เอเชียกลาง : เพื่อนบ้านที่จีนไม่เคยลืมความสำคัญ

  ไม่ว่าจะเติบโตก้าวหน้าไปขนาดไหน หรือใครจะมองเป็นภัยคุกคาม จีนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศรอบบ้าน และที่ไม่เคยลืมคือ เอเชียกลาง เพื่อนบ้านที่แทบไม่ปรากฏว่ามีปัญหากับจีน และดูจะเป็นข่าวน้อยกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านอีกฝั่งที่มีความเคลื่อนไหวในแวดวงระหว่างประเทศบ่อยครั้ง ทั้งปัญหาทะเลจีนใต้ หรือความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเยือนภูมิภาคเอเชียกลางต่อเนื่อง หรือแม้แต่การเลือกที่จะประกาศยุทธศาสตร์ One Belt One Road (OBOR) ชื่อเดิมของ Belt & Road Initiative (BRI) ที่เป็นการสร้างโครงข่ายถนนและเส้นทางรถไฟเชื่อมจีนกับยุโรปผ่านเอเชียกลาง ในระหว่างการเยือนคาซัคสถานของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อกันยายน 2556 ก่อนที่จะประกาศแผนการสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road-MSR) ที่เชื่อมท่าเรือจีนกับท่าเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซียของผู้นำจีนเมื่อตุลาคมของปีเดียวกัน จีนมีความร่วมมือกับห้าประเทศในเอเชียกลางคือ คาซัคสถาน คีร์กีซlสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิซสถาน และทาจิสถาน ที่มีจุดแข็งคือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญคือ ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุหลายชนิด นอกจากนี้ยังอยู่ติดกับเขตปกครองตนเองซินเจียง ที่เป็นหนึ่งในผลประโยชน์หลัก (Core Interests)…

ทำไมผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Department of Defense) เป็นกระทรวงสงคราม (Department of War) เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหน่วยงานให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะชื่อกระทรวงกลาโหมค่อนข้างจากมีนัยการป้องกันประเทศ มากกว่าการโจมตี เพื่อความมั่นคงของประเทศศ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า การเปลี่ยนชื่อกระทรวงจะให้ชาวอเมริกันมีความภูมิใจ รวมทั้งย้อนถึงช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ใช้ชื่อกระทรวงสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร เมื่อ 5 กันยายน 2568 เสนอการปรับเปลี่ยนชื่อดังกล่าว กลับไปเป็นชื่อเดิม คือ กระทรวงสงคราม  และยังจะเป็นคำสั่งผู้บริหารฉบับที่ 200 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงแนวคิดการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2568 ในการสัมภาษณ์ที่ สนข.Fox News พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย การเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม จะต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตามกฎหมาย ถึงจะมีผลอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ทุกชื่อที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเดิมก็เปลี่ยนไปเป็นกระทรวงสงครามแล้ว ทั้งที่ทำงานกระทรวง และในเว็บไซต์ก็เปลี่ยนจาก defense.gov เป็น…

ไทยเร่งเครื่องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ได้ยินกันมานาน และคู่ ๆ กันมากับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะไม่ถูกพูดถึงมากเท่ากับเศรษฐกิจสีเขียว ที่แตกแขนงออกไป เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และสิ่งแวดล้อมสีเขียว เป็นต้น ข้อมูลของกรมประมงระบุว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หมายถึง แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้มีการดำรงชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ไทยร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเป้าหมายก้าวไปสู่ความยั่งยืน หรือ SDG ของสหประชาชาติ ที่จะทำให้ทำให้เกิดการพัฒนาทางทะเลและชายฝั่งในหลาย ๆ แขนง เช่น ธุรกิจการประมง  การพัฒนาชายฝั่ง และการใช้เทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อต้น พฤษภาคม 2568 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ได้ลงนามกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในข้อตกลงเงินกู้เพื่อความยั่งยืนทางทะเล (Blue Financing) มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงกุ้งในไทย…

จีนแสดงแสนยานุภาพกองทัพผ่านพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 10 ปี

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง เป็นประธานในพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปีชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านการรุกรานของทัพทหารญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 3 กันยายน 2568 ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง จีน  ประธานาธิบดีสีชี้ให้เห็นว่า การจัดพิธีครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงผู้พลีชีพ หวงแหนสันติภาพ และเปิดสู่อนาคต  มีผู้นำต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงจากประเทศที่เกี่ยวข้องกว่า 26 ประเทศทั่วโลก อาทิ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย และนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ รวมถึงประธานาธิบดีเบลารุส ผู้นำอิหร่าน อินโดนีเซีย ลาว และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เป็นต้น พิธีสวนสนามทางทหารครั้งนี้ เริ่มต้นเมื่อ 09.15 น.เริ่มต้นด้วยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงตรวจแถวทหารนับพันนายริมถนนฉางอาน พร้อมสุนทรพจน์ประกาศว่า “ชาติจีนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ ไม่กลัวความรุนแรง พึ่งพาตนเองได้ และเข้มแข็ง ไม่เคยหวั่นเกรงผู้รังแก”การสวนสนามที่ยาวนานกว่า 70 นาที ครั้งนี้ยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีนอย่างยิ่งใหญ่โดยมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงอาวุธที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงสหรัฐฯ และพันธมิตร อาทิ ขีปนาวุธ :…

ผู้นำสิงคโปร์ส่งเสริมแนวคิด We-First เป็นอุดมการณ์ใหม่ผ่านสุนทรพจน์งานวันชาติ

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ แสดงวิสัยทัศน์และกำหนดนโยบายบริหารประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ในการกล่าวสุนทรพจน์งานวันชาติสิงคโปร์ (National Day Rally) ที่ ITE College Central เมื่อ 17 สิงหาคม 2568 ประเด็นหลักคือการชูแนวคิดสิงคโปร์มาก่อน (We-First) เป็นการวางรากฐาน ใหม่ที่เน้นความร่วมมือจากประชาชนในทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย รวมทั้งผลกระทบ จากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีน สงครามการค้า และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ต่อตลาดแรงงาน แนวคิดสังคมที่ยึดสิงคโปร์มาก่อน (a “we-first” society) เพื่อก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตนและ เสริมสร้างความผูกพันร่วมกันในฐานะชุมชน เป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จนถึงหลังครบรอบ 60 ปีของการเป็นเอกราช ขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความห่วงใย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีหว่องย้ำถึงความสำเร็จของสิงคโปร์ในการฝ่าฟันวิกฤตต่าง ๆ โดยเฉพาะการระบาดของ COVID-19 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจิตวิญญาณสิงคโปร์ และความร่วมมือของประชาชน ที่เป็นแนวทางที่รัฐบาลใช้ในการนำพาประเทศ นโยบายการสร้างงาน เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเตรียมเปิดตัวโครงการฝึกงานสำหรับบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษา (ITE, polytechnics, universities) เพื่อให้ได้ประสบการณ์ทำงานจริง พร้อมค่าเบี้ยเลี้ยง ในช่วงฝึกงานก่อนเข้าสู่ตำแหน่งเต็มเวลา โครงการ…

กัมพูชามุ่งแสดงออกว่าความสัมพันธ์กับจีนยังคงแนบแน่น

กัมพูชาพยายามแสดงออกว่าความสัมพันธ์กับจีนยังแน่นแฟ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือน การพบหารือในเวทีระหว่างประเทศ การให้สัมภาษณ์ของผู้นำ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองประเทศ และล่าสุด สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้เขียนบทความเรื่อง “The prospects for Cambodia-China cooperation” ลง หนังสือพิมพ์ China Daily เมื่อ 22 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยาวนานระหว่างกัมพูชากับจีน บนพื้นฐานความไว้วางใจทางการเมือง และการเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงวิสัยทัศน์การเป็นประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกัน บทความกล่าวย้ำจุดยืนการสนับสนุนนโยบายจีนเดียว ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ฮ่องกง ทิเบต และซินเจียง เป็นปัญหาภายในของจีน ส่วนจีนยืนยันสนับสนุนกัมพูชาดำเนินเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยทั้งสองฝ่ายรักษาความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเป็นประโยชน์ร่วมกันในด้านต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การค้า-การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา พลังงาน การป้องกันประเทศและความมั่นคง รวมถึงสนับสนุนกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่จีนริเริ่ม ได้แก่ BRI ข้อริเริ่มด้านการพัฒนาระดับโลก (Global Development Initiative GDI)…

สถาบันคลังสมองของจีนโจมตีสหรัฐฯ ว่าเพิ่มความตึงเครียดในทะเลจีนใต้

สถาบันคลังสมองซินหัว (Xinhua Institute) ของจีนเผยแพร่รายงาน 2 ฉบับ เมื่อ 21 สิงหาคม 2568 ทั้งเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เพื่อยืนยันความชอบธรรมของจีนในการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ และปฏิเสธการแทรกแซงของมหาอำนาจนอกภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐฯ และพันธมิตร สาระสำคัญ ดังนี้ – รายงานฉบับที่ 1 “พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายของอธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิ์ทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้” (Historical and Legal Basis of China’s Territorial Sovereignty and Maritime Rights in the South China Sea) ยืนยันอธิปไตยของจีนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ว่า สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการได้มาซึ่งอธิปไตยเหนือดินแดนผ่านการค้นพบและเข้าครอบครอง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางสอดคล้องกับหลักกฎหมายปิดปาก  ขณะที่ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้จากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์  ซึ่งละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังโจมตีว่าฟิลิปปินส์ดำเนิน Gray Zone Strategy ผ่านการสนับสนุนจากประเทศนอกภูมิภาค ส่งผลให้ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงในระดับใกล้เคียงกับปฏิบัติการกึ่งทหาร – รายงานฉบับที่…

ปัญหาน้ำ : วิกฤติทุกครั้งไม่ว่าจะน้ำมากหรือน้ำน้อย

ข่าวคราวเกี่ยวกับพายุสารพัดชื่อที่เป็นต้นเหตุของอุทกภัยใหญ่น้อยเป็นระยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ในห้วงนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุทกภัยใหญ่ที่สร้างความเสียหายในหลายประเทศจากปรากฏการณ์ลานีญาหมุนวนมาทางโลกฝั่งตะวันออก นอกจากย้ำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าถึงภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำแล้ว ยังตอกย้ำการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความต้องการในการอุปโภคบริโภค การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ระบบสาธารณูปโภค และการเก็บสำรองสำหรับช่วงฤดูแล้ง ที่น้ำจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง จนพร้อมจะกลายเป็นอีกต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างมนุษยชาติ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรดังกล่าว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แต่ไหนแต่ไรเป็นที่ยอมรับว่ามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งดิน น้ำ และป่าไม้ มาวันนี้ก็ต้องเผชิญปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ต่างจากภูมิภาคอื่น ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ที่น่าสนใจคือ ประเทศที่ไม่มีแหล่งน้ำจืดและมีพื้นที่น้อยนิดเช่นสิงคโปร์ ดูจะเตรียมการรับมือนำหน้าไปกว่าใคร จนเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำในระดับโลก ด้วย 4 แนวทางคือ การนำเข้าน้ำจืด แต่ก็มีแผนจะลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยจะยุติการนำเข้าน้ำจากมาเลเซียภายในปี 2604 นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล การเก็บสะสมน้ำฝนและผันไปกระจายไว้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำ ที่เป็นทั้งแหล่งเก็บสำรองน้ำจืดและช่วยป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งมีการเก็บสำรองไว้ใต้ดิน โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายจะใช้ประโยชน์จากน้ำฝนให้ได้ร้อยละ 90 ภายในปี 2603 นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาน้ำ การอุดช่องโหว่ของการสูญเสียน้ำทุกช่องทาง โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจจับรอยรั่ว และการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำกลับมาใช้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ย้อนมาดูที่ไทยที่มีแหล่งน้ำน้อยใหญ่กระจายทั่วประเทศ ที่น่าคิดคือเราใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพพอสมกับคุณค่าของน้ำหรือไม่ เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของการรักษาน้ำและแหล่งน้ำจริงจังแล้วหรือยัง ในเมื่อเราประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งทุกปีหมุนวนกันไปตามรายภูมิภาค และยังไม่มีทิศทางว่าจะดีขึ้น และหากจะดูแลรักษาและเก็บสำรองน้ำอย่างเป็นระบบ เราจะทำได้หรือไม่…แล้วจะทันกับภัยพิบัติจากน้ำหรือไม่ เพราะเมื่อดูการคาดการณ์ของศูนย์ทรัพยากรโลก (World Resource Center)…

จากสนามโรงเรียนไทยสู่ VNL : แรงสนับสนุนจากสังคมไทย

  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ “ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย” ได้กลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น ความสามัคคีของทีม และแรงผลักดันจากหัวใจนักกีฬา ทำให้ทีมสาวไทยสามารถทะยานขึ้นสู่การแข่งขันระดับโลกอย่าง Volleyball Nations League (VNL) ได้อย่างสง่างาม การเดินทางอันยาวไกลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่สั่งสมมาจาก “แรงบันดาลใจเล็ก ๆ” ในสนามโรงเรียนของเด็กหญิงธรรมดาหลายคนที่หลงรักในกีฬาชนิดนี้ จุดเริ่มต้นจากโรงเรียน วอลเลย์บอลเป็นหนึ่งในกีฬายอดนิยมของโรงเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและปลาย หลายโรงเรียนให้ความสำคัญกับการฝึกฝนอย่างจริงจัง เพื่อส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในระดับจังหวัด ระดับภาค ไปจนถึงระดับประเทศ การแข่งขันที่สำคัญอย่าง “กีฬาเยาวชนแห่งชาติ” หรือ “กีฬาโรงเรียนกีฬาแห่งประเทศไทย” กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักกีฬาหลายคน เช่น “อรอุมา สิทธิรักษ์” “ปลื้มจิตร์ ถินขาว” หรือ “นุศรา ต้อมคำ” ที่ต่างเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ เหล่านี้ การมีระบบโค้ชที่เข้มแข็งและการสนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียน เป็นพื้นฐานสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับนักกีฬาตั้งแต่ระดับเยาวชน เด็กสาวหลายคนที่เคยฝึกซ้อมบนสนามดินลูกรังในชนบท ปัจจุบันกลายเป็นนักกีฬาระดับชาติที่แฟน ๆ ทั่วโลกเฝ้าติดตาม ก้าวสู่ระดับทีมชาติ การได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย นักกีฬาต้องผ่านการคัดตัวหลายรอบ ต้องยอมเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิตวัยรุ่น ต้องรับมือกับอาการบาดเจ็บ การฝึกซ้อมที่หนักหน่วง และแรงกดดันจากการแข่งขัน ความมุ่งมั่นและระเบียบวินัยจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้…

ออสเตรเลียประกาศขับนักการทูตอิหร่าน จากกรณี IRGC อยู่เบื้องหลังการโจมตีชุมชนชาวยิว

  นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อ 26 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับเหตุโจมตีชุมชนชาวยิวหลายครั้งในออสเตรเลียนับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566 โดย ASIO และตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (Australian Federal Police-AFP) ระบุว่า รัฐบาลอิหร่านเป็นผู้สั่งการโจมตีอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่ การวางเพลิงร้านอาหาร Lewis’ Continental Kitchen ในนครซิดนีย์ เมื่อ 20 ตุลาคม 2566   และการวางเพลิงโบสถ์ Adass Israel ในนครเมลเบิร์น เมื่อ 6 ธันวาคม 2567 และมีแนวโน้มจะสั่งการโจมตีอีกในอนาคต การกระทำดังกล่าวของอิหร่านเป็นการกระทำที่แข็งกร้าวและอันตราย มุ่งเป้าไปที่การสร้างความกลัว ปลุกปั่นความแตกแยกภายใน และทำลายความสามัคคีทางสังคม ซึ่งออสเตรเลียดำเนินการตอบโต้โดย 1) ขับเอกอัครราชทูตอิหร่าน ณ กรุงแคนเบอร์รา พร้อมนักการทูตอีก 3 คน 2) ระงับการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย…