การลักลอบนำผลไม้เวียดนามเข้าไทยมากขึ้น

  กลุ่มชาวสวนผลไม้ ผู้ค้าแผงผลไม้ และผู้ค้าสินค้าแปรรูป เปิดเผยข้อมูลสอดคล้องกันว่า ผลไม้ไทยถูกผลไม้เวียดนามตีตลาดอย่างไม่ถูกต้อง เพราะมีขบวนการลักลอบนำผลไม้เวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ผลไม้ไทย เพื่อส่งออก  และนำมาวางขายในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ มะม่วง ทุเรียน อาโวคาโด และเสาวรส เพราะผู้ประกอบการที่ลักลอบนำผลไม้เวียดนามมองเพียงผลกำไร ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเป็นผลไม้เวียดนามที่ลักลอบเข้ามา จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากวาดล้างจับกลุ่มขบวนการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กรมศุลกากรกัมพูชามีมาตรการให้ทุเรียนนำเข้าจากไทยต้องมีหนังสือรับรองว่าไม่มีสารตกค้างก่อน จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้ ดังนั้น ผู้ค้าทุเรียนไทยบริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี ที่ติดกับกัมพูชา เรียกร้องขอให้หน่วยงานไทยเร่งประสานกับกัมพูชาเพื่อให้ช่วยรับรองว่า ทุเรียนไทยที่ปลูกฝั่งตะวันออกไม่มีปัญหาสารตกค้าง เนื่องจากมีทุเรียนที่ติดค้างรอส่งขายไปฝั่งกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ความเคลื่อนไหวต่อกรณีเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จชต.

  ภาคประชาสังคม กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มทางการเมือง เช่น นายอามูนา ปินจอร์ สส.พรรค ปชบ. กลุ่มซูฟ้า ออกมาแสดงท่าทีต่อเหตุความรุนแรงใน จชต. ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังกับการเปิดเจรจาสันติภาพกับ BRN เพราะกระบวนการเจรจาที่หยุดชะงักมานานกับการที่รัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนและไม่แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่มาจากฝั่งการเมือง เป็นเหตุผลให้ผู้ก่อความไม่สงบเลือกใช้แนวทางตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รอง นรม./รมว.กห. แสดงออกในเชิงว่าจะไม่พูดคุยอย่างเป็นทางการจนกว่าจะได้พูดคุยกับ BRN ตัวจริงนั้น มองว่าไม่เกิดประโยชน์เพราะเมื่อดูจากสถิติจะเห็นว่าการเปิดเจรจามีผลให้การก่อเหตุลดลงได้จริงนอกจากนี้ พบความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ จชต. ที่กำลังมีการขยายผล เช่น กรณีองค์กรปลดปล่อยปาตานีแห่งสหพันธรัฐ (PULO) หนึ่งในกลุ่มขบวนการต่อสู้ปาตานี ระบุให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาทอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหา จชต. และกรณีมีเพจ/บุคคลแชร์ข้อความและคลิปที่กล่าวหาว่านายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีต นรม.มาเลเซีย เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง BRN ตัวจริง หลังจากได้ทำการโพสต์เรื่องดินแดนมลายู โดยความเห็นที่ปรากฏออกมาเป็นลักษณะชี้ว่าไทยรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ก่อความไม่สงบและข้อความที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กกร. ปรับคาดการณ์ GDP ไทย ลดลงอีกครั้ง

  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมาตรการภาษียานยนต์ของสหรัฐฯ จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2568 เหลือขยายตัวที่ร้อยละ 2-2.2 จากเดิมร้อยละ 2.4- 2.9 ภายใต้สถานการณ์ไทยเจรจากับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ แต่หากไม่สำเร็จหรือถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 36  GDP อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.7-1.4 และการส่งออกทั้งปีอาจติดลบมากถึงร้อยละ 2 เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มลูกจ้างที่มีประมาณ 3.7 ล้านคน และ SMEs ประมาณ 5,000 ราย ซึ่งมีข้อจำกัดในการปรับตัว  กกร.กังวลต่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนประมาณร้อยละ 3-5 จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว จึงขอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็ว ด้านวิจัยกรุงศรีและ Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยว่ามีความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

สังคมสนใจประเด็นต่างชาติแย่งงานคนไทย

  ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่ออินฟลูเอนเซอร์ออกมาจุดกระแสความสนใจต่อปัญหาชาวต่างชาติแย่งงานคนไทย เช่น กรณีปรากฏข้อมูลว่าคนเมียนมาใช้แอปพลิเคชันชื่อดังเป็นไรเดอร์วิ่งรับส่งผู้โดยสาร โดยทำการเช่าบัญชีหรือซื้อรหัสของไรเดอร์คนไทยที่ไม่ได้วิ่งงานแล้ว และกรณีแอปพลิเคชันส่งอาหารจีน Goko ที่เปิดบริการในไทยมาหลายปี ทำการจ้างไรเดอร์เป็นชาวจีนหรือชาวชาติพันธุ์ที่พูดภาษาจีนได้ โดยเน้นให้บริการคนจีนที่อาศัยในไทยและร้านค้าบนแอปพลิเคชันส่วนใหญ่เป็นร้านจีน นอกจากนี้ พบกรณีชาวจีนทำทัวร์เถื่อนรับนักท่องเที่ยวจีน และกรณีหญิงต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาขายบริการในพัทยา ซึ่งกรณีทั้งหมดถูกชี้ว่าเป็นเพราะภาครัฐละเลยการควบคุมและกฎหมายไทยไม่เคร่งครัดจนกลายเป็นที่มาให้ต่างชาติเข้ามาแสวงประโยชน์

ทุเรียนไทยอาจถูกทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีนมากขึ้น

มีรายงานว่าผลผลิตทุเรียนในเวียดนามออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด อีกทั้งมีบางส่วนจำหน่ายไม่ได้เพราะคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานการส่งออกไปยังจีน และมีรสชาติไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทำให้ผู้ปลูกทุเรียนต้องนำผลผลิตมาวางจำหน่ายตามริมถนนและตั้งราคาเหลือเพียง กก.ละ 30 บาท เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าอาจมีขบวนนำเข้าทุเรียนเวียดนามราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในไทย หรือปะปนกับทุเรียนไทยเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีน สอดคล้องกับกรณีมีรายงานแจ้งจากชาวบ้านใน จ.จันทบุรีว่าเริ่มเห็นรถบรรทุกทุเรียนจากนอกพื้นที่เข้ามาขายในจังหวัด โดยตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการนำทุเรียนจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยหรือไม่

ราคายางพาราของไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษียานยนต์ของสหรัฐฯ

  สนข.Nikkei Asia ของญี่ปุ่นรายงานว่า ราคายางพาราของไทยในห้วงปัจจุบันอยู่ที่ 55-58 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงร้อยละ 10-20 เมื่อเปรียบเทียบกับห้วง มี.ค. 67 ที่มีราคา 68 บาทต่อกิโลกรัม สาเหตุุที่ราคาลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของไทยและผลกระทบจากมาตรการภาษีต่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษียานยนต์นำเข้าร้อยละ 25 ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคายางพารา นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบัน Marubeni ของญี่ปุ่น ประเมินว่า ราคายางพาราในตลาดโลกขึ้นอยู่กับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการภาษี ซึ่งสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนออกไป 90 วัน รวมถึงผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ด้วย

จังหวัดมุกดาหารพบผู้เสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกซ์ 377 ราย

สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ล่าสุดพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 3 ราย และมีผู้ที่เสี่ยงติดเชื้ออีกจำนวน 377 ราย ประกอบด้วยผู้ชำแหละเนื้อวัว 28 ราย  ผู้รับประทานเนื้อที่ติดเชื้อ 232 ราย และผู้สัมผัสโดยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้ชำแหละอีก 117 ราย   ทุกคนได้รับการตรวจคัดกรอง และได้รับยาป้องกันแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่พบการระบาดในหมู่บ้านอื่นในพื้นที่ ด้านมาตรการยังคงเฝ้าระวังเข้มงวด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ให้นำเนื้อวัวที่มีความเสี่ยงมาปรุงอาหาร  และไม่ให้รับประทานเนื้อดิบ

สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในพื้นที่ภาค ตอ.น.

กรณีพบบุคคลเสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกซ์มีจำนวนเพิ่มกว่า 650 คน ใน จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ รวมทั้งกรณีพบวัวตาย 3 ตัว ในพื้นที่ติดชายแดนฝั่งลาว ต.นาดี อ.ด่านซ้าย จ.เลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดดังกล่าว และจังหวัดอื่นมีพื้นที่ติดกับลาว เช่น เลย นครพนม ได้ดำเนินการควบคุมเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนรายงานว่าประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีความเข้าใจกับโรคแอนแทรกซ์ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรค ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ได้ตระหนักในการเฝ้าระวังโรค ยังคงรับประทานเนื้อสัตว์ดิบ ด้านประชาชนในโซเชียลมีเดียที่สนใจในประเด็นดังกล่าว ส่วนใหญ่กังวลถึงสถานการณ์ของโรคที่มีการระบาดหนัก หลังพบผู้เสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกซ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์และเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์โรคที่รวดเร็วและตรงไปตรงมา เพื่อที่ประชาชนจะได้เตรียมพร้อมในการเฝ้าระวังป้องกันได้ทัน ทั้งนี้ หากสถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ยังระบาดที่ขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น ไม่สอดคล้องกับการชี้แจงของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้มีแนวโน้มที่จะถูกกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐบาลขยายผล

หลายฝ่ายยังกังวลต่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จชต. เพิ่มมากขึ้น

จากกรณีเกิดเหตุยิงสามเณรและประชาชนในพื้นที่ จชต. ทำให้คนในพื้นที่กังวลเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ผลการสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) สำรวจความเห็นคนในพื้นที่ จชต.เรื่องความปลอดภัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 33.45 เห็นว่า ไม่มีความปลอดภัยเหมือนเดิม และร้อยละ 42.36 เห็นว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจริง ซึ่งในประเด็นนี้ พบกลุ่มการเมือง และภาคประชาสังคม อาทิ นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรค ปร. นายอามูนา ปินจอร์ สส.พรรค ปชบ. นายฮากิม พงตีกอ แกนนำ The Patani นำไปขยายผลวิจารณ์รัฐบาลว่า ไม่ผลักดันกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างจริงจัง และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลขอเปลี่ยนผู้แทนพูดคุยจากฝ่ายการเมืองของ BRN มาเป็นผู้นำองค์กรโดยตรง เพราะอาจทำให้กระบวนการล่าช้าไปอีก ด้านสื่อท้องถิ่นและกลุ่มแนวร่วม จาก Wartani เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD ยังคงเผยแพร่ข่าวสารโจมตีกิจการทำงานของ จนท.รัฐ ภายใต้กฎหมายพิเศษ โดยปิดล้อมพื้นที่เพื่อตรวจค้นควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และตั้งด่านตรวจค้นหรือเก็บ DNA ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิและกดขี่คนในพื้นที่

ไทยเตรียมทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยหลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ช่วงแผ่นดินไหว

สนข. AFP ของฝรั่งเศส รายงานกรณีนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมบรรเทาสาธารณภัยแถลงข่าวว่าจะทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อพัฒนาปรับปรุงการทำงานและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง AFP ระบุเพิ่มเติมว่า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกรณีรัฐเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแจ้งเตือนประชาชนในห้วงเกิดแผ่นดินไหวเมื่อ มี.ค. 68 และแม้ไทยจะไม่เผชิญเหตุแผ่นดินไหวบ่อยนัก แต่ก็ประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรงในฤดูฝน