แพลตฟอร์มคริปโตไทยถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน 

มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองออสติน สหรัฐฯ รายงานว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้วิธีกระจายเงินที่หลอกลวงเหยื่อมายังแพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต หลายแห่ง ซึ่งมีแพลตฟอร์ม Bitkub ของไทยเกี่ยวข้องด้วย โดยใช้วิธีโอนคริปโต เช่น USDT จากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้าสู่แพลตฟอร์มไทย เพื่อแปลงเป็นเงินบาทและถอนออกผ่านบัญชีม้าของธนาคารพาณิชย์ในไทย ซึ่งเหตุผลที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเลือกใช้แพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต เนื่องจาก 1) อยู่นอกเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และ 2) มาตรฐานการตรวจสอบและยืนยันตัวตนยังอยู่ในระดับต่ำ

จีนเร่งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงกับประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้อยแถลงของนาย Zhang Guoqing รอง นรม.จีน ในพิธีเปิด World Congress on High-Speed Rail ครั้งที่ 12 เมื่อ 10 ก.ค.68 ที่กรุงปักกิ่ง ว่า จีนจะส่งเสริมให้รถไฟความเร็วสูงเป็นหลักในการขับเคลื่อนโครงการ Belt and Road Initiative โดยจะเพิ่มการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกอบรมทักษะให้โครงการรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ ซึ่งจีนจะยังคงเดินหน้าโครงการรถไฟสำคัญ เช่น รถไฟฮังการี-เซอร์เบีย รถไฟจีน-คีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถาน และรถไฟจีน-ไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานด้านระบบราง ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทย ได้รับการอนุมัติระยะที่ 2 เมื่อต้นปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มให้บริการในปี 2573 โดยโครงการล่าช้าไปเกือบ 10 ปีจากแผนเดิม เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้า  ปัญหาการเงินและการออกแบบ รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

การเปลี่ยนแปลงนโยบายกัญชาส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

สนข.Al Jazeera ของกาตาร์ รายงานกรณีรัฐบาลกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ให้ใช้กัญชาเฉพาะทางการแพทย์ และเตรียมนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติด โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการใช้กัญชาเชิงสันทนาการ หลังจากไทยทำให้กัญชาถูกกฎหมายเมื่อปี 2565 ซึ่งก่อให้เกิดธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่รัฐบาลอ้างว่าเป็นสาเหตุให้มีการใช้กัญชาในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น และมีการลักลอบขนยาเสพติดไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกระทันหันกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องทำให้ขาดทุนและต้องปิดกิจการ โดยผู้ประกอบการมองว่า ผลกระทบด้านลบของการปลดล็อคกัญชาถูกกล่าวเกินจริง พร้อมเตือนว่า การจำกัดให้ใช้กัญชาเฉพาะทางการแพทย์จะเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมกัญชาลงสู่ใต้ดินซึ่งยากต่อการควบคุมมากขึ้น และยังเห็นว่าเรื่องกัญชากลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างพรรค พท.กับพรรค ภท. โดยกลุ่มสนับสนุนกัญชาเตรียมจัดการชุมนุมประท้วงใน 7 ก.ค. 68 และมีแผนจะยื่นฟ้องรัฐบาลด้วย

ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ

เว็บไซต์ Macao Business ของมาเก๊า รายงานระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากกรณี น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ชั่วคราว และกระแสข่าวการทำรัฐประหารในไทย รวมถึงการคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้าน กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ ส่งผลให้การพิจารณาร่างกฎหมายไม่เป็นไปตามแผน ในขณะที่ผู้ประกอบการกาสิโนในมาเก๊าต่างจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากไทยทำให้กาสิโนถูกกฎหมายไทยอาจก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ตลาดกาสิโนชั้นนำของโลก แข่งขันกับลาสเวกัส มาเก๊า และสิงคโปร์ได้ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบันกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก

ยอดมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงทางออนไลน์พุ่งสูงขึ้น

CardX ผู้ให้บริการบัตรเครดิตภายใต้กลุ่ม SCBX เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 แม้จำนวนคดีที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพจะลดลงจากปี 2567 แต่จำนวนเงินที่สูญเสียต่อรายกลับเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9 จาก 83,800 บาท เป็น 91,500 บาท สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพเริ่มมุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่มีศักยภาพในการหลอกลวงสูงมากขึ้น ขณะที่ยอดอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพยังมีสูงถึงกว่า 739,000 บัญชี นอกจากนี้ กลโกงที่พบมากที่สุดยังเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ มีสัดส่วนถึงร้อยละ 57 ของคดีทั้งหมด

