ประเทศในเอเชีย ตอ.ต.เผชิญแรงกดดันในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานระบุ ประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชีย ตอ.ต.กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากกรณีการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งจะถึงกำหนดใน 1 ส.ค. 68 ส่งผลให้เสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง โดยมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว โดยในส่วนของไทยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากตกลงอัตราภาษีได้ที่ร้อยละ 15 – 20 เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.1 – 1.4 นักวิเคราะห์ยังมองว่า การเจรจาภาษีแยกกันของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพของกลุ่มอาเซียน โดยสหรัฐฯ ต้องการควบคุมสินค้าจากจีนที่หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการส่งผ่านประเทศที่สามในเอเชีย ตอ.ต.ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ความต้องการรถยนต์ EV ในภาคธุรกิจของไทยเพิ่มขึ้น

Nikkei Asia รายงานว่า ความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มลูกค้าองค์กรของไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัท Bolt บริษัทเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรถยนต์ EV อย่างน้อย 1,000 คัน ภายในปี 2571 ด้านบริษัท Sumitomo Mitsui Auto Service ของญี่ปุ่นมีแผนจะเพิ่มรถแท็กซี่ EV และรถยนต์ประเภทอื่นอีก 1,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการของบริการเช่ารถและแท็กซี่สำหรับการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น และยังมีการร่วมทุนของบริษัท Marubeni ของญี่ปุ่น กับบริษัทบ้านปูของไทย ในการจัดตั้งธุรกิจบริหารจัดการรถยนต์ EV เชิงพาณิชย์ โดยมีแผนใช้รถประมาณ 3,000 คันภายในปี 2571 เช่นกัน โดยรถยนต์ EV ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าตลาดรถยนต์ EV ในไทยจะชะลอตัวจากปัญหาทางการเงินของบริษัท Neta Auto จากจีน แต่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายอื่น เช่น BYD Guangzhou Automobile Group…

ผู้ใช้งานชาวไทยของแอปฟลิเคชัน Taobao เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

  นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานระบุว่า แอปพลิเคชัน Taobao แพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนซึ่งเป็นของบริษัท Alibaba มีการเติบโตของผู้ใช้งานในไทยอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก Alibaba พบว่า จำนวนผู้ใช้งานใหม่ชาวไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปี 2567 หลังจากการเปิดตัว Taobao เวอร์ชันภาษาไทย ซึ่งสามารถชำระเงินเป็นสกุลบาทได้ ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการขยายธุรกิจในเอเชียของ Alibaba เนื่องจากความต้องการภายในจีนชะลอตัว และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ เช่น Pinduoduo Douyin โดยด้วยจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวทำให้เอเชีย ตอ.ต.กลายเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยสร้างรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท ในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปี 2566

โครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจได้ผลดีกว่าหากแจกในรูปแบบบัตรของขวัญดิจิทัล

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย David Hutt นักวิจัยจาก Central European Institute of Asian Studies (CEIAS) ในสโลวาเกีย เกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายหลักของพรรค พท. ซึ่งเริ่มแจกเงินในเฟสแรกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ และเฟสที่ 2 ให้ผู้สูงอายุ แต่ได้ยกเลิกเฟสสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ รัฐบาลอ้างว่าเป็นเพราะนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่ที่แท้จริงคาดว่าเป็นเพราะการดำเนินโครงการ 2 เฟสแรกไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคได้  ผู้เขียนบทความมองว่า การแจกเงินเป็นแนวคิดที่ดี แต่นโยบายนี้ไม่ได้ผล เพราะการแจกที่แจกเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม เพราะประชาชนอาจเก็บเงินไว้ หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินมากกว่าจะนำไปใช้จ่าย จึงไม่เห็นผลในการกระตุ้นการบริโภค โดยเสนอให้แจกเงินในรูปแบบบัตรของขวัญดิจิทัลที่มีวันหมดอายุสั้น และใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่กำหนด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว

สังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์การลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม

นสพ.Independent ของสหราชอาณาจักร รายงานกรณีกระแสความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์การลงโทษนักเรียนโดยการตัดผมของโรงเรียนนารีวุฒิ จ.ราชบุรี ซึ่งหลายคนมองเป็นวิธีการลงโทษที่ล้าสมัย ในขณะที่ศาลปกครองสูงสุดให้ยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามในการผลักดันสิทธิของนักเรียน แต่การบังคับตัดผมยังคงเป็นการลงโทษทางวินัยของโรงเรียนไทยหลายแห่ง ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนมาแล้วหลายครั้ง โดยยกกรณีการตัดผมนักเรียนกว่า 10 คนของโรงเรียนใน จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2565 ซึ่งมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอทางออนไลน์ จนเกิดการประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก รวมถึงกรณีครูโรงเรียน จ.เพชรบูรณ์ลงโทษด้วยการตัดผมนักเรียนกว่า 100 คน เมื่อปี 2566

กลุ่มค้ายาในเกาหลีใต้แอบอ้างส่งออกยาเอโทมิเดตไปไทย

นสพ.Korea JoongAng Daily ของเกาหลีใต้ รายงานกรณีสำนักงานอัยการเขตกลางกรุงโซลสั่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายยาเอโทมิเดตปริมาณ 35,000 มิลลิลิตร มูลค่า 100 ล้านวอน (ประมาณ 2.3 ล้านบาท) โดยรายงานเท็จว่ายาดังกล่าวเป็นสินค้าส่งออกไปยังไทย แต่กลับนำไปกระจายในตลาดมืดในเกาหลีใต้แทน  จนท.ตั้งข้อสังเกตว่าพัสดุส่งออกไปยังไทยมีน้ำหนักเบาผิดปกติ เมื่อติดต่อผู้รับจึงทราบว่าไม่มีการสั่งซื้อยาดังกล่าว และสืบสวนจนพบว่ายาถูกส่งไปที่คลินิกผิวหนังปลอมที่ตั้งอยู่ในเขตกังนัม ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการฉีดยาเอโทมิเดตให้กับผู้ที่ติดยา ปัจจุบันยาเอโทมิเดตถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น  เกาหลีใต้อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายให้ยาเอโทมิเดตเป็นยาเสพติด

ไทยกำลังถอยกลับจากนโยบายกัญชาเสรี 

นิตยสาร The Week ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับนโยบายกัญชาของไทยที่ประกาศเมื่อ มิ.ย. 68 กรณีเตรียมนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ซึ่งจะเป็นการพลิกกลับครั้งใหญ่จากนโยบายกัญชาเสรี จากเมื่อปี 2565 ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ปลดล็อกออกจากบัญชียาเสพติด ซึ่งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างอุตสาหกรรมกัญชาที่มีมูลค่าถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้ควบคุมกัญชา รวมถึงแรงกดดันจากสหราชอาณาจักรที่พบการลักลอบนำเข้ากัญชาจากไทยจำนวนมาก มีคนหนุ่มสาวถูกล่อลวงโดยแก๊งค้ายาเสพติดให้ขนกระเป๋าเดินทางที่บรรจุกัญชากลับประเทศ  การจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลทำให้อุตสาหกรรมกัญชาเกิดความสับสน ผู้ประกอบการกังวลว่าจะถูกผลักออกจากตลาดอย่างไม่เป็นธรรม อาจต้องปิดตัว หรือไปอยู่ใต้ดิน  การเปลี่ยนแปลงนโยบายกัญชายังถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพรรคภูมิใจไทยที่เป็นผู้ผลักดันให้กัญชาถูกกฎหมาย ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

การส่งกลับชาวอุยกูร์จากไทยสะท้อนความล้มเหลวในการต่อต้านการกดปราบข้ามชาติ

เว็บไซต์ของโครงการสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ (Uyghur Human Rights Project – UHRP) ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความครบรอบ 10 ปี ที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คน กลับจีน เมื่อ 8 ก.ค. 58 นับเป็นเครื่องหมายของการกดขี่ และปราบข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างน่ากังวล และเมื่อ 27 ก.พ. 68 ไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับจีน ซึ่งตามมาด้วยการประณามของ OHCHR และ UNHCR ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรวีซ่าต่อ จนท.ไทย แต่ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดย 10 ปีผ่านไปการส่งตัวชาวอุยกูร์จากไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของประชาคมระหว่างประเทศในการตอบสนองต่อการกดปราบข้ามชาติที่ขยายตัวของจีน ขณะที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างถอยหลัง สิทธิของผู้เปราะบางถูกแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีรัฐบาลประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน และพร้อมสนับสนุนเงินทุน รวมถึงกดดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

แพลตฟอร์มคริปโตไทยถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน 

มหาวิทยาลัยเท็กซัส เมืองออสติน สหรัฐฯ รายงานว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้วิธีกระจายเงินที่หลอกลวงเหยื่อมายังแพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต หลายแห่ง ซึ่งมีแพลตฟอร์ม Bitkub ของไทยเกี่ยวข้องด้วย โดยใช้วิธีโอนคริปโต เช่น USDT จากแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้าสู่แพลตฟอร์มไทย เพื่อแปลงเป็นเงินบาทและถอนออกผ่านบัญชีม้าของธนาคารพาณิชย์ในไทย ซึ่งเหตุผลที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเลือกใช้แพลตฟอร์มคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต เนื่องจาก 1) อยู่นอกเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และ 2) มาตรฐานการตรวจสอบและยืนยันตัวตนยังอยู่ในระดับต่ำ

จีนเร่งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงกับประเทศเพื่อนบ้าน

ถ้อยแถลงของนาย Zhang Guoqing รอง นรม.จีน ในพิธีเปิด World Congress on High-Speed Rail ครั้งที่ 12 เมื่อ 10 ก.ค.68 ที่กรุงปักกิ่ง ว่า จีนจะส่งเสริมให้รถไฟความเร็วสูงเป็นหลักในการขับเคลื่อนโครงการ Belt and Road Initiative โดยจะเพิ่มการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกอบรมทักษะให้โครงการรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ ซึ่งจีนจะยังคงเดินหน้าโครงการรถไฟสำคัญ เช่น รถไฟฮังการี-เซอร์เบีย รถไฟจีน-คีร์กีซสถาน-อุซเบกิสถาน และรถไฟจีน-ไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานด้านระบบราง ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทย ได้รับการอนุมัติระยะที่ 2 เมื่อต้นปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มให้บริการในปี 2573 โดยโครงการล่าช้าไปเกือบ 10 ปีจากแผนเดิม เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้า  ปัญหาการเงินและการออกแบบ รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19