ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ จะไม่เชื่อมเคเบิลใต้น้ำกับอุปกรณ์จากจีน

ในทุกวินาที ระบบเคเบิลใต้น้ำมีความสำคัญต่อความมั่นคงของโลก โดยข้อมูลด้านการสื่อสารทางโทรคมนาคม และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ร้อยละ 95  ส่งผ่านระบบสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic Cable) หรือสายใยแก้วนําแสงใต้น้ำ หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งน่าจะมีอย่างน้อยมีทั้งหมด 450 เส้น และมีความยาวทั่วโลกประมาณ 1.4 ล้านกิโลเมตร หากสาย หรือระบบเคเบิลใต้น้ำถูกควบคุม ก่อวินาศกรรม  ดักฟัง เผชิญกับภัยธรรมชาติ หรืออุบัติเหตุทางเรือ โดยไม่ต้องสงสัยประเทศที่ควบคุมได้ก็จะเป็นเจ้าแห่งข้อมูล หรือมีข้อมูลเป็นอาวุธในการต่อรองระหว่างประเทศ รวมทั้งใช้เพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งของตนเอง ขณะที่ความอ่อนแอจากการถูกวินาศกรรม หรือการถูกจารกรรมข้อมูลก็เป็นจุดอ่อนสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศเป้าหมาย ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องการสื่อสารผ่านเคเบิลใต้น้ำ เพราะร้อยละ 99 ของการเชื่อมต่อกับต่างประเทศใช้ระบบสายเคเบิลใต้น้ำ หรืออาจกล่าวได้ว่าญี่ปุ่นพึ่งพาเคเบิลใต้น้ำถึงร้อยละ 99 ของการสื่อสารระหว่างประเทศ เช่น กับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัสเซีย เป็นต้น บริษัทญี่ปุ่นด้านนี้ เช่น  บริษัท Nippon Telegraph and Telephone (NTT) บริษัท KDDI Corporation…

ประเทศรอบอ่าวอาหรับ: ดาวเด่นในกลุ่มโลกใต้

ถ้าพูดถึงกลุ่มโลกใต้หรือ Global South ก็เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงประเทศกำลังพัฒนา แต่ว่าในกลุ่มโลกใต้ด้วยกันก็มีหลายระดับ หลายประเทศมีศักยภาพทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่พร้อมจะยกระดับตัวเองเป็นประเทศขนาดกลาง หรือ Middle Power แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ประเทศในเอเชียตะวันออกเท่านั้นที่มีความพร้อมดังกล่าว แต่ประเทศในกลุ่มโลกมุสลิมเช่น ประเทศรอบอ่าวอาหรับ ที่อยู่ในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC) เป็นประเทศหน้าใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่นและน่าจับตามองในเวทีโลกในหลายมิติด้วย Soft Power ของแต่ละประเทศ หากพูดถึงกลุ่ม GCC ที่ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เดิมเราอาจนึกถึงภาพความเป็นประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ยึดมั่นกับอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมอย่างเข้มงวดผ่านการปกครองที่มีเจ้าผู้ครองรัฐเป็นผู้นำ และร่ำรวยด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ปัจจุบันภาพเหล่านี้กำลังมีภาพใหม่ขึ้นมาประกบ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นประเทศมุสลิมสมัยใหม่ ทั้งรูปแบบการลงทุน เช่น กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ที่ถือเป็นความโดดเด่นของกลุ่ม GCC รวมถึงการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน การเป็นเจ้าของสื่อหัวก้าวหน้าไม่น้อยไปกว่าสื่อตะวันตก เช่น Al-Jazeera การพัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศ การเป็นเจ้าของทีมและลีกฟุตบอล หรือการเป็นแหล่งลงทุนที่มีชาวต่างชาติมากหน้าหลายตา จนทำให้กลุ่มประเทศ GCC เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศหน้าใหม่ที่ขับเคลื่อนบทบาทในเวทีโลกด้วย Soft…