กลุ่มมิจฉาชีพใช้โครงการของรัฐในการหลอกลวงประชาชน

ในช่วงที่รัฐบาลเปิดโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ กลุ่มมิจฉาชีพได้อาศัยโอกาสดังกล่าวในการหลอกลวงประชาชนในหลายรูปแบบ ได้แก่ 1) ส่งข้อความ SMS ปลอมโดยแอบอ้างว่าเป็นข้อความยืนยันสิทธิ์จากโครงการคนละครึ่ง พร้อมแนบลิงก์ให้กดเพื่อยืนยันสิทธิ์หรือรับรหัส OTP ซึ่งเป็นกลลวงเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงิน 2) ประกาศรับลงทะเบียนโครงการให้กับผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกลงทะเบียนด้วยตนเอง โดยมิจฉาชีพจะขอข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชนและรหัสหลังบัตร เพื่อใช้ในทางทุจริต 3) แอบอ้างเป็นผู้ให้บริการจองที่พักผ่านเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียหรือโทรศัพท์ พร้อมขอข้อมูลส่วนตัวและหลอกให้โอนเงินมัดจำสำหรับการจองห้องพักในโครงการ

กรณีพบวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว

  ตามที่ในห้วง 24 – 26 มิ.ย. 68 พบวัตถุต้องสงสัยและวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดในพื้นที่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พบเป็นกระแสความสนใจของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ โดยความเห็นส่วนใหญ่กังวลความไม่ปลอดภัย และสันนิษฐานว่าอาจเป็นการก่อเหตุความรุนแรงที่ขยายวงมาจากพื้นที่ จชต. หรืออาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยโดยกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจต้องการบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล หรือเป็นฝีมือของกลุ่มในต่างประเทศ นอกจากนี้ พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อจีนที่มีทั้งสำนักข่าว สื่อออนไลน์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียจีนนำไปรายงานต่อ โดยเน้นเผยแพร่ข่าว ภาพ และคลิปขณะเจ้าหน้าที่กำลังเก็บกู้วัตถุต้องสงสัยที่มีควันและเสียงคล้ายระเบิด จึงปรากฏกระแสความคิดเห็นในลักษณะมองว่าไทยไม่ปลอดภัย เพราะเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแจ้งเตือนกันให้ระมัดระวังในการเดินทางมาไทย

แรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยยังไม่ลดลง

พบประชาชนโพสต์โซเชียลมีเดียร้องเรียนถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยหลายกรณี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน อาทิ กรุงเทพฯ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีแรงงานจากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา แอฟริกา และอุซเบกิสถาน  ส่วนใหญ่ลักลอบประกอบอาชีพค้าขายและบริการ เช่น ช่างไฟฟ้า ร้านอาหารตามงานวัดและงานเทศกาล รับจ้างทั่วไป ประเด็นที่น่ากังวลคือ บางกลุ่มมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอย่างจงใจและเป็นขบวนการ เช่น กลุ่มลักลอบค้าประเวณีในเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา กลุ่มชาวเวียดนามลักลอบประกอบกิจการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และหลอกขายแผงโซลาร์เซลล์ปลอมที่พบมากใน จ.เชียงราย   สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างด้าวลักลอบประกอบอาชีพผิดกฎหมายได้ เพราะผู้ประกอบการไทยจำนวนมากนิยมใช้แรงงานต่างด้าวในธุรกิจของตนเอง เพราะค้าจ้างต่ำ และหากเป็นแรงงานผิดกฎหมายไม่ต้องรับผิดชอบให้สิทธิสวัสดิการตามกฎหมาย ซึ่งสะท้อนได้จากโพสต์ตามกลุ่มหาแรงงานต่างด้าวในโซเชียลมีเดียที่ยังมีผู้แสดงความต้องการแรงงานต่างด้าวให้เห็นเป็นจำนวนมาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติย้ายมาตั้งฐานในไทยเพราะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

จากกรณีในช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติมากขึ้น เช่น ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ซึ่งแต่ละกลุ่มคล้ายกันคือ ส่วนใหญ่เข้ามาด้วยวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว และเช่าบ้านพักตามชานเมืองในการดำเนินการหลอกลวงเหยื่อ เช่น ที่ จ.ปทุมธานี สมุทรปราการ และชลบุรี ส่วนสาเหตุที่ไทยถูกเลือกเป็นฐานศูนย์กลางนั้นเพราะว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนไทยเพิ่มขึ้น กับทั้งไทยเดินทางเข้ามาได้ง่าย ค่าครองชีพไม่สูง มีการให้วีซ่าฟรีกับหลายประเทศ ที่สำคัญคือไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี อินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูง มีผู้ที่รับจ้างจดทะเบียนซิมและเปิดบัญชีม้าจำนวนมาก ซึ่งแม้มีการจับกุมมากเช่นกัน แต่ยังปรากฏแก๊งบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจร้านอาหารเผชิญกับความเสี่ยงสูง

ธุรกิจร้านอาหารในไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  เฉพาะอย่างยิ่งจากการระมัดระวังใช้จ่ายของผู้บริโภค และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8  มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 646,000 ล้านบาท ซึ่งป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำ นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และค่าเช่า  ทำให้วัฏจักรของธุรกิจร้านอาหารสั้นลง จากเดิมที่ร้านอาหารส่วนใหญ่สามารถอยู่รอดได้เกิน 1 ปี แต่ปัจจุบันหลายแห่งต้องปิดตัวภายใน 7 – 8 เดือน โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและรายย่อยได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นความแปลกใหม่ ประสบการณ์ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้าไม่ยึดติดกับชื่อเหมือนเดิม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่สำหรับกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร