สถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือระลอกใหม่

หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือยังคงมีฝนตกหนักที่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดินสไลด์ และน้ำป่าไหลหลากแบบฉับพลัน โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ ต.ป่างิ้ว ต.บ้านโป่ง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงใหม่ อ.แม่ริม และ จ.ลำปาง ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร พบส่งผลกระทบต่อประชาชนแล้วกว่า 18,087 ครัวเรือน รวมถึงทำให้เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด อาทิ ถนนเส้นทางหลวงสายเชียงราย–เชียงใหม่ และการรถไฟต้องประกาศงดเดินรถในเส้นทางสายลำปาง – เชียงใหม่ จากเหตุดินสไลด์ปิดเส้นทาง โดยแม้ว่าบางพื้นที่จะเริ่มมีสถานการณ์คลี่คลาย แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นเพราะอาจมีน้ำป่าไหลหลากเข้ามาสมทบ

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่สำเร็จเนื่องจากกลุ่มนายจ้างยังมีท่าทีคัดค้าน

ตามที่การประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) เพื่อพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบและมีแนวโน้มจะเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนดนั้น ส่งผลให้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ตามนโยบายของรัฐบาลจะไม่ทันตามกำหนดเดิมใน 1 ต.ค. 67 เป็นที่แน่นอนแล้ว ขณะที่ท่าทีของภาคเอกชนทยอยออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ล่าสุดคือกรณีสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก และองค์กรเอกชนกว่า 10 แห่ง ใน จ.สงขลา สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)

เหตุอุทกภัยทุกพื้นที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ภาคอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ประเมินความเสียหายที่เกิดจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภาค ต.อ.น. และภาคกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชน ภาคการเกษตร และธุรกิจร้านค้า รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 200,000 ล้านบาท และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้ หรือเกิดเหตุอุทกภัยซ้ำอีกในช่วง ก.ย. – ธ.ค. 67 ก็อาจทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกกว่า 59,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.34 ต่อ GDP

ปัญหาการว่างงานมีสัญญาณที่สะท้อนกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น

สถิติอัตราการว่างงานเมื่อช่วงครึ่งแรกปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.04 ประเด็นสำคัญคือ ปัญหาการว่างงานเริ่มลุกลาม เพราะเดิมมีปัญหาเพียงภาคการผลิต แต่กำลังเริ่มลุกลามไปสู่ภาคบริการมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนส่ง ขายส่ง/ปลีก ที่พักแรมและร้านอาหาร ที่ล้วนมีการจ้างแรงงานจำนวนมาก ซึ่งหากการว่างงานในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจะผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศให้ยิ่งลดลงมากขึ้นอีก ส่วนภาคเกษตรที่แม้ จะดัชนีการฟื้นตัวค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าเกษตรมีราคาดีและส่งออกได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติ แต่แนวโน้มในระยะต่อไปสินค้าเกษตรจะมีราคาและส่งออกกลับสู่ระดับปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการเกษตรมีการจ้างงานลดลงเช่นกัน

จำนวนผู้ที่อยากย้ายประเทศเพิ่มสูงขึ้น เพราะสาเหตุจากปัจจัยทางการเมือง

ข้อมูลจาก Gallup บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจชั้นนำในสหรัฐฯ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในไทย พบว่า ในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยอยากย้ายออกจากประเทศมากถึง 1.5 ล้านคน มากกว่าจำนวนชาวต่างชาติที่อยากย้ายมาใช้ชีวิตหรือทำงานในไทยที่มี 900,000 คน และเมื่อเทียบกับผลสำรวจช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ มีคนไทยอยากย้ายออกจากประเทศเพียง 168,000 คน เท่านั้น จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ความต้องการย้ายประเทศของคนไทยดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมือง เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่มีความวุ่นวายจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลหลายชุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อการเมืองและรัฐบาลเช่นกัน

หลายภูมิภาคเสี่ยงมีเหตุอุทกภัยเพิ่มขึ้น ด้านโซเชียลมีเดียถกเถียงสาเหตุน้ำท่วมเกิดจากจีน

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และภาค ตอ.น. มีแนวโน้มคลี่คลายลง ประชาชนเริ่มกลับเข้าพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อทำความสะอาดบ้าน/ร้านค้า ซึ่งพบภาคส่วนต่าง ๆ แสดงความวิตกกังวลถึงปัญหาด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชนที่ประสบภัยที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะภาวะเครียดสะสม และโรคซึมเศร้า ที่สามารถนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตายได้ ขณะที่กลุ่มนักวิชาการ และสื่อออนไลน์บางส่วนได้ใช้พื้นที่ในโซเชียลมีเดียวิพากษ์ถึงสาเหตุของการเกิดน้ำท่วมในประเทศว่า เป็นผลจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีน ซึ่งกำลังทำให้ประชาชนในโซเชียลมีเดียเชื่อคล้อยตามได้อย่างต่อเนื่อง

ไทยมีต่างชาติกลับมาลงทุนดีขึ้น และสนใจอาจลงทุนใช้เป็นฐานการผลิตในระยะยาว

ข่าวสารด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏและที่มีนัยสำคัญ พบประเด็นต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากภาพรวมตลาดทุนเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวดีขึ้น หรือมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาส่งผลให้กลุ่มธุรกิจทั้งของไทย และของต่างชาติ รวมถึงกลุ่มธุรกิจและแรงงานของเมียนมาในทุกระดับ ย้ายออกจากเมียนมาและส่วนใหญ่เลือกลงทุนในไทย

อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีแนวโน้มหดตัวหนัก

ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง เปิดเผยข้อมูลว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงอาจถึงขั้นปิดเลิกกิจการกันแทบทั้งหมด ซึ่งสาเหตุของความเสี่ยงเกิดจาก 1) ความต้องการใช้เหล็กของอุตสาหกรรมในประเทศที่ลดลงหลายโครงการของทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์์ บริษัทรถยนต์และบริิษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ ต่างชะลอการลงทุนตามความต้องการที่ลดลง

ปัญหาสินค้าเกษตร

สถานการณ์สินค้าเกษตรที่มีนัยสำคัญในห้วงปัจจุบัน ได้แก่ กรณีจีนแจ้งตีกลับสินค้าทุเรียนไทย เพราะมีสารแคดเมียมปะปน ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทุเรียนไทยเป็นวงกว้าง และมีข้อสังเกตว่า ทุเรียนที่มีปัญหาไม่น่าจะใช่ทุเรียนไทย แต่น่าจะเป็นทุเรียนเวียดนามที่ลักลอบสวมสิทธิทุเรียนไทยส่งออกไปจีนมากกว่า และกรณีสินค้าผักผลไม้ในประเทศหลานชนิดต่างปรับราคาเพิ่มขึ้น

ธุรกิจจีนเลิกกิจการในเมียนมาส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ตกงานกว่า 10,000 คน

หย่าไถ้ YATAI INTERNATIONAL HOLDING GROUP กลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีบริษัทพาร์ทเนอร์ กว่า 20 บริษัท ที่ร่วมลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท ในพื้นที่ชเวโก๊กโก่ รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา (บริเวณตรงข้าม อ.แม่ระมาด จ.ตาก) ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของทหารกะเหรี่ยง BGF บีจีเอฟ. ได้ประกาศยกเลิกธุรกิจในพื้นที่ชเวโก๊กโก่อย่างถาวร เนื่องจากถุกกดดันทั้งจากรัฐบาลเมียนมา และนานาชาติ