กัมพูชาเรียกร้องความช่วยเหลือทำความสะอาดสารเคมีที่อ้างว่าไทยใช้ในการสู้รบ

Khmers Times รายงานกรณีหน่วยงานห้ามอาวุธเคมี นิวเคลียร์ ชีวภาพ และรังสีของกัมพูชา (NACW) เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนเงินทุนในการทำลายสารอันตรายจากการปะทะชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยอ้างว่าไทยยอมรับว่ามีการใช้สารเคมี รวมถึงกระสุนฟอสฟอรัสขาวในระหว่างการสู้รบ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรงจากหน่วยงานด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม  พล.อ. Phorn Nara เลขาธิการ NACW ระบุว่า ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการปนเปื้อนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีสารเคมีมากกว่า 70 ชนิด ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในระยะกลางและระยะยาวต่อผู้คน สัตว์ และระบบนิเวศ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและงบประมาณในการจัดการ โดยเรียกร้องให้พันธมิตรด้านการพัฒนาพิจารณานำเรื่องการทำความสะอาดสารเคมีและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ในโครงการด้านมนุษยธรรมและการฟื้นฟูที่มีอยู่

อสังหาริมทรัพย์ไทยบางส่วนยังเติบโตได้แม้เผชิญความท้าทายหลายด้าน

SCMP เผยแพร่บทความของนาย Nicholas Spiro หุ้นส่วนบริษัท Lauressa Advisory ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไทยที่บางภาคส่วนสามารถเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงเนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย เงินบาทแข็งค่ากระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เหตุการณ์อาคารถล่มจากแผ่นดินไหวในเมียนมา ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งเป็นบททดสอบที่รุนแรงสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ขณะเดียวกันได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยในภาคธุรกิจสำนักงาน เหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลให้เกิดแนวโน้มการย้ายไปยังอาคารที่มีคุณภาพ และยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างอาคารใหม่ ในภาคธุรกิจโรงแรม ความแข็งแกร่งของตลาดนักท่องเที่ยวจากเอเชียใต้ช่วยชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้อัตราค่าห้องพักรายวันและอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น และไทยยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพของโครงการอสังหาริมทรัพย์กลุ่ม Branded Residence โดยไทยมีจำนวนยูนิตที่เปิดตัวและพร้อมขายมากที่สุดในกลุ่มตลาดชั้นนำในเอเชีย

ไทยเสี่ยงเผชิญผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมาเพิ่มขึ้น

Mongabay ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่ไม่ได้รับการควบคุมในเมียนมากำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศในเอเชีย ตอ.ต. โดยเฉพาะภาคเหนือของไทย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาคการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว รวมประมาณ 1,300 ล้านบาท โดยข้อมูลใหม่จากดาวเทียมพบว่ามีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา 513 แห่ง กระจายอยู่ตามลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี ซึ่งเฉพาะปี 2568 มีเหมืองแร่ใหม่ 40 แห่ง มากกว่าที่เคยประเมินไว้ และสะท้อนว่าความเสี่ยงของมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้มากด้วย โดยนักวิจัยจากศูนย์วิจัย Stimson Center ของสหรัฐฯ เตือนว่าจำเป็นต้องมีการทดสอบการปนเปื้อนในแม่น้ำเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศอื่นตรวจสอบแหล่งน้ำของตนเอง รวมถึงกัมพูชาและเวียดนาม เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่สารพิษจากการทำเหมืองจะไหลลงสู่แม่น้ำมากกว่าที่มีการรายงานก่อนหน้านี้

นักวิเคราะห์ประเมินเงินบาทปลายปี 2568 แข็งค่าน้อย

ผลสำรวจนักวิเคราะห์ของ Bloomberg คาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยมาจากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ซบเซา นอกจากนี้ ธปท.อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 6 เดือนข้างหน้า โดยหาก ธปท.มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้น และรัฐบาลมีการเก็บภาษีการค้าทองคำ อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น หากเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัว ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนคลี่คลาย และราคาทองคำยังคงสูงใกล้ระดับสถิติ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปถึง 31.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นปี 2568

ไทยเตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

Bloomberg และ Reuters รายงานกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รอง นรม./รมว.กค. เปิดเผยว่า เตรียมเสนอแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อ ครม. รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หลังจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเผชิญกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีนที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ตลอดจนปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศยังมีการใช้จ่ายน้อย ทั้งนี้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.2 ในปี 2568 ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมีระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ในการทำผลงาน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน เม.ย. 69

กัมพูชาและไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากความขัดแย้งปากีสถาน-อินเดีย 

Cambodianess เผยแพร่บทความของนาย Khath Bunthorn นักวิจัย Cambodia Development Resource Institute และนาย Ngin Chanrith นักวิชาการ University of Auckland นิวซีแลนด์ เกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเปรียบเทียบกับความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน ที่มีสาเหตุคล้ายกันจากข้อพิพาทเขตแดน ชาตินิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงบาดแผลทางประวัติศาสตร์  ความขัดแย้งได้พัฒนาไปสู่การแข่งขันที่ซับซ้อน เกิดการเผชิญหน้าทางทหารและสงครามหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การค้าระหว่างประเทศตกต่ำ การใช้จ่ายด้านการทหารที่สูงทำให้สูญเสียงบประมาณในการพัฒนาภาคส่วนสำคัญอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข แม้จะมีการเจรจา  แต่ความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากความไม่ไว้วางใจต่อกันอย่างลึกซึ้ง ชาตินิยมกลายเป็นปัจจัยทางการเมือง   ซึ่งกรณีของไทย-กัมพูชายังไม่สายเกินไป หากต้องการแก้ไข โดยนำบทเรียนมาปรับใช้ ได้แก่ 1) อย่าปล่อยให้ข้อพิพาทเขตแดนกลายเป็นสิ่งกำหนดอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาติ 2) รักษากลไกการเจรจาทวิภาคีและใช้ประโยชน์จากกลไกระดับภูมิภาค 3) หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารและมุ่งเน้นการพัฒนาแนวชายแดน 4) ผู้นำต้องแยกความขัดแย้งออกจากการเมือง 5) ฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ 6) ใช้วัฒนธรรมและศาสนาร่วมกันในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ไทยอาจเผชิญปัญหาเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจนถึงปี 2569

  Bloomberg รายงานกรณีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ก่อนจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.กค. เตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงว่า มีสาเหตุจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง และภาวะการเงินที่ตึงตัว เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งต้องเร่งแก้ไข แต่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังไม่มีสัญญาณของภาวะเงินฝืด  ความเสี่ยงที่ควรติดตาม ได้แก่ 1) การชะลอลงของราคาสินค้าในวงกว้าง 2) ความผันผวนของราคาพลังงานโลก และ 3) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามการค้า   นายเศรษฐพุฒิย้ำถึงความท้าทายของ ธปท.ในการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายร้อยละ 1-3 และยังสะท้อนแนวคิดของ กนง.ที่ตัดสินใจคงดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน

เอกชนไทยลงทุนสร้างศูนย์การค้าใหม่ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง

  Nikkei Asia เผยแพร่รายงานสาระสำคัญเกี่ยวกับกรณี บมจ.เซ็นทรัลพัฒนาลงทุน 21,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์การค้า “The Central พหลโยธิน” โดยระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยปรับตัวลดลง และการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง โดยไตรมาส 2/2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.8 จึงทำให้รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการฟื้นโครงการคนละครึ่ง สำหรับธุรกิจค้าปลีกของไทยในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4.6 ซึ่งลดลงจากปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 6.02 เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่สูง และเผชิญกับความท้าทายจากปริมาณศูนย์การค้าเกิดใหม่มีเพิ่มขึ้นเมื่อห้วงปี 2567 จึงจะทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยต้องแข่งขันกันสูงขึ้น

กลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดโดยมุ่งเป้าคนไทยมากขึ้น

  จากรายงานข่าวการช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา พบว่ากลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ความน่ากังวลคือกลุ่มดังกล่าวมุ่งเป้ามาที่คนไทยมากขึ้น โดยภายในไม่กี่วันสามารถหลอกลวงคนไทยจากหลายพื้นที่ได้มากถึง 15 คน (ไม่รวมกรณีอื่น) รูปแบบการล่อลวงมีลักษณะเจาะจงกลุ่มผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เช่น ชวนให้ไปทำงานเทรดคริปโตหรือเว็บพนันออนไลน์ที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย เมื่อคนที่ถูกหลอกทราบความจริงและขอกลับบ้าน จะถูกบังคับให้หาคนไทยมาเพิ่ม โดยมีการตั้งค่าหัวสำหรับคนไทยที่ถูกหลอกมาใหม่ในอัตราหัวละ 10,000 บาท ซึ่งการมุ่งเป้ามาที่คนไทยนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้คนไทยหลอกคนไทยด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook Instagram Tiktok และ Line ทำให้ประชาชนไทยเสี่ยงถูกหลอกและตกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย หากไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างครอบคลุม

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน

มันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ซึ่งมันสำปะหลังไทยแข่งขันได้ยากเพราะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับนักลงทุนจากจีนและเวียดนามมีแนวโน้มขยายฐานการผลิตโรงงานแป้งมันไปยังลาว ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกแป้งมันไทยชะลอตัว และมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดหลักอย่างจีนให้กับประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในประเทศที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย เช่น ปัญหาโรคใบด่างระบาดที่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรบางส่วนเริ่มหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน และคาดว่าผลผลิตรวมของมันสำปะหลังไทยจะหดตัวลงเกือบร้อยละ 9