ่ง หากแต่เป็นแนวคิดทางการเมืองที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการต่อสู้ทางการเมือง นับแต่อดีตของคนสามัญชนชนชั้นรากหญ้าเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยมองว่ารัฐบาลจะต้องมองประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดมากกว่าจะให้ชนชั้นนำหรือชนชั้นนายทุนเป็นผู้ควบคุมบงการ ดังที่นักวิชาการอย่าง Cas Mudde และ Cristóbal Rovira Kaltwasser ได้ให้คำนิยามว่า ประชานิยมคือ แนวคิดที่มองว่าสังคมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่เป็นเนื้อเดียวกันและเป็นปฏิปักษ์กัน ได้แก่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ กับชนชั้นนำที่ฉ้อฉล และการเมืองควรเป็นเจตจำนงร่วมของประชาชน ทำให้เป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชานิยมจึงมีนโยบายเป็นการมุ่งสร้างประโยชน์สนองความต้องการของประชาชนเป็นหลัก หากให้ความเป็นธรรมต่อนโยบายประชานิยม นโยบายนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด หากเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศ ซึ่งหลาย…

BRICS ความคืบหน้าที่ต้องจับตามอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบัน ระเบียบโลกเดิมซึ่งนำโดยกลุ่มชาติตะวันตกนั้น กำลังถูกท้าทายจากการผงาดขึ้นของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) อันหมายถึงกลุ่มประเทศที่เคยถูกมองว่ากำลังพัฒนาและถูกตีกรอบให้ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศที่สร้างขึ้นโดยมหาอำนาจตะวันตกในช่วงการฟื้นฟูระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ดี ประเทศโลกใต้มีบทบาทที่สำคัญในการจัดระเบียบโลกใหม่เพิ่มมากขึ้น ภายใต้การรวมกลุ่มของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มบริกส์ (BRICS)” ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเข้ามาแทนที่ระเบียบโลกเดิม อาทิ กลุ่มประเทศ G7 ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) จนมีนักวิชาการบางกลุ่มมองว่า คือจุดเริ่มต้นของ“ความเสื่อมถอยของอิทธิพลตะวันตก” (De-Westernization) BRICS เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ IMF พบว่า BRICS ได้ครองสัดส่วนเศรษฐกิจโลก ร้อยละ 41 ในปี 2568 จำนวนประชากรของกลุ่มดังกล่าวรวมกันนั้น ครองสัดส่วนเกือบครึ่งของประชากรทั้งโลกจำนวน 3,617.6 ล้านคน หรือร้อยละ 45.5 ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ BRICS ที่พร้อมจะท้าทายระเบียบโลกเก่า อีกทั้ง ในช่วงที่หลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเริ่มแสดงท่าทีว่าการขยายตัวของ BRICS เป็น “ภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง” ของอำนาจเดิม…

Food Weaponization : กรณีฉนวนกาซาในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์อาหาร

Food Weaponization หรือการใช้อาหารเป็นอาวุธ คือการควบคุมหรือปฏิเสธการเข้าถึงอาหาร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ เพราะอาหารคือหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานหลักที่สำคัญที่สุดของชีวิต หรือคือความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) นั่นเอง ดังนั้น นอกจากความสามารถในการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการแล้ว การเข้าถึงอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อมนุษยชาติ  ในประวัติศาสตร์โลก มีหลายประเทศที่ใช้วิธีจำกัดการเข้าถึงอาหารเป็นเครื่องมือในการเอาชนะศัตรู สร้างความได้เปรียบในการทำสงคราม รวมทั้งสร้างอำนาจเหนือกว่าในช่วงจักรวรรดินิยม มีงานวิจัยจำนวนมากระบุว่าประเทศเจ้าอาณานิคมหลายประเทศใช้ความอดอยากขาดแคลนเป็นเครื่องมือเอาชนะและทำลายความมั่นคงแข็งแรงของคนท้องถิ่น โดยใช้วิธีการทำลายแหล่งเกษตรกรรม เข้าไปควบคุมและจัดสรรทรัพยากร Food Weaponization อาจเป็นผลจากความตั้งใจ หรือการดำเนินนโยบายผิดพลาด เช่น กรณีวิกฤตเบงกอลปี 2486 ที่อังกฤษดำเนินนโยบายผิดพลาดในการให้ความช่วยเหลือหลังภัยพิบัติ จนทำให้ชาวอินเดียจำนวนมากต้องประสบปัญหาอดอยากและขาดแคลนอาหาร มีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 3 ล้านคน หรือแม้กระทั่งในกรณีของรัสเซียและยูเครนที่มีการปิดกั้นการส่งออกข้าวสาลี และปุ๋ยเข้าสู่ตลาดโลกเมื่อปี 2566 สร้างผลกระทบต่อราคาอาหารและปุ๋ยในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจากเส้นทางทะเลดำ Food Weaponization ยังเป็นปัจจัยหนึ่งของความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะการจำกัดการเข้าถึงอาหารในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจนำไปสู่สภาวะอดอยากหรือสภาวะขาดสารอาหารแก่ประชากรในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้เป็นระยะเวลานาน จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีการใช้อาหารเป็นอาวุธในการทำสงครามหรือเพิ่มความได้เปรียบในความขัดแย้ง โดยเฉพาะในกรณีฉนวนกาซา รัฐบาลอิสราเอลถูกวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายทั้งสหประชาชาติ (United Nations-UN) โครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP)  และฮิวแมนไรท์วอชท์ (Human Rights Watch-HRW)…

เกษตรกรรมรูปแบบใดจะยั่งยืนได้ในยุคโลกแปรปรวน?

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารไปไกลขนาดไหน แต่มนุษย์ยังคงต้องมี “อาหาร” เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความอิ่มท้องและสร้างพลังงาน  บทความนี้ขอนำเสนอความสำคัญของอาหารที่เป็นผลิตจากการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะการบริโภคส่วนใหญ่ยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ plant-based หรือ animal-based …มนุษย์เรียนรู้การทำเกษตรกรรมเพื่อสะสมอาหารและพัฒนาสู่การแลกเปลี่ยนอาหารระหว่างสังคม เกษตรกรรมจึงเป็นส่วนสำคัญของการผลิตเพื่อมนุษยชาติ และเป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนทุกอย่างบนโลก ปัจจุบัน เกษตรกรทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทรัพยากรธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง จึงต้องมองหาวิธีการเพาะปลูกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความมั่นคงด้านอาหาร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 โลกจะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ดังนั้น เกษตรกรรมจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและมองหาทางเลือกใหม่ให้เหมาะสมกับโลกอนาคต สำหรับรูปแบบเกษตรกรรมในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เบื้องต้นเป็น 3 รูปแบบ ซึ่งอาจนำไปต่อยอด ได้แก่ การเพาะปลูกกลางแจ้ง (Open field) การเพาะปลูกในโรงเรือน (Greenhouse) และการเพาะปลูกเพื่อสร้างโรงงานผลิตอาหาร (Plant factory) ไปลองศึกษาและทำความเข้าใจว่าเกษตรกรรมรูปแบบไหนจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตได้บ้าง และควรเริ่มต้นอย่างไร การเพาะปลูกกลางแจ้ง (Openfield) เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ ซึ่งมีหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มทำการเกษตรในรูปแบบนี้มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic Age) เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน ซึ่งรูปแบบนี้ยังคงเป็นแกนหลักในการทำเกษตรกรรมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น…

อัศจรรย์แมกนีเซียม ตัวช่วยสู่ Longevity

ปัจจุบันคนทุกเพศทุกช่วงวัยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าอาหารคลีนและอาหารสุขภาพ ฮอร์โมนเพื่อปรับสมดุล และการออกกำลังกาย เพื่อปรับวิถีชีวิตให้สมดุล  นอกจากวิธีการเหล่านั้นแล้ว หลายคนใช้วิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายมากขึ้น เช่น การดริปวิตามิน (IV Drip) การแช่ร่างกายในน้ำเย็นจัด (ice bath) ดีทอกซ์ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี เหล็ก ซิงค์ โอเมก้า-3 คอลลาเจน หรือสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด  จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารไปในชีวิตประจำวัน แต่มีอีกแร่ธาตุที่จำเป็นอีกชนิดหนึ่งที่เริ่มนิยมทานเสริมกัน…… นั่นคือ “แมกนีเซียม” ซึ่งถูกกล่าวถึงในเรื่องการช่วยเรื่องการนอน หรือคลายกล้ามเนื้อ ความอัศจรรย์ของ “แมกนีเซียม” (Magnesium)……ดูเหมือนว่าจะตอบโจทย์ความปรารถนาของมนุษย์ในยุคต่อไปที่ต้องการมีอายุที่ยืนยาว หรือ Longevity เนื่องจากแมกนีเซียมเป็นส่วนเสริมเรื่องการพักผ่อน เพราะเป็นตัวช่วยสำคัญต่อการเสริมความแข็งแรงของร่างกายได้ลึกในระดับของเซลล์และดีเอ็นเอที่จะเป็นกุญแจไขสู่ความแข็งแรงของร่างกาย แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติที่พบได้ในเปลือกโลก น้ำทะเล และในสิ่งมีชีวิต เกิดได้จากกระบวนการธรณีวิทยา หรือสังเคราะห์ได้ในห้องทดลองผ่านกระบวรการอีเล็กโทรไลด์จากการสกัดน้ำทะเล ซึ่งจะได้แมกนีเซียมที่บริสุทธิ์ มาใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม และเป็นแมกนิเซียมที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเกลือ ซึ่งทำให้สามารถบริโภคง่าย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามร่างกายของมนุษย์นั้นต้องการแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่น เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท การสร้างพลังงาน รักษาความเสถียรของพันธุกรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด…

“Political War & Trade War: Implication for Thailand”

การเสวนาความมั่นคง เรื่อง “Political War & Trade War: Implication for Thailand” จัดโดยสถาบันการข่าวกรอง ผู้บรรยายที่ให้เกียรติแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยนเรศวร และ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผอ.โครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก (Economic Intelligence Service) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เริ่มต้นการเสวนา เป็นประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ที่มุ่งรักษาการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก และสกัดกั้นจีนในทุกมิติ ทั้งสงครามการเมือง การค้า การเงิน เทคโนโลยี ข่าวสาร และการสะสมอาวุธ โดยยึดโยงกับแนวคิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (The Trump Doctrine) ที่จะพิจารณาตามผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยไม่ยึดระบบพันธมิตรดั้งเดิมและพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น การมองว่ารัสเซียเป็นมิตรที่สามารถเจรจาได้ การกดดันให้กลุ่มเนโตเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ หรือซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ รวมทั้งการปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อระเบียบระหว่างประเทศแบบเสรีนิยมที่สหรัฐฯ เป็นเสาหลัก ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหา 3D…

โฉมหน้าใหม่นครดานัง จากเมืองท่าท่องเที่ยวสู่เขตการค้าเสรีแห่งแรกของเวียดนาม

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อนครดานัง หรือเมืองดานัง เมืองท่า และสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งสวยงามแห่งหนึ่งของเวียดนามตอนกลาง ที่จนถึงทุกวันนี้ก็อาจจะยังเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในฝันของใครหลาย ๆ คนที่ต้องการไปสัมผัสชายหาดสวยงามติดทะเลจีนใต้ และเยี่ยมชมสะพานมังกรอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นครดานังจะถูกพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่ และกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ในฐานะ “เขตการค้าเสรี (Free Trade Zone-FTZ)” แห่งแรกของเวียดนามที่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการประกาศบทบาทใหม่ของนครดานังบนเวทีการค้าโลก เป็นจุดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (Strategic growth pole) ของเวียดนามในบริบทใหม่ของการพัฒนา เวียดนามประกาศเมื่อ 22 มิถุนายน 2568 จัดตั้งเขตการค้าเสรีดานัง (Da Nang Free Trade Zone: FTZ) เป็นเขตการค้าเสรีแห่งแรกของเวียดนาม บนพื้นที่ 1,881 เฮกตาร์ (ประมาณ 11,756 ไร่) ซึ่งจะประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านการผลิต การค้าและโลจิสติกส์ อาทิ ท่าเรือน้ำลึก ศูนย์นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนนวัตกรรม และการดึงดูดการลงทุนอย่างมีระบบในระดับภูมิภาคและระดับโลก และส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในภูมิภาค ทำไมต้องนครดานัง ?          การตัดสินใจเลือกนครดานังเป็นที่ตั้ง…

กลุ่มก่อการร้ายเงียบสงบหรือเปลี่ยนไปเล่นบนโลกไซเบอร์มากกว่า

  ท่ามกลางความกังวลของทั่วโลกต่อภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค และดูจะยังไม่มีสถานการณ์ ในพื้นที่ใดคลี่คลายลงอย่างไว้วางใจได้ ภัยจากการก่อการร้ายดูจะถูกหลงลืมไปพร้อม ๆ กับข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายที่ดูจะเงียบ ๆ ไปเช่นกัน แต่ภัยที่ไม่เห็นก็ใช่ว่าจะไม่มี… หรือจะไปเล่นในเวทีโลกอินเทอร์เน็ต หรือการก่อการร้ายทางกายภาพอาจจะกลับมาอีกจากการที่อิหร่านต้องการแก้แค้นสหรัฐฯ ที่ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์เมื่อ 21 มิถุนายน 2568 กลุ่ม Tech Against Terrorism ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 โดยได้รับการสนับสนุนจาก UN เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มเทคโนโลยีกับภาครัฐในการก่อกวนการใช้อินเทอร์เน็ตของกลุ่มก่อการรายและกลุ่มสุดโต่ง แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชน เผยแพร่รายงานเมื่อต้นปี 2568 ระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายมีการเคลื่อนไหวผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องและพัฒนามากขึ้นจนยากจะติดตามและป้องกัน รายงานเรื่อง “Beyond Content Moderation: The Urgent Need to Stop Terrorist-Operated Websites” ระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป ไม่เพียงแต่ใช้งานมากขึ้น แต่ยังเปลี่ยนจากการเป็นผู้ใช้งานเป็นผู้ปฏิบัติการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ปี 2564 พบว่ามีเว็บไซต์ที่เป็นการดำเนินการ  ของกลุ่มก่อการร้ายกว่า 300 เว็บไซต์ และเมื่อถูกขัดขวางก่อกวนจนต้องปิดบริการก็กลับมาเปิดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนว่า กลุ่มก่อการร้ายไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ใช้งาน แต่เป็นผู้ปฏิบัติการด้วย…

ศาลโลกคืออะไร ? ทำไมกัมพูชาต้องการยื่นฟ้องร้องต่อศาลในประเด็นพิพาทเขตแดน

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ก็คงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันแล้ว !!!   เชื่อว่าคงเป็นวลีที่ใครหลายคนคงคุ้นหูที่มักจะได้ยินเมื่อการเจรจาหรือการตกลงกันระหว่างบุคคลในเรื่องต่าง ๆ ไม่สามารถหาข้อยุติระหว่างกันได้ จำเป็นต้องพึ่งพากลไกทางกฎหมายเพื่อตัดสินชี้ขาด เช่นเดียวกันกับบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่อ่อนไหวและซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนก็มีกลไกระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้พิทักษ์หลักนิติธรรม รวมถึงหาข้อยุติระหว่างรัฐ นั่นก็คือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ศาลโลก” ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (ICJ) คืออะไร? ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกที่ว่านี่คืออะไรกันแน่ “ศาลโลก” ป็นองค์กรตุลาการหลักขององค์การสหประชาชาติ (UN) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ศาลโลกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) เพื่อสืบทอดภารกิจจากศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice-PCIJ) ที่จัดตั้งขึ้นโดยสันนิบาตชาติ ศาล ICJ มีโครงสร้างภายในประกอบด้วย ผู้พิพากษา 15 คน ได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA)…

ความท้าทายความมั่นคงเกิดใหม่ (Emerging Security Challenges) Ep.1

Emerging Security Challenges หรือความท้าทายความมั่นคงที่เกิดขึ้นใหม่ในโลกยุคปัจจุบัน นับว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และด้วยความซับซ้อนในตัวภัยคุกคามในตัวของมันเอง อาจกล่าวได้ว่า ยากที่จะมีใคร หรือมหาอำนาจใด หรือหน่วยงานใดจะควบคุม หรือจัดการได้เพียงผู้เดียว …. ลักษณะของความท้าทายความมั่นคงเกิดใหม่… ความท้าทายความมั่นคงเกิดใหม่คือ ภัยคุกคามต่อความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ในโลกของเรานี้ และสิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวล (great concern) และผลกระทบอันยิ่งใหญ่ (great concern) ต่อประชาคมโลก  และไม่มีมหาอำนาจใด หรือประเทศใด ๆ จะสามารถเป็นเจ้าของ หรือคุมความมั่นคงเกิดใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากตัวแสดงในภัยคุกคามต่อความมั่นคง มีความหลากหลาย ทั้งรัฐและไม่ใช่รัฐ ภัยจึงมีลักษณะเฉพาะคือ ไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่มีมิติเดียว หากแต่มีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกับภัยคุกคามด้วยกันเอง หรือภัยคุกคามอื่นที่อาจเป็นภัยคุกคามรูปแบบเก่า ๆ ก็ได้  รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  และที่สำคัญที่สุด ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวจะสามารถลด หรือแก้ไขภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดใหม่ได้ ตัวอย่างความท้าทาย หรือภัยคุกคามด้านความมั่นคงเกิดใหม่ในบริบทของประเทศไทย เช่น การหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งการค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การลักลอบข้ามแดน การทุจริต และมีการใช้เทคโนโลยี  อาทิ เครือข่ายสังคมออนไลน์ และคริปโตเคอเรนซีเป็นเครื่องมือ ทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง…