ภัยคุกคามไซเบอร์ในยุคดิจิทัล: ความมั่นคงของประเทศไทยภายใต้ความเสี่ยงใหม่

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วของประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต การผลักดันนโยบาย Digital Government และการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานออนไลน์อย่างมหาศาล ในปี 2568 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 65.4 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 91.2 ของประชากรทั้งหมด ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ด้านความมั่นคงไซเบอร์ ระบบข้อมูลที่สำคัญจำนวนมากของภาครัฐและเอกชนถูกจัดเก็บและบริหารในรูปแบบดิจิทัล ทำให้กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น ข้อมูลจาก Kaspersky ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่พัฒนาและจำหน่ายซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส, การจัดการรหัสผ่าน, ระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ปลายทาง และโซลูชันเชิงองค์กรอื่น ๆ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปจนถึงภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสี่ยงสูง ระบุว่า ไทยมีอัตราการโจมตีทางไซเบอร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงร้อยละ70 และพบภัยคุกคามบนเว็บมากกว่า 10 ล้านรายการในหนึ่งปี สะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงที่โลกไซเบอร์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิความมั่นคงอย่างแท้จริง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สำคัญมีหลากหลายรูปแบบ เช่น มัลแวร์ (Malware) เป็นหนึ่งในภัยหลักที่ออกแบบมาเพื่อขโมยหรือทำลายข้อมูล ประกอบด้วยไวรัส เวิร์ม โทรจัน และสปายแวร์ ซึ่งสามารถแพร่กระจายและเข้าควบคุมระบบโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว แรนซัมแวร์ (Ransomware) เป็นภัยคุกคามที่รุนแรง โดยมักใช้การโจมตีผ่านอีเมลหรือไฟล์แนบเพื่อเข้ารหัสข้อมูลเหยื่อและเรียกค่าไถ่ เช่นเดียวกับฟิชชิ่ง (Phishing) ซึ่งใช้การหลอกลวงผ่านเว็บไซต์หรืออีเมลปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนาของภัยเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรต่าง ๆ ต้องตื่นตัวและวางมาตรการป้องกันอยู่เสมอ การโจมตีทางไซเบอร์ไม่เพียงเกิดจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังมีมนุษย์เป็นช่องโหว่หลัก โดยเฉพาะการขาดความรู้และทักษะที่จำเป็น จากการทดลองการโจมตีแบบฟิชชิ่งในกลุ่มพนักงานหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานในไทย…

กลไกทางสังคมที่ช่วยแก้ไขและยับยั้งความรุนแรงจากกระแส Islamophobia

ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหนึ่งในประเด็นภัยความมั่นคงที่สำคัญอย่างมากหรืออาจพูดได้ว่ามากที่สุดหากมองในแง่มุมความเป็นอธิปไตยของประเทศ โดยความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองของผู้เขียน คือสถานการณ์ความขัดแย้งที่แสดงออกผ่านทางการใช้ความรุนแรงในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ซึ่งประชาชนในพื้นที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ร้อยละ 80 ของประชากร เป็นคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเมื่อ 4 พฤษภาคม 2568 เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนอายุ 18 ปี ขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 1,100 คน เกี่ยวกับสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 33.45 ระบุว่า สถานการณ์แย่เหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 20.36 ระบุว่า สถานการณ์ดีเหมือนเดิม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองว่าสถานการณ์ยังเป็นความท้าทายของประเทศ เหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดในพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมไทยบางส่วนเกิดความรู้สึกความกลัวต่อชาวมุสลิม หรือ Islamophobia ซึ่งบทความนี้จะชวนขบคิดในเรื่องนี้ จากรายงานการพิจารณาการศึกษา เรื่อง สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และแนวทางแก้ไขเชิงรุก โดยคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ปี 2553 ระบุว่า…

ปัญหาอาชญากรออนไลน์ (scammers) บริเวณชายแดน ไทย – เมียนมา

ปัญหาจากอาชญากรออนไลน์ (scammers) จากต่างชาติ  โดยเฉพาะในบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา สร้างความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งในมิติเศรษฐกิจ ไซเบอร์ และความมั่นคงมนุษย์ ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ความเสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาตินี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยมีผู้ถูกยักยอกทรัพย์สินด้วยการหลอกผ่านโทรศัพท์ หรือช่องทางออนไลน์ เป็นจำนวนมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  Global Anti-Scam Alliance-GASA รายงานเมื่อปี 2567 ว่า ความเสียหายของการคุกคามของอาชญากรออนไลน์ หรือ scammers นั้นมีมูลค่าสูงถึง 1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเรียงลำดับจากความเสียหายมากที่สุดคือ สหรัฐฯ 3,520 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว เดนมาร์ก 3,067 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว และสวิตเซอร์แลนด์ 2,980 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว และยังพบว่าการหลอกลวงด้วยโทรศัพท์นั้นมีมากที่สุดในไทย รัสเซีย และฮ่องกง บทความนี้อยากจะชวนทำความเข้าใจและตีแผ่ภัยคุกคามจากจากอาชญากรออนไลน์ หรือ scammers ที่ส่งผลกระทบไม่ใช่เฉพาะแค่ไทย แต่ทั่วโลก กลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้ หมายถึงกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ปฏิบัติการการหลอกลวงผ่านช่องทางไซเบอร์ และโทรศัพท์ อยู่ในบริเวณชายแดนของประเทศไทย โดยเฉพาะกับประเทศเมียนมาและกัมพูชา ที่ผ่านมา จีนได้ดำเนินการการปราบปรามการปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรออนไลน์ หรือ scammers เช่น กลุ่ม บริษัท…

แรงงานต่างด้าว : กลไกเศรษฐกิจและความท้าทายด้านความมั่นคงของไทย

สถานการณ์ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงมีความซับซ้อนและท้าทาย เนื่องจากการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เผชิญปัญหาในหลายมิติ หนึ่งในปัญหาหลักคือแรงงานจำนวนมากยังคงเข้าสู่ประเทศโดยผิดกฎหมาย ส่งผลให้รัฐไม่สามารถควบคุม ดูแล หรือคุ้มครองสิทธิได้อย่างทั่วถึง และยังเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ หรือการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ รัฐบาลไทยจึงได้จัดระเบียบแรงงานเหล่านี้ เช่น การตรวจสอบใบอนุญาตทำงาน การเร่งรัดการขึ้นทะเบียน และการขยายระยะเวลาพำนักอาศัยในไทยของแรงงานตามระบบหนังสือบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (Memorandum of Understanding หรือ MOU) เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศกับประเทศต้นทาง โดยเฉพาะเมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา เพื่อจัดการแรงงานอย่างเป็นระบบกำกับการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย ลดการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างรัฐ โดยจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้เข้ามาในไทย ในปี 2568 ประเทศที่มีแรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากที่สุดคือ เมียนมาร์ จำนวน 969,000 คน ต่อมาคือกัมพูชา จำนวน 167,000 คน ลำดับต่อมาคือลาว 64,000 คน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบปัญหา เช่น ความล่าช้าในกระบวนการ ความไม่โปร่งใสในระบบนายหน้า แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือกลายเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันจากทั้งประเทศต้นทางและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านสิทธิมนุษยชนและภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก ในช่วงที่ประเทศต้นทางเกิดวิกฤต เช่น ความไม่สงบในเมียนมา…

จากชุมชนค้าส่ง สู่ย่านครีเอทีฟสุดแพง : ถนนทรงวาด

ทุกวันนี้ภาพจำของถนนทรงวาดในสายตาคนรุ่นใหม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเหมาะสำหรับคนมีรสนิยมและต้องการประสบการณ์เฉพาะตัวที่แตกต่าง ด้วยย่านดังกล่าว มีคาเฟ ดีไซน์ที่โดดเด่น แกลเลอรีแสดงผลงานของศิลปิน ร้านอาหารหลากหลาย และร้านขายสินค้างานคราฟต์สวย ๆ ร้านค้าเหล่านี้ใช้สถานที่ซึ่งเคยเป็นโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยานำมาปรับปรุงและรีโนเวท สร้างจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ดี หากเราถามนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น หลายคนบอกว่าสินค้าแถวถนนทรงวาดที่อยู่บริเวณใกล้ถนนเยาวราช “ของมีราคาแพงขึ้นมาก” ก่อให้เกิดความสงสัยว่า ปัจจัยใดทำให้ราคาสินค้าและบริการในย่านนี้แพงกว่าพื้นที่รอบข้างถึงหลายเท่าตัว….. ย่านค้าส่งเก่าแก่ สู่ย่านไลฟ์สไตล์ชิค ๆ ของคนรุ่นใหม่ ถนนทรงวาดเป็นหนึ่งในย่านเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ  โดยมีจุดกำเนิดจากการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเลที่โล้สำเภามายังสยามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวจีนกลุ่มนี้ได้เข้ามาเป็นแรงงานและประกอบอาชีพด้านการค้า โดยรัฐได้จัดสรรพื้นที่ให้ตั้งถิ่นฐานในย่านสำเพ็งและเยาวราชเป็นหลัก ต่อมาได้ขยายตัวจนกลายเป็นชุมชนหนาแน่น ในช่วงเวลานั้น เกิดเหตุเพลิงไหม้ในย่านเหล่านี้บ่อยครั้ง ด้วยสภาพความแออัดและโครงสร้างที่พักอาศัยไม่เอื้อต่อการควบคุมอัคคีภัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงมีพระราชดำริให้สร้างถนนสายใหม่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยถนนสายนี้มีความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับท่าเรือ ทำให้สะดวกต่อการลำเลียงสินค้าจากเรือขึ้นฝั่งได้โดยตรง นอกจากจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าของชาวจีนแล้ว ถนนทรงวาดยังกลายเป็นพื้นที่ที่รวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งเอื้อให้ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้ามาประกอบกิจการและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ชาวอินเดีย ชาวมุสลิม ชาวตะวันตก ฯลฯ  ความหลากหลายนี้ ได้ส่งผลให้ถนนทรงวาดไม่เพียงแต่มีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นถึงพหุวัฒนธรรมและพลวัตของสังคมเมืองในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาประเทศอีกด้วย เมื่อกาลเวลาผ่าน บริบทสังคมก็แปรเปลี่ยน ทรงวาดจากถนนที่เคยเป็นแหล่งขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลงเหลือไว้เพียงความทรงจำ สู่ย่านที่รู้จักในฐานะแหล่งค้าขายพืชผลทางเกษตรเป็นหลัก…

ทุนจีนบุกตลาดร้านอาหารในไทย : ท้าทายผู้ประกอบการไทย

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยสงสัยและเริ่มตั้งคำถามว่า…เพราะอะไรร้านเครื่องดื่มอย่างชานมและร้านอาหารอย่างหมาล่าของจีน ถึงได้ขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วในไทย  เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ  ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มในไทยเผชิญกับปรากฏการณ์ “ทุนจีนรายย่อย” เข้ามารุกหนักอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ร้านหมาล่ารสเผ็ดจัดจ้าน สู่แบรนด์ชานมไอศกรีมราคาประหยัด ไปจนถึงแบรนด์ไก่ทอดที่มีราคาย่อมเยา จุดร่วมของแบรนด์เหล่านี้คือ “การขยายสาขาเร็ว ราคาถูก และโมเดลแฟรนไชส์ต้นทุนต่ำ” ปรากฏการณ์นี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับผู้ประกอบการไทย เพราะแย่งลูกค้าไปได้นั่นเอง บทความนี้มีคำตอบว่า ทำไมธุรกิจอาหารจีนถึงเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย…. แบรนด์จีนบุกตลาดไทยเริ่มเด่นชัดในช่วงหลังปี 2562 โดยทดลองตลาดผ่านร้านหมาล่า ร้านชานม หรือร้านไก่ทอดแบรนด์ในรูปแบบสาขาเล็ก ๆ ตามตลาดนัดและห้างสรรพสินค้า เช่น 蜜雪冰城  (Mixue) แฟรนไชส์ไอศกรีมและชาชื่อดังจากจีน เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2565 และขยายสาขากว่า 200 แห่งในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งยังมีจุดเด่นคือราคาถูก เช่น ไอศกรีม 9 บาท ชาไข่มุก 19 บาท และดีไซน์ร้านสไตล์การ์ตูน ดึงดูดวัยรุ่น ที่สำคัญราคาจับต้องได้ไม่แพงจนเกินไป และยังเปิดให้บริการในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ฮ่องกง…

ประชานิยม : วัฒนธรรมการเมืองที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายประชานิยมดูเหมือนจะเป็นแนวทางหลักที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างแข่งขันกันเสนอนโยบายที่มุ่งตอบสนองต่อ “ปัญหาปากท้อง” ของประชาชนอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน การอุดหนุน หรือการเพิ่มรายได้ในระยะสั้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งกลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายเหล่านี้เป็นการมอมเมาประชาชน เนื่องจากเป็นนโยบายที่ให้ผลตอบแทนได้ทันที ทำให้ประชาชนเคยชินต่อการพึ่งพารัฐมากขึ้นแทนการที่รัฐส่งเสริมประชาชนให้พึ่งตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นโยบายประชานิยมยังเป็นสาเหตุไปสู่วัฒนธรรมการเมืองแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นโยบายประชานิยมเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานรากจริงหรือไม่ ? หากมองในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาของการเมืองไทย นับตั้งแต่ขั้นตอนการหาเสียงเลือกตั้ง แม้ว่าพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่พร้อมเสนออยู่มากมายหลายมิติ แต่จากข้อมูลของนิด้าโพลได้เปิดเผยว่าในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 นโยบายประชานิยมคือนโยบายหลักที่มักถูกนำมาใช้หาเสียง และเป็นที่สนใจจากสาธารณะเสมอมักจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากถูกใจประชาชน เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ ในทางวิชาการ ประชานิยม หรือ Populism ไม่ได้เป็นนโยบายใดของพรรคใดพรรคหนึ่ง หากแต่เป็นแนวคิดทางการเมืองที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการต่อสู้ทางการเมือง นับแต่อดีตของคนสามัญชนชนชั้นรากหญ้าเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยมองว่ารัฐบาลจะต้องมองประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดมากกว่าจะให้ชนชั้นนำหรือชนชั้นนายทุนเป็นผู้ควบคุมบงการ ดังที่นักวิชาการอย่าง Cas Mudde และ Cristóbal Rovira Kaltwasser ได้ให้คำนิยามว่า ประชานิยมคือ แนวคิดที่มองว่าสังคมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่เป็นเนื้อเดียวกันและเป็นปฏิปักษ์กัน ได้แก่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ กับชนชั้นนำที่ฉ้อฉล และการเมืองควรเป็นเจตจำนงร่วมของประชาชน ทำให้เป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบประชานิยมจึงมีนโยบายเป็นการมุ่งสร้างประโยชน์สนองความต้องการของประชาชนเป็นหลัก หากให้ความเป็นธรรมต่อนโยบายประชานิยม นโยบายนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด หากเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศ ซึ่งหลาย…

BRICS ความคืบหน้าที่ต้องจับตามอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบัน ระเบียบโลกเดิมซึ่งนำโดยกลุ่มชาติตะวันตกนั้น กำลังถูกท้าทายจากการผงาดขึ้นของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) อันหมายถึงกลุ่มประเทศที่เคยถูกมองว่ากำลังพัฒนาและถูกตีกรอบให้ปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศที่สร้างขึ้นโดยมหาอำนาจตะวันตกในช่วงการฟื้นฟูระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ดี ประเทศโลกใต้มีบทบาทที่สำคัญในการจัดระเบียบโลกใหม่เพิ่มมากขึ้น ภายใต้การรวมกลุ่มของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มบริกส์ (BRICS)” ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเข้ามาแทนที่ระเบียบโลกเดิม อาทิ กลุ่มประเทศ G7 ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) จนมีนักวิชาการบางกลุ่มมองว่า คือจุดเริ่มต้นของ“ความเสื่อมถอยของอิทธิพลตะวันตก” (De-Westernization) BRICS เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ IMF พบว่า BRICS ได้ครองสัดส่วนเศรษฐกิจโลก ร้อยละ 41 ในปี 2568 จำนวนประชากรของกลุ่มดังกล่าวรวมกันนั้น ครองสัดส่วนเกือบครึ่งของประชากรทั้งโลกจำนวน 3,617.6 ล้านคน หรือร้อยละ 45.5 ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ BRICS ที่พร้อมจะท้าทายระเบียบโลกเก่า อีกทั้ง ในช่วงที่หลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเริ่มแสดงท่าทีว่าการขยายตัวของ BRICS เป็น “ภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง” ของอำนาจเดิม…

Food Weaponization : กรณีฉนวนกาซาในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์อาหาร

Food Weaponization หรือการใช้อาหารเป็นอาวุธ คือการควบคุมหรือปฏิเสธการเข้าถึงอาหาร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ เพราะอาหารคือหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานหลักที่สำคัญที่สุดของชีวิต หรือคือความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) นั่นเอง ดังนั้น นอกจากความสามารถในการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการแล้ว การเข้าถึงอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อมนุษยชาติ  ในประวัติศาสตร์โลก มีหลายประเทศที่ใช้วิธีจำกัดการเข้าถึงอาหารเป็นเครื่องมือในการเอาชนะศัตรู สร้างความได้เปรียบในการทำสงคราม รวมทั้งสร้างอำนาจเหนือกว่าในช่วงจักรวรรดินิยม มีงานวิจัยจำนวนมากระบุว่าประเทศเจ้าอาณานิคมหลายประเทศใช้ความอดอยากขาดแคลนเป็นเครื่องมือเอาชนะและทำลายความมั่นคงแข็งแรงของคนท้องถิ่น โดยใช้วิธีการทำลายแหล่งเกษตรกรรม เข้าไปควบคุมและจัดสรรทรัพยากร Food Weaponization อาจเป็นผลจากความตั้งใจ หรือการดำเนินนโยบายผิดพลาด เช่น กรณีวิกฤตเบงกอลปี 2486 ที่อังกฤษดำเนินนโยบายผิดพลาดในการให้ความช่วยเหลือหลังภัยพิบัติ จนทำให้ชาวอินเดียจำนวนมากต้องประสบปัญหาอดอยากและขาดแคลนอาหาร มีผู้คนเสียชีวิตมากกว่า 3 ล้านคน หรือแม้กระทั่งในกรณีของรัสเซียและยูเครนที่มีการปิดกั้นการส่งออกข้าวสาลี และปุ๋ยเข้าสู่ตลาดโลกเมื่อปี 2566 สร้างผลกระทบต่อราคาอาหารและปุ๋ยในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจากเส้นทางทะเลดำ Food Weaponization ยังเป็นปัจจัยหนึ่งของความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะการจำกัดการเข้าถึงอาหารในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจนำไปสู่สภาวะอดอยากหรือสภาวะขาดสารอาหารแก่ประชากรในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้เป็นระยะเวลานาน จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีการใช้อาหารเป็นอาวุธในการทำสงครามหรือเพิ่มความได้เปรียบในความขัดแย้ง โดยเฉพาะในกรณีฉนวนกาซา รัฐบาลอิสราเอลถูกวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่ายทั้งสหประชาชาติ (United Nations-UN) โครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP)  และฮิวแมนไรท์วอชท์ (Human Rights Watch-HRW)…

เกษตรกรรมรูปแบบใดจะยั่งยืนได้ในยุคโลกแปรปรวน?

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและการสื่อสารไปไกลขนาดไหน แต่มนุษย์ยังคงต้องมี “อาหาร” เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อความอิ่มท้องและสร้างพลังงาน  บทความนี้ขอนำเสนอความสำคัญของอาหารที่เป็นผลิตจากการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะการบริโภคส่วนใหญ่ยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ plant-based หรือ animal-based …มนุษย์เรียนรู้การทำเกษตรกรรมเพื่อสะสมอาหารและพัฒนาสู่การแลกเปลี่ยนอาหารระหว่างสังคม เกษตรกรรมจึงเป็นส่วนสำคัญของการผลิตเพื่อมนุษยชาติ และเป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนทุกอย่างบนโลก ปัจจุบัน เกษตรกรทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทรัพยากรธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง จึงต้องมองหาวิธีการเพาะปลูกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความมั่นคงด้านอาหาร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 โลกจะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ดังนั้น เกษตรกรรมจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและมองหาทางเลือกใหม่ให้เหมาะสมกับโลกอนาคต สำหรับรูปแบบเกษตรกรรมในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เบื้องต้นเป็น 3 รูปแบบ ซึ่งอาจนำไปต่อยอด ได้แก่ การเพาะปลูกกลางแจ้ง (Open field) การเพาะปลูกในโรงเรือน (Greenhouse) และการเพาะปลูกเพื่อสร้างโรงงานผลิตอาหาร (Plant factory) ไปลองศึกษาและทำความเข้าใจว่าเกษตรกรรมรูปแบบไหนจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตได้บ้าง และควรเริ่มต้นอย่างไร การเพาะปลูกกลางแจ้ง (Openfield) เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ ซึ่งมีหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มทำการเกษตรในรูปแบบนี้มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic Age) เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน ซึ่งรูปแบบนี้ยังคงเป็นแกนหลักในการทำเกษตรกรรมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น…