วิกฤตโลกรวนกระทบต่อการคมนาคมระดับโลก : กรณีคลองปานามา

  ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ และภาคธุรกิจทั่วโลกมีระบบการขนส่ง (shipping) หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะทางบก อากาศ และเรือ ซึ่งการขนส่งทางเรือ ยังคงเป็น 1 ในระบบการขนส่งที่สำคัญและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด ตั้งแต่การอพยพของมนุษย์กลุ่มโฮโมเซเปียนส์ ไปทวีปออสเตรเลียเมื่อ 65,000 ปีก่อน จนถึงยุคการเดินเรือเพื่อการสำรวจหาทรัพยากรหรือดินแดนแห่งใหม่ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่การใช้เรือเพื่อขนส่งสินค้าเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางอากาศและทางบกอย่างมาก ยังมีข้อมูลว่า การขนส่งทางเรือสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นร้อยละ 65 ของการคมนาคมขนส่งทั้งหมด และยังมีแนวโน้มที่การขนส่งทางเรือจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผ่านเส้นทางอาร์กติก ซึ่งเป็นเส้นทางใหม่ที่มหาอำนาจกำลังตื่นเต้นที่จะเข้าไปจับจอง เพราะน้ำแข็งขั้วโลกเหนือกำลังละลาย หรือความเคลื่อนไหวของจีนที่สร้างท่าเรือใหม่ไปในหลายทวีป ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ เป็นสิ่งบอกเหตุว่าในอนาคต “ระบบขนส่งทางเรือ” จะเป็นเส้นเลือดหลักของโลกต่อไปอีกระยะยาว เมื่อการขนส่งทางเรือเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทชั้นนำของโลกพยายามคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการเดินเรือและระบบเส้นทางให้ทันสมัย ปลอดภัย และป้องกันอันตรายล่วงหน้าไว้อยู่เสมอ ที่ผ่านมา มนุษย์เอาชนะอุปสรรคในการเดินเรือข้ามมหาสมุทรหรือทวีปขนาดใหญ่ด้วยการ “ขุดคลอง” เพื่อลดระยะทางและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่ง จนทำให้เกิดคลองที่มีความสำคัญต่อโลกของการเดินเรือหลายเส้น เช่น คลองสุเอซ ที่เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน–ทะเลแดง คลองปานามา ที่เชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติก–แปซิฟิก…

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็น scam centers

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงทางไซเบอร์ (scam centers)  ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชาและเมียนมาที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่  เครือข่ายดังกล่าวได้หลอกลวงเงินชาวอเมริกันไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยการมีการบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งความรุนแรงต่อแรงงาน ทำให้สหรัฐฯ มีมาตรการคว่ำบาตรเครือข่าย scammer ในกัมพูชาและเมียนมา สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 8 กันยายน 2568 ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อเครือข่ายศูนย์กลางการหลอกลวงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในกัมพูชามี 10 เครือข่าย และในเมียนมามี 9 เครือข่าย โดยในเมียนมา สหรัฐฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์กลางกิจกรรม scammer เช่น ในเมืองส่วยโก๊กโก่  (Shwe Kokko) เมียวดี  เป็นแหล่งลงทุนของ Karen National Army (KNA)  และกลุ่ม Yatai International Holding Group เมือง Yatai New City เป็นศูนย์กลาง scammer ขนาดใหญ่ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว…

อิสราเอลโจมตีเป้าหมายในกาตาร์ เสี่ยงขยายความขัดแย้งในภูมิภาค

กรณีอิสราเอลโจมตีผู้นำของกลุ่มฮะมาส ระหว่างเดินทางในกรุงโดฮา กาตาร์เมื่อ 9 กันยายน 2568 พร้อมกับการที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลประกาศเมื่อ 10 กันยายน 2568 ขู่ว่าพร้อมจะปฏิบัติการโจมตีและทำลายเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามของอิสราเอลในต่างประเทศ เสี่ยงทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น เนื่องจากท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นสัญญาณว่าจะไม่ยับยั้งการปราบปรามกลุ่มฮะมาส ไม่ว่าจะอยู่ในฉนวนกาซาหรือในประเทศอื่น ๆ เนื่องจากอิสราเอลเตือนแล้วว่ากลุ่มฮะมาสเป็นผู้ก่อการร้ายที่อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ด้านกาตาร์ไม่พอใจท่าทีดังกล่าวอย่างมาก จึงมีถ้อยแถลงประณามอิสราเอล พร้อมทั้งเรียกร้องเมื่อ 11 กันยายน 2568 ให้กลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลางแสดงท่าทีร่วมกันเพื่อปกป้องความมั่นคงและความปลอดภัย กาตาร์ยืนยันว่าเป้าหมายในการให้ผู้นำกลุ่มฮะมาสเดินทางในประเทศ เป็นไปเพื่อให้เกิดการเจรจายุติความรุนแรงและสงคราม รวมทั้งโน้มน้าวให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล ไม่ใช่การปล่อยให้กลุ่มฮะมาสเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีผลประโยชน์ของอิสราเอล พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกาตาร์ประเมินว่าการโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่อื่น ๆ จะยิ่งเป็นผลเสียต่อประเทศ เนื่องจากเสี่ยงเผชิญการคว่ำบาตรและถูกโดดเดี่ยวจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะส่วนใหญ่ต้องการยุติสงครามและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว แต่อิสราเอลกลับปฏิบัติการโจมตีในหลายประเทศ ทั้งกาตาร์ เลบานอน เยเมน ซีเรีย ตูนีเซีย รวมทั้งฉนวนกาซา สร้างความเสียหายและทำให้พลเรือนเสียชีวิต ตลอดจนเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีกาตาร์ Sheikh Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani ระบุว่าการกระทำของอิสราเอลเป็นการก่อการร้าย…

ความพยายามทำข้อตกลงหยุดยิงความขัดแย้งในฉนวนกาซาลางเลือน

ความพยายามทำข้อตกลงหยุดในความขัดแย้งในฉนวนกาซาลางเลือน หากพิจารณาท่าทีของอิสราเอล ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลยืนยันว่า จะยังจะสังหารผู้นำกลุ่มฮะมาสต่อไป ไม่ว่าจะหลบซ่อนในสถานที่ใด หลังจากกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ปฏิบัติการภายใต้ชื่อรหัส “Summit of Fire” โจมตีทางอากาศใส่อาคารที่พักอาศัยในกรุงโดฮา กาตาร์ เมื่อ 9 กันยายน 2568 ไม่สามารถสังหารผู้นำกลุ่มฮะมาสได้ โดยกลุ่มฮะมาสยืนยันว่าผู้นำยังคงมีชีวิตอยู่ แต่มีสมาชิกกลุ่มฮะมาสเสียชีวิต 5 คน รวมถึงบุตรชายของนาย Khalil al-Hayya เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกลุ่มฮะมาส และหนึ่งในผู้นำของคณะการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง การโจมตีทางอากาศในกรุงโดฮาเกิดขึ้นในห้วงที่คณะการเจรจาของกลุ่มฮะมาสอยู่ที่กรุงโดฮา เพื่อร่วมกันพิจารณาร่างข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกันในฉนวนกาซา ที่มีกาตาร์เป็นตัวกลาง  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ระบุก่อนหน้าการโจมตีว่า ทิศทางข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาอาจเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เพื่อแลกกับการปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมดที่กลุ่มฮะมาสควบคุมตัวไว้ ขณะที่กลุ่มฮะมาสยืนยันว่าได้รับแนวทางบางประการจากฝ่ายสหรัฐฯ ผ่านคนกลาง เพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา และอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกัน กลุ่มฮะมาสย้ำความพร้อมปล่อยตัวประกันทั้งหมด เพื่อแลกกับการประกาศยุติสงครามอย่างชัดเจน และการถอนกำลังทหารอิสราเอลทั้งหมดออกจากฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ กาตาร์ซึ่งเป็นตัวกลางการเจรากับอียิปต์ประณามการโจมตีดังกล่าวที่มุ่งเป้าไปยังอาคารที่พักของสมาชิกฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮะมาสในกรุงโดฮา อีกทั้งยังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในกาตาร์ รวมทั้งมีท่าทีแข็งกร้าวจากนายกรัฐมนตรีกาตาร์เมื่อ 10 กันยายน 2568 ว่า การกระทำของอิสราเอลจะไม่สามารถขัดขวางความพยายามของกาตาร์ในการเป็นตัวกลางการเจรจาข้อขัดแย้งในภูมิภาค และผู้นำอิสราเอลจะต้องได้รับผลของการกระทำจากความร่วมมือของผู้นำทั่วโลก…

เอเชียกลาง : เพื่อนบ้านที่จีนไม่เคยลืมความสำคัญ

  ไม่ว่าจะเติบโตก้าวหน้าไปขนาดไหน หรือใครจะมองเป็นภัยคุกคาม จีนยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศรอบบ้าน และที่ไม่เคยลืมคือ เอเชียกลาง เพื่อนบ้านที่แทบไม่ปรากฏว่ามีปัญหากับจีน และดูจะเป็นข่าวน้อยกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านอีกฝั่งที่มีความเคลื่อนไหวในแวดวงระหว่างประเทศบ่อยครั้ง ทั้งปัญหาทะเลจีนใต้ หรือความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเยือนภูมิภาคเอเชียกลางต่อเนื่อง หรือแม้แต่การเลือกที่จะประกาศยุทธศาสตร์ One Belt One Road (OBOR) ชื่อเดิมของ Belt & Road Initiative (BRI) ที่เป็นการสร้างโครงข่ายถนนและเส้นทางรถไฟเชื่อมจีนกับยุโรปผ่านเอเชียกลาง ในระหว่างการเยือนคาซัคสถานของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อกันยายน 2556 ก่อนที่จะประกาศแผนการสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road-MSR) ที่เชื่อมท่าเรือจีนกับท่าเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซียของผู้นำจีนเมื่อตุลาคมของปีเดียวกัน จีนมีความร่วมมือกับห้าประเทศในเอเชียกลางคือ คาซัคสถาน คีร์กีซlสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิซสถาน และทาจิสถาน ที่มีจุดแข็งคือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญคือ ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุหลายชนิด นอกจากนี้ยังอยู่ติดกับเขตปกครองตนเองซินเจียง ที่เป็นหนึ่งในผลประโยชน์หลัก (Core Interests)…

ทำไมผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Department of Defense) เป็นกระทรวงสงคราม (Department of War) เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหน่วยงานให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะชื่อกระทรวงกลาโหมค่อนข้างจากมีนัยการป้องกันประเทศ มากกว่าการโจมตี เพื่อความมั่นคงของประเทศศ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่า การเปลี่ยนชื่อกระทรวงจะให้ชาวอเมริกันมีความภูมิใจ รวมทั้งย้อนถึงช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ใช้ชื่อกระทรวงสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร เมื่อ 5 กันยายน 2568 เสนอการปรับเปลี่ยนชื่อดังกล่าว กลับไปเป็นชื่อเดิม คือ กระทรวงสงคราม  และยังจะเป็นคำสั่งผู้บริหารฉบับที่ 200 ของประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงแนวคิดการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2568 ในการสัมภาษณ์ที่ สนข.Fox News พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย การเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงคราม จะต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตามกฎหมาย ถึงจะมีผลอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ทุกชื่อที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเดิมก็เปลี่ยนไปเป็นกระทรวงสงครามแล้ว ทั้งที่ทำงานกระทรวง และในเว็บไซต์ก็เปลี่ยนจาก defense.gov เป็น…

ไทยเร่งเครื่องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ได้ยินกันมานาน และคู่ ๆ กันมากับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะไม่ถูกพูดถึงมากเท่ากับเศรษฐกิจสีเขียว ที่แตกแขนงออกไป เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว และสิ่งแวดล้อมสีเขียว เป็นต้น ข้อมูลของกรมประมงระบุว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หมายถึง แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้มีการดำรงชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ไทยร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเป้าหมายก้าวไปสู่ความยั่งยืน หรือ SDG ของสหประชาชาติ ที่จะทำให้ทำให้เกิดการพัฒนาทางทะเลและชายฝั่งในหลาย ๆ แขนง เช่น ธุรกิจการประมง  การพัฒนาชายฝั่ง และการใช้เทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อต้น พฤษภาคม 2568 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank-ADB) ได้ลงนามกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในข้อตกลงเงินกู้เพื่อความยั่งยืนทางทะเล (Blue Financing) มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในการเพาะเลี้ยงกุ้งในไทย…

จีนแสดงแสนยานุภาพกองทัพผ่านพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 10 ปี

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง เป็นประธานในพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปีชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านการรุกรานของทัพทหารญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 3 กันยายน 2568 ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง จีน  ประธานาธิบดีสีชี้ให้เห็นว่า การจัดพิธีครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงผู้พลีชีพ หวงแหนสันติภาพ และเปิดสู่อนาคต  มีผู้นำต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงจากประเทศที่เกี่ยวข้องกว่า 26 ประเทศทั่วโลก อาทิ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย และนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ รวมถึงประธานาธิบดีเบลารุส ผู้นำอิหร่าน อินโดนีเซีย ลาว และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เป็นต้น พิธีสวนสนามทางทหารครั้งนี้ เริ่มต้นเมื่อ 09.15 น.เริ่มต้นด้วยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงตรวจแถวทหารนับพันนายริมถนนฉางอาน พร้อมสุนทรพจน์ประกาศว่า “ชาติจีนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ ไม่กลัวความรุนแรง พึ่งพาตนเองได้ และเข้มแข็ง ไม่เคยหวั่นเกรงผู้รังแก”การสวนสนามที่ยาวนานกว่า 70 นาที ครั้งนี้ยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีนอย่างยิ่งใหญ่โดยมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงอาวุธที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงสหรัฐฯ และพันธมิตร อาทิ ขีปนาวุธ :…