NGOs ในสิงคโปร์ และในไทยเป็นอย่างไร

NGOs (Non-Governmental Organisations) หรือที่เรารู้จักกันในภาษาไทยคือ องค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ หรือองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่าง ๆ ซึ่งองค์กรเหล่านี้จะมีการบริหารงานแบบเอกชน ไทยมีจำนวน NGOs มากกว่าในสิงคโปร์  นั่นหมายความว่ามีอะไรบางอย่างที่ทำให้สิงคโปร์ไม่เป็นที่น่าดึงดูดเท่าไทยในด้านของการลงหลักปักฐานของ NGOs จำนวน NGOs ในไทยล่าสุด โดยประมาณนั้นมีอยู่ถึง 25,085 องค์กร แบ่งเป็นองค์กรต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ 85 องค์กร และในประเทศกว่า 25,000 องค์กร ในขณะที่สิงคโปร์มีเพียงประมาณ 2,982 องค์กร  สิ่งที่ทำให้ NGOs ทั้งหลายตั้งหลักปักฐานที่ไทยนั้น เป็นเพราะทางด้านกฎหมายที่มีความ “ยืดหยุ่น” มากกว่าสิงคโปร์มาก ทั้งด้านการจัดตั้ง และการตรวจสอบแหล่งเงินทุน ที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลสิงคโปร์เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการใช้กฎหมาย จัดระบบสังคมอย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลที่เป็นพรรคเดียวกันอย่างต่อเนื่องมาแทบจะโดยตลอด ซึ่งก็คือพรรค The People’s Action Party (PAP) ที่ครองเสียงข้างมากมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากมาเลเซีย ทำให้สามารถกำหนดความเป็นไปของประเทศได้อย่างราบรื่น จำนวนและพื้นที่ของสิงคโปร์ก็น้อยกว่าไทยมาก รัฐบาลจึงสามารถสอดส่องและควบคุมการเกิดของ NGOs ได้ง่ายผ่านการสร้างความใกล้ชิดกับประชาชน    ประกอบกับรัฐบาลสิงคโปร์ต้องการรักษาเสถียรภาพของพรรคและประเทศไว้ จึงระมัดระวังเป็นอย่างมากไม่ให้เกิดการต่อสู้ทางการเมือง…

มาเลเซียกับการเป็นประธานอาเซียนในปี 2568 จะไปในทิศทางใด

มาเลเซียเริ่มเป็นประธานอาเซียนในปี 2568 แล้ว เมื่อ 1 มกราคม 2568 และจะสิ้นสุดใน 31 ธันวาคม 2568 การเป็นประธานอาเซียนจะหมุนเวียนตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ วาระละ 1 ปี  ไทยเป็นประธานอาเซียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2562 ต่อด้วยเวียดนาม 2563  และปี 2564 บรูไน  และส่งไม้ต่อให้กัมพูชาในปี 2565 อินโดนีเซียในปี 2566 สปป.ลาวในปี 2567 และมาเลเซียในปี 2568  ฟิลิปปินส์ที่จะเป็นประธานอาเซียนแทนเมียนมาในปี 2569  สำหรับมาเลเซียเป็นประธานอาเซียนในปี 2568 นี้ เป็นครั้งที่ 5 (ปี 2550 2540 2548 และ2558) หากจะว่าไปตามหลักการแล้ว การดำเนินการและบทบาทของอาเซียนในปี 2568 ก็มีกฎบัตรอาเซียนในการทำงานร่วมกันอยู่แล้ว และมีเป้าหมายร่วมกัน คือ ASEAN Unity และ ASEAN Centrality รวมทั้งยังมี 3…

Food waste สามารถบริหารจัดการได้เพื่อเป้าหมาย SDGs ให้กับโลก

  Food waste หรือขยะอาหารปริมาณมาก …ยังเป็นปัญหาที่สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรไปจนถึงปี 2568 และต่อไปอีกหลาย ๆ ปี   ในขณะที่มีอาหารเหลือทิ้งจำนวนมาก แต่ก็มีประชากรที่ขาดแคลนหรือไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้กว่า 800 ล้านคน   อาหารเหลือทิ้ง เน่าเสีย และไม่ได้ถูกบริโภค ถูกทิ้งเป็นขยะทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 1.3 พันล้านตันต่อปี  นอกจาก Food waste แล้ว ก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการบริโภค ก็ยังมีขยะอาหารที่ถูกทิ้งไว้ตลอดระยะทางระหว่างการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง จนเป็น Food loss หรือการสูญเสียอาหารเกิดขึ้นก่อนที่อาหารจะถึงผู้บริโภค เช่น กระบวนการเพาะปลูกและแปรรูปทำให้สูญเสียผลผลิตไปไม่ต่ำกว่า 50% เพียงเพราะแค่ดูไม่สวยงาม หรือน่ารับประทานเท่านั้นเอง ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก สิ่งสำคัญที่เกษตรกร รวมทั้งนักลงทุนต้องคิด  คือ อัตราการงอกของต้นพืชผักออกจากเมล็ด มีการป้องกันความเสี่ยงด้วยการหยอดเมล็ดพันธุ์ 2-3 เมล็ดต่อ 1 หลุมเพาะ เพื่อรับประกันอัตราการงอก 100% และหากเป็นเมล็ดพันธุ์นั้น มีความสมบูรณ์งอกขึ้นมา 2 ต้น ก็ต้องคัดเลือกต้นที่ดูอ่อนแอทิ้งไป เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุดได้เจริญเติบโตต่อไป จนเริ่มผลิตดอกและออกผล…

โลกจะร้อน จะเดือด จะรวนเพิ่มขึ้นหรือไม่ใน ปี 2568 : รัฐบาลทรัมป์ 2.0

โลกจะร้อน จะเดือด จะรวน เพิ่มขึ้นหรือไม่ในในปี 2568 ?  เป็นคำถามที่แวดวงสภาวะแวดล้อมทั่วโลกรู้คำตอบอยู่แล้วว่าค่อนข้างออกมาเชิงลบ เพราะว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะดำเนินนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ สวนทางกับรัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนที่จะสิ้นสุดการเป็นประธานาธิบดี ในวันที่ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง (20 มกราคม 2568) ทำไมนโยบายเรื่องนี้ของโลกเรา ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลทรัมป์ 2.0  ก็เพราะต้องอาศัยความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในการขับเคลื่อน และสหรัฐฯ ก็เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (อันดับ 1-3 ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และอินเดีย) ด้วยเช่นกัน สถานะภาวะโลกรวนตอนนี้เป็นอย่างไร ? ทำให้โลกของเราน่ากังวลเป็นอย่างมากไหม ? …..รายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change: COP) ครั้งที่…

อาคเนย์และเอไอ 2024 …ไปอีกไกลแค่ไหน !?

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือภูมิภาคที่ประเทศไทยเราตั้งอยู่นี้ ถือว่าเป็นจุดได้รับความนิยมอย่างมากจากนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เห็นได้จากการที่บบริษัทผู้พัฒนารายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Nvidia ผู้ให้บริการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และกราฟิกของสหรัฐฯ หรือ Microsoft ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก ต่างก็ทยอยเดินทางเข้าไปดูงานกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเตรียมทุ่มทุนสร้างศูนย์บริการคลาวด์และการเก็บข้อมูล (data) ขนาดใหญ่กันแล้ว โดยทาง Nvidia เลือกลงทุนที่เวียดนาม ส่วน Microsoft เลือกมาเลเซียเป็นฐานการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในภูมิภาคต่อไป เหตุผลที่เชิญชวนให้ทั้ง 2 บริษัทตกลงที่จะลงทุนในภูมิภาคนี้ เป็นเพราะประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นกลุ่มผู้ใช้บริการเทคโนโลยีของพวกเขามากที่สุด โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม middle-class ที่มีกำลังซื้อและนิยมใช้การเทคโนโลยี ทั้งการสตรีมเกมส์ออนไลน์ ชอปปิ้งออนไลน์ และการใช้งานปัญญาประดิษฐ์เพื่อผลิตข้อมูล (generative AI) เท่ากับว่าเป็นตลาดใหญ่ และมีกลุ่มผู้ใช้งานพร้อมทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ บรรยากาศการลงทุนที่คึกคักขึ้นมาในปี 2567 นี้ ทำให้เราสงสัยว่า นี่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาคเนย์ของเรากำลังเข้าใกล้การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยี AI แล้วจริงหรือไม่! และในปี 2568 จะเป็นอย่างไร? แม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศจะสนใจลงทุนพัฒนา AI และเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับมีข้อมูลที่เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการและบริษัทรายเล็กในภูมิภาคอาจจะไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้สักเท่าไรเพราะอัตราการเติบโตและกำไรของผู้ประกอบการรายย่อยในภูมิภาคที่ดำเนินธุรกิจ…

บทบาทของจีนในลาตินอเมริกาและความท้าทายอิทธิพลสหรัฐฯ

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้แสดงบทบาทสำคัญในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลก ด้วยการขยายการลงทุนและการค้ามากขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเป็นตลาดสำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศ บทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในลาตินอเมริกายังส่งผลต่อความสัมพันธ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์กับสหรัฐฯที่มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มายาวนาน ดังนั้น การเข้ามาของจีนจึงเป็นการท้าทายอำนาจเดิมของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน จีนได้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับหลายประเทศในลาตินอเมริกา มุ่งเน้นการลงทุนไปที่ในโครงสร้างพื้นฐาน การซื้อทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการค้าระหว่างกัน การลงทุนรายใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของลาตินอเมริกาของจีน เช่น การสร้างถนน สะพาน ท่าเรือ และเครือข่ายพลังงาน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคและเสริมศักยภาพในการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติไปยังจีน เช่น โครงการสร้าง เขื่อน Coca Codo Sinclair ซึ่งเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในเอกวาดอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเอกวาดอร์ และเป็นแหล่งผลิตพลังงานที่สำคัญ คิดเป็นประมาณ 30% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในเอกวาดอร์  นอกจากนี้ จีนยังมุ่งเน้นการลงทุนในภาคพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศที่พึ่งพาการลงทุนจากจีนอย่างมาก เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงาน แม้ว่าจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมือง การค้าและการพึ่งพาซึ่งกันและกัน จีนได้ก้าวขึ้นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของหลายประเทศในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะในบราซิล ชิลี และอาร์เจนตินา ลาตินอเมริกาส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลไปยังจีน เช่น ถั่วเหลือง น้ำมัน ทองแดง และลิเทียม ในทางกลับกัน จีนส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร…

การควบคุมคลองปานามาได้จะทำให้สหรัฐฯ มั่นคงในทุกด้าน

คลองปานามาซึ่งขุดเมื่อเร่มใช้งานเมื่อปี 2457 กำลังเป็นประเด็นการเมืองในสหรัฐฯ เนื่องจากว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ระบุว่า สหรัฐฯ จะควบคุมคลองปานามายาว ซึ่งมีความยาวประมาณ 82 กิโลเมตร อีกครั้ง  การสร้างคลองปานามา ทำช่วยย่นระยะเวลาบริเวณคอคอดปานามา ในประเทศปานามา เนื่องจากการเดินเรือระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ต้องอ้อมช่องแคบเดรกและแหลมฮอร์น ทางใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ ประเด็นการควบคุมคลองปานามาถูกหยิบยกขึ้นมาโดยว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่

ความเปลี่ยนแปลงในการเมืองยุโรป: นายกรัฐมนตรีเยอรมันพ่ายมติไม่ไว้วางใจ

การเมืองในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของยุโรป กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจากนาย Olaf Scholz นายกรัฐมนตรีเยอรมนีพ่ายแพ้ต่อมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนในรัฐบาลเยอรมัน แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในยุโรปที่น่าจับตามอง และมีข้อสังเกตเป็นที่วิจารณ์กันว่านายกรัฐมนตรีเยอรมนีเต็มใจให้มีการลงมติพ่ายแพ้ เพื่อพรรคคริสเตียนเดโมแครต จะได้กลับมาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี  2568 มติไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นกับนาย Olaf Scholz นายกรัฐมนตรีเยอรมันในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความขัดแย้งในนโยบายด้านเศรษฐกิจและพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ยุโรปเผชิญกับวิกฤตพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีลดลง และเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เริ่มมีแรงกดดันจากฝ่ายค้านและเสียงวิจารณ์จากพันธมิตรพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็เริ่มระส่ำระสายจากการที่นายกรัฐมนตรี Olaf Scholz ปลดนาย Christian Lindner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค Free Democratic Party (FDP) เพราะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีกระเตื้องขึ้นได้ การลงมติในรัฐสภาเยอรมันเป็นกระบวนการที่แสดงถึงความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย แต่บางครั้งก็เป็นจุดอ่อนในการบริหารประเทศเช่นในครั้งนี้ กลับสะท้อนถึงความไม่เป็นเอกภาพในรัฐบาลผสม ซึ่งประกอบด้วย พรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD), พรรค The Greens และพรรคเสรีประชาธิปไตย (FDP) ที่มีแนวคิดแตกต่างกัน…

เมื่อธุรกิจร้านอาหารกลายเป็นสนามรบใหม่สำหรับผู้ประกอบการชาวจีนในต่างประเทศ

การเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม และสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่ว่าด้วยเรื่องอาหารสัญชาติจีนในต่างประเทศเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนถึงการมุ่งดำเนินยุทธศาสตร์ “Go Global” ของจีน ด้วยการส่งเสริมให้นักธุรกิจออกไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศนอกเหนือจากการลงทุนในจีน ขณะที่นักลงทุนจีนเองก็ต้องการหาโอกาสใหม่ในต่างประเทศ ธุรกิจที่ว่าด้วยเรื่องอาหารจึงเป็นดาวกระจายดวงใหม่ของจีนที่ประเทศต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่ไทยที่ต้องได้รู้จัก…มากขึ้น…และมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าจีนคงไม่ง่ายนักในการออกสู่สนามรบในต่างประเทศไม่ว่าจะด้วยธุรกิจใดจะเล็กหรือใหญ่ ในเมื่อหลายประเทศยังคงหวาดระแวงและหวาดกลัวกับการเข้ามาของทุนจีน ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังซบเซาโดยมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในปัจจัยผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านอาหารชาวจีนจำเป็นต้องออกไปหาโอกาสเติบโตในประเทศอื่นและเพื่อหนีการแข่งขันที่ดุเดือดในประเทศ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ เมื่อการแข่งขันในต่างประเทศที่ผู้ประกอบการชาวจีนมองว่ายังมีโอกาส ก็ร้อนแรงไม่ต่างจากรสชาติหม่าล่าของจีน เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันกับนักลงทุนชาติอื่น ที่เล็งเห็นโอกาสจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเช่นกัน ปัจจุบันมีร้านอาหารสัญชาติจีนในต่างประเทศประมาณ 600,000 แห่ง และแน่นอนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจีนและมีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในแทบทุกประเทศ รวมถึงไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพในสายตานักลงทุนจีน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นร้านอาหารและเครื่องดื่มสัญชาติจีนหน้าใหม่ผุดขึ้นเป็นระยะในประเทศแถบภูมิภาคนี้ เช่น ร้านชาบูหม้อไฟ haidilao ร้านกาแฟ Luckin Coffee ร้านชานมไข่มุกและไอศกรีม Mixue แต่นักลงทุนจีนยอมรับว่าความสำเร็จในการเจาะตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีเมนูคุ้นลิ้นคนพื้นที่และเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว หรือผู้ประกอบการต่างชาติก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารฝรั่ง เกาหลี และญี่ปุ่น เพราะครองส่วนแบ่งการตลาดอาหารอยู่เดิม และที่สำคัญคือต้องต่อสู้กับผู้ประกอบการชาวจีนด้วยกันที่ต่างก็มองหาโอกาสในต่างประเทศเช่นกัน บทความเรื่อง “China’s restaurant chains may be biting off…

น่านน้ำไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ห้วงเดือนที่ผ่านมากระแสร้อนแรงระหว่างไทยเพื่อนบ้านยังไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลง โดยเฉพาะ ความขัดแย้งที่เกี่ยวพันน่านน้ำหรือเขตแดนทางทะเล ทั้งพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนไหล่ทวีปในทะเลอ่าวไทย (Overlapping Claims Area-OCA) หรือล่าสุดอย่างกรณีเรือรบเมียนมายิงเรือประมงของไทย โดยอ้างว่าเรือประมงของไทยรุกล้ำน่านน้ำของเมียนมา เหล่านี้คือตัวอย่างของสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ทำให้ประเด็นน่านน้ำและเส้นเขตแดนทางทะเล (Maritime Boundary) เป็นประเด็นที่ค่อนข้างยุ่งยากและมีความซับซ้อนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในการทำความเข้าใจ อาจจะเป็นเพราะว่าในทะเลไม่มีเส้นเขตแดนที่แบ่งได้อย่างชัดเจนเหมือนเส้นเขตแดนบนบก ขอบเขตน่านน้ำของแต่ละประเทศก็เลยยากที่จะบอกได้ชัดว่าจุดไหนเป็นของใคร ไทยเรามีน่านน้ำที่ติดต่อทั้งพื้นที่ทะเลอ่าวไทย ทะเลอันดามัน รวมถึงช่องแคบมะละกาตอนเหนือ ซึ่งก็ทำให้ไทยเรามีน่านน้ำที่ติดกับเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งระหว่างปี 2502 จนถึงปี 2538 ประเทศไทยของเราประกาศเขตแดนทางทะเล สอดคล้องตามหลักเกณฑ์กฎหมายทางทะเลเกี่ยวกับทะเลอาณาเขต ซึ่งหลักกฎหมายสากลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ทางทะเลที่ยึดถือกันทั่วโลก ก็คือ “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982” (The United Nations Convention on the Law of the Sea 1982) หรือว่าเรียกสั้น ๆ คุ้นหูกันว่า UNCLOS 1982 ตามหลักกฎหมาย UNCLOS 1982 ทำให้มีการกำหนดเขตน่านน้ำทางทะเลของทุกประเทศ